จากตั้งใจเดินไปฝากเงิน → จบที่รูดบัตรหลักแสน
(ได้เงินคืนตามกฎหมาย) #เริ่มเร็วจบสวย #ไม่ต้องจ้างทนาย
ขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว เผื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ที่อาจเจอสถานการณ์คล้ายกัน
ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ตั้งใจแวะไปห้างเพื่อฝากเงิน และจะรีบกลับเพราะมีนัดต่อ
แต่ระหว่างขึ้นบันไดเลื่อน มีพนักงานมาดักบริเวณโซนธนาคาร แจกของเล็ก ๆ พร้อมขอทำแบบสอบถาม
แจ้งว่า “ใช้เวลาไม่นาน”
แม้จะปฏิเสธไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่ยังถูกชักชวนต่อ
มีคูปอง มีคำถาม และขอดูบัตรเครดิต โดยย้ำว่า “ดูแค่หน้าเดียว”
จากนั้นถูกพาไปตรวจผิวหน้า
มีการสรุปผลและเสนอคอร์สเป็นภาษาอังกฤษแบบย่อ เขียนบนเศษกระดาษ
เริ่มจากราคาหลักสามหมื่นบาท
เมื่อปฏิเสธ ราคาเริ่มลดลงเรื่อย ๆ
จนเหลือประมาณ 15,000 บาท
ในจุดนั้นเริ่มคิดว่า “ตกลงก็ได้ จะได้จบ ๆ”
เพราะก็มีความสนใจอยู่บ้าง
แต่เรื่องยังไม่จบ
มีผู้จัดการเข้ามา และชวนขึ้นไปทำทรีทเมนต์ต่อ
แจ้งว่า “ใช้เวลาแค่ 5 นาที”
แม้จะย้ำว่ามีธุระเร่งด่วน แต่ยังได้รับการยืนยันว่า “แป๊บเดียวจริง ๆ”
เมื่อเข้าไปในห้องทรีทเมนต์
แทนที่จะเป็นการผ่อนคลาย
กลับกลายเป็นการเจรจาทางการเงิน
มีการเสนอคอร์ส VIP ราคา 100,000 บาท
อธิบายว่าสามารถผ่อนชำระได้ และสอบถามกำลังผ่อนต่อเดือน
แม้จะปฏิเสธหลายครั้ง แต่ผู้จัดการเข้า–ออกห้อง พร้อมข้อเสนอใหม่อย่างต่อเนื่อง
จากคอร์ส 15,000 บาท
กลายเป็น 70,000 บาท
ต่อมา มีผู้บริหาร (GM) เข้ามาเสนอเงื่อนไขเพิ่มเติม
ในขณะที่มือถูกแรปไว้กับเครื่องทรีทเมนต์ ไม่สามารถลุกหรือขยับตัวได้
มีการเสนอแพ็กเกจว่า
“จ่าย 100,000 บาท แต่ได้วงเงินใช้บริการ 400,000 บาท คุ้มมาก”
สุดท้าย ตัดสินใจยอมรูดบัตร 100,000 บาท ภายใต้ความกดดัน
หลังเซ็นสัญญา จึงทราบว่า
• ทรีทเมนต์ที่เชิญไปทำในตอนแรก ถูกนำไปหักจากวงเงินแล้ว
• แจ้งว่าสัญญา “เซ็นแล้ว ยกเลิกไม่ได้”
• ไม่มีเบอร์โทรติดต่อชัดเจน มีเพียง Line
• การใช้บริการต้องจองล่วงหน้า
ออกจากร้านมาด้วยความรู้สึกเครียด สับสน และโทษตัวเองที่ยอมตัดสินใจไปเช่นนั้น
วันถัดมาชวนพี่สาวไปคลินิก ไปเจรจาเพื่อขอยกเลิกหรือปรับคอร์ส
แต่ได้รับคำตอบว่า
• ไม่เคยมีกรณีที่ยกเลิกได้
• ต้องเป็นกรณีพิเศษมาก เช่น ป่วยเป็นมะเร็ง
• หากทำได้ อาจใช้เวลานานถึง 120 วัน
• คลินิกเพิ่งเปิดใหม่ ถือเคล็ด ขอให้รอ 7 วัน แล้วจะติดต่อกลับ
แต่ก็ไม่มีช่องทางติดต่อที่ชัดเจน
ตอนนั้นเราปรึกษาใคร ก็มีแต่คนบอกว่า ยกเลิกไม่ได้หรอก
คลินิกไม่ได้ทำผิดสัญญาอะไร ตัดใจไปใช้บริการเถอะ
แต่เราก็ทำใจไปใช้บริการไม่ได้อยู่ดี
มันรู้สึกได้ว่าโดนหลอก และกลัวโดนขายคอร์สเพิ่ม
เลยคิดว่า “อย่าไปยอม สู้ดูสักตั้ง”
📌 การศึกษากฎหมายและการดำเนินการ
หลังจากกลับมาอ่านสัญญาอย่างละเอียด
พบว่าหลายจุดไม่ชัดเจน และไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
จึงเริ่มศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่ง ดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงกระทู้ใน Pantip
ต้องขอบคุณข้อมูลจากกระทู้ต่างๆใน Pantip ค่ะ
แต่ละกระทู้เป็นประโยชน์ และอธิบายละเอียดมาก
https://pantip.com/topic/42936946
https://pantip.com/topic/37665831
https://pantip.com/topic/41514431
พอเราเห็นหนทาง จึงตัดสินใจดำเนินการตามสิทธิ
อ้างอิงกฎหมายที่ใช้คือ
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. 2563
(๒) ข้อความที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับเงินค่าบริการคืน
(๒.๑) ในกรณีที่ผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับจากวันที่ได้ชำระเงินให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินเต็มจำานวน กรณีที่ชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิ หักค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตได้
https://www.ocpb.go.th/download/Beauty.pdf
⚠️ในกรณีนี้
ทรีทเมนต์ที่อ้างว่าเอามาหักจากวงเงินใช้บริการ เกิดขึ้น
ก่อนการทำสัญญา
ดังนั้น ภายหลังการเซ็นสัญญา จึงถือว่าเรายังไม่ได้ใช้บริการใด ๆ ตามกฎหมาย
เรามีสิทธิโดยชอบธรรมในการขอ
คืนเงินเต็มจำานวน
⚠️ ขอย้ำว่า ต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้ชำระเงินนะคะ
สิทธิขอคืนเงิน “เต็มจำนวน” เป็นสิทธิที่ผูกกับระยะเวลา 7 วันแรกหลังชำระเงิน
⚠️ หากไม่แจ้งยกเลิกภายใน 7 วัน
สามารถขอยกเลิกสัญญาได้ แต่
❌ ไม่มีสิทธิเรียกร้อง “คืนเงินเต็มจำนวน” ตามข้อ (๒.๑) แล้ว
เนื่องจาก
สิทธิคืนเงินเต็มจำนวนตามประกาศ จำกัดอยู่เฉพาะภายใน 7 วันแรกเท่านั้น
เมื่อพ้น 7 วันแล้ว แม้ยังไม่ได้ใช้บริการ สิทธิตามประกาศข้อนี้สิ้นสุดลง
📌 สรุปขั้นตอนที่ดำเนินการจริง
(หลังจากเข้าไปขอยกเลิกที่คลินิกแล้วโดนปฏิเสธ)
1. ไปลงบันทึกประจำวัน ที่สถานีตำรวจ
2. กลับมาอ่านสัญญาอย่างละเอียด
3. ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงิน ภายใน 7 วัน
สามารถบอกเลิกสัญญาทางเดียวได้ตามสิทธิ์
ตัวอย่างหนังสือบอกเลิกสัญญาจากสภาองค์กรของผู้บริโภค
https://share.google/6Sp5416GbTHE4cZpC
4. ส่งเอกสารแบบไปรษณีย์ตอบรับไปยังสำนักงานใหญ่
5. แจ้งธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตว่ารายการอยู่ระหว่างข้อพิพาท
หากคลินิกยอมยกเลิกยอดให้ จะได้ยอดคืนเข้าวงเงินบัตรเครดิต
📌
แต่หากหลังจากผ่านไปแล้ว 15 วัน บริษัทยังนิ่งเฉย ไม่ดำเนินการยกเลิกคอร์สหรือคืนเงิน ให้ทำขั้นตอนต่อไปค่ะ
6. ยื่นร้องเรียนผ่าน สคบ.
ยื่นออนไลน์ผ่านเวป
https://digitalid.ocpb.go.th/ หรือ แอพ OCPB Connect
ต่อให้เราไปสคบ.ส่วนภูมิภาคเจ้าหน้าที่ก็จะให้เรามาทำเรื่องผ่านออนไลน์อยู่ดีค่ะ
7. รอตามขั้นตอน ให้ สคบ. เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย
ระหว่างนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากคลินิก ติดต่อมา เชิญให้ไปเซ็นเอกสารคืนคอร์ส
ไม่ต้องรีบเข้าไปเซ็นเอกสาร ติดต่อสคบ. ให้เจ้าหน้าที่สคบ.เป็นคนนัดวันให้
8. เซ็นเอกสารคืนคอร์ส คำร้องขอคืนเงิน
ชวนเพื่อนไปด้วย ช่วยกันตรวจสอบเอกสารทุกฉบับ
ก่อน-หลังเซ็น อัพเดทให้เจ้าหน้าที่สคบ.ที่ดูแลทราบ
(เจ้าหน้าที่สคบ. เจ้าหน้าที่จากสมาคมผู้บริโภค ที่ให้คำปรึกษา และ ประสานงานให้เรา ทุกคนน่ารักมากๆค่ะ)
ผลลัพธ์: ได้รับเงินคืนตามกฎหมาย
โดยถูกหักเฉพาะค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต
ข้อสรุปที่อยากฝากไว้
• การถูกกดดันให้ตัดสินใจ ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภค
• “เซ็นสัญญาแล้ว” ไม่ได้แปลว่า “หมดสิทธิ”
• หากรู้กฎหมายและดำเนินการทันเวลา ยังมีทางออก
สุดท้าย เรื่องนี้จบลงด้วยการได้เงินคืนมา 97,000 บาท แล้วเราเติมอีก 3,000 บาท
เอาไปซื้อสลากออมสิน 100,000 บาท แบบ 1 ปี เป็นการปิดจ๊อบแบบสวย ๆ
จากสถานการณ์ที่เกือบเสียเงินเพราะแรงกดดัน กลายเป็นเงินออมที่ได้ลุ้นรางวัลแทน
ไม่ต้องทะเลาะ ไม่ต้องดราม่า และไม่ต้องยอมแพ้ให้ใคร
แค่ตั้งสติ ใช้กฎหมาย และเดินตามขั้นตอนให้ครบ
โมเมนต์ที่เงินโอนกลับเข้าบัญชีคือโล่งจริง ๆ
เหมือนปลดหนี้กรรมทางใจได้สำเร็จ 😌
บางครั้งการเอาชนะ ไม่ใช่การโต้เถียงให้ชนะคาเคาน์เตอร์
แต่คือการไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบเราได้อีก และเดินออกมาจากสถานการณ์นั้นอย่างสง่างาม 🤍
ใครที่กำลังโดนกดดันอยู่ อยากบอกไว้ตรงนี้ว่า
เขาเร่งเราได้ แต่กฎหมายยังอยู่ฝั่งเราเสมอค่ะ
⚠️ ประสบการณ์โดนดักขายคอร์สความงามในห้าง
(ได้เงินคืนตามกฎหมาย) #เริ่มเร็วจบสวย #ไม่ต้องจ้างทนาย
ขอแชร์ประสบการณ์ส่วนตัว เผื่อเป็นข้อมูลให้กับผู้ที่อาจเจอสถานการณ์คล้ายกัน
ช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568 ตั้งใจแวะไปห้างเพื่อฝากเงิน และจะรีบกลับเพราะมีนัดต่อ
แต่ระหว่างขึ้นบันไดเลื่อน มีพนักงานมาดักบริเวณโซนธนาคาร แจกของเล็ก ๆ พร้อมขอทำแบบสอบถาม
แจ้งว่า “ใช้เวลาไม่นาน”
แม้จะปฏิเสธไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่ยังถูกชักชวนต่อ
มีคูปอง มีคำถาม และขอดูบัตรเครดิต โดยย้ำว่า “ดูแค่หน้าเดียว”
จากนั้นถูกพาไปตรวจผิวหน้า
มีการสรุปผลและเสนอคอร์สเป็นภาษาอังกฤษแบบย่อ เขียนบนเศษกระดาษ
เริ่มจากราคาหลักสามหมื่นบาท
เมื่อปฏิเสธ ราคาเริ่มลดลงเรื่อย ๆ
จนเหลือประมาณ 15,000 บาท
ในจุดนั้นเริ่มคิดว่า “ตกลงก็ได้ จะได้จบ ๆ”
เพราะก็มีความสนใจอยู่บ้าง
แต่เรื่องยังไม่จบ
มีผู้จัดการเข้ามา และชวนขึ้นไปทำทรีทเมนต์ต่อ
แจ้งว่า “ใช้เวลาแค่ 5 นาที”
แม้จะย้ำว่ามีธุระเร่งด่วน แต่ยังได้รับการยืนยันว่า “แป๊บเดียวจริง ๆ”
เมื่อเข้าไปในห้องทรีทเมนต์
แทนที่จะเป็นการผ่อนคลาย
กลับกลายเป็นการเจรจาทางการเงิน
มีการเสนอคอร์ส VIP ราคา 100,000 บาท
อธิบายว่าสามารถผ่อนชำระได้ และสอบถามกำลังผ่อนต่อเดือน
แม้จะปฏิเสธหลายครั้ง แต่ผู้จัดการเข้า–ออกห้อง พร้อมข้อเสนอใหม่อย่างต่อเนื่อง
จากคอร์ส 15,000 บาท
กลายเป็น 70,000 บาท
ต่อมา มีผู้บริหาร (GM) เข้ามาเสนอเงื่อนไขเพิ่มเติม
ในขณะที่มือถูกแรปไว้กับเครื่องทรีทเมนต์ ไม่สามารถลุกหรือขยับตัวได้
มีการเสนอแพ็กเกจว่า
“จ่าย 100,000 บาท แต่ได้วงเงินใช้บริการ 400,000 บาท คุ้มมาก”
สุดท้าย ตัดสินใจยอมรูดบัตร 100,000 บาท ภายใต้ความกดดัน
หลังเซ็นสัญญา จึงทราบว่า
• ทรีทเมนต์ที่เชิญไปทำในตอนแรก ถูกนำไปหักจากวงเงินแล้ว
• แจ้งว่าสัญญา “เซ็นแล้ว ยกเลิกไม่ได้”
• ไม่มีเบอร์โทรติดต่อชัดเจน มีเพียง Line
• การใช้บริการต้องจองล่วงหน้า
ออกจากร้านมาด้วยความรู้สึกเครียด สับสน และโทษตัวเองที่ยอมตัดสินใจไปเช่นนั้น
วันถัดมาชวนพี่สาวไปคลินิก ไปเจรจาเพื่อขอยกเลิกหรือปรับคอร์ส
แต่ได้รับคำตอบว่า
• ไม่เคยมีกรณีที่ยกเลิกได้
• ต้องเป็นกรณีพิเศษมาก เช่น ป่วยเป็นมะเร็ง
• หากทำได้ อาจใช้เวลานานถึง 120 วัน
• คลินิกเพิ่งเปิดใหม่ ถือเคล็ด ขอให้รอ 7 วัน แล้วจะติดต่อกลับ
แต่ก็ไม่มีช่องทางติดต่อที่ชัดเจน
ตอนนั้นเราปรึกษาใคร ก็มีแต่คนบอกว่า ยกเลิกไม่ได้หรอก
คลินิกไม่ได้ทำผิดสัญญาอะไร ตัดใจไปใช้บริการเถอะ
แต่เราก็ทำใจไปใช้บริการไม่ได้อยู่ดี
มันรู้สึกได้ว่าโดนหลอก และกลัวโดนขายคอร์สเพิ่ม
เลยคิดว่า “อย่าไปยอม สู้ดูสักตั้ง”
📌 การศึกษากฎหมายและการดำเนินการ
หลังจากกลับมาอ่านสัญญาอย่างละเอียด
พบว่าหลายจุดไม่ชัดเจน และไม่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
จึงเริ่มศึกษาข้อมูลจากหลายแหล่ง ดูข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รวมถึงกระทู้ใน Pantip
ต้องขอบคุณข้อมูลจากกระทู้ต่างๆใน Pantip ค่ะ
แต่ละกระทู้เป็นประโยชน์ และอธิบายละเอียดมาก
https://pantip.com/topic/42936946
https://pantip.com/topic/37665831
https://pantip.com/topic/41514431
พอเราเห็นหนทาง จึงตัดสินใจดำเนินการตามสิทธิ
อ้างอิงกฎหมายที่ใช้คือ
ประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญา
เรื่อง ให้ธุรกิจการให้บริการเสริมความงามเป็นธุรกิจที่ควบคุมรายการในหลักฐานการรับเงิน พ.ศ. 2563
(๒) ข้อความที่ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับเงินค่าบริการคืน
(๒.๑) ในกรณีที่ผู้บริโภคยังไม่ได้ใช้บริการภายในระยะเวลาเจ็ดวันนับจากวันที่ได้ชำระเงินให้ผู้ประกอบธุรกิจคืนเงินเต็มจำานวน กรณีที่ชำระค่าบริการผ่านบัตรเครดิต ให้ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิ หักค่าธรรมเนียมการใช้บัตรเครดิตได้
https://www.ocpb.go.th/download/Beauty.pdf
⚠️ในกรณีนี้
ทรีทเมนต์ที่อ้างว่าเอามาหักจากวงเงินใช้บริการ เกิดขึ้น ก่อนการทำสัญญา
ดังนั้น ภายหลังการเซ็นสัญญา จึงถือว่าเรายังไม่ได้ใช้บริการใด ๆ ตามกฎหมาย
เรามีสิทธิโดยชอบธรรมในการขอ คืนเงินเต็มจำานวน
⚠️ ขอย้ำว่า ต้องดำเนินการภายใน 7 วัน นับจากวันที่ได้ชำระเงินนะคะ
สิทธิขอคืนเงิน “เต็มจำนวน” เป็นสิทธิที่ผูกกับระยะเวลา 7 วันแรกหลังชำระเงิน
⚠️ หากไม่แจ้งยกเลิกภายใน 7 วัน
สามารถขอยกเลิกสัญญาได้ แต่
❌ ไม่มีสิทธิเรียกร้อง “คืนเงินเต็มจำนวน” ตามข้อ (๒.๑) แล้ว
เนื่องจาก
สิทธิคืนเงินเต็มจำนวนตามประกาศ จำกัดอยู่เฉพาะภายใน 7 วันแรกเท่านั้น
เมื่อพ้น 7 วันแล้ว แม้ยังไม่ได้ใช้บริการ สิทธิตามประกาศข้อนี้สิ้นสุดลง
📌 สรุปขั้นตอนที่ดำเนินการจริง
(หลังจากเข้าไปขอยกเลิกที่คลินิกแล้วโดนปฏิเสธ)
1. ไปลงบันทึกประจำวัน ที่สถานีตำรวจ
2. กลับมาอ่านสัญญาอย่างละเอียด
3. ทำหนังสือบอกเลิกสัญญาและขอคืนเงิน ภายใน 7 วัน
สามารถบอกเลิกสัญญาทางเดียวได้ตามสิทธิ์
ตัวอย่างหนังสือบอกเลิกสัญญาจากสภาองค์กรของผู้บริโภค https://share.google/6Sp5416GbTHE4cZpC
4. ส่งเอกสารแบบไปรษณีย์ตอบรับไปยังสำนักงานใหญ่
5. แจ้งธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตว่ารายการอยู่ระหว่างข้อพิพาท
หากคลินิกยอมยกเลิกยอดให้ จะได้ยอดคืนเข้าวงเงินบัตรเครดิต
📌 แต่หากหลังจากผ่านไปแล้ว 15 วัน บริษัทยังนิ่งเฉย ไม่ดำเนินการยกเลิกคอร์สหรือคืนเงิน ให้ทำขั้นตอนต่อไปค่ะ
6. ยื่นร้องเรียนผ่าน สคบ.
ยื่นออนไลน์ผ่านเวป https://digitalid.ocpb.go.th/ หรือ แอพ OCPB Connect
ต่อให้เราไปสคบ.ส่วนภูมิภาคเจ้าหน้าที่ก็จะให้เรามาทำเรื่องผ่านออนไลน์อยู่ดีค่ะ
7. รอตามขั้นตอน ให้ สคบ. เป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย
ระหว่างนี้จะมีเจ้าหน้าที่จากคลินิก ติดต่อมา เชิญให้ไปเซ็นเอกสารคืนคอร์ส
ไม่ต้องรีบเข้าไปเซ็นเอกสาร ติดต่อสคบ. ให้เจ้าหน้าที่สคบ.เป็นคนนัดวันให้
8. เซ็นเอกสารคืนคอร์ส คำร้องขอคืนเงิน
ชวนเพื่อนไปด้วย ช่วยกันตรวจสอบเอกสารทุกฉบับ
ก่อน-หลังเซ็น อัพเดทให้เจ้าหน้าที่สคบ.ที่ดูแลทราบ
(เจ้าหน้าที่สคบ. เจ้าหน้าที่จากสมาคมผู้บริโภค ที่ให้คำปรึกษา และ ประสานงานให้เรา ทุกคนน่ารักมากๆค่ะ)
ผลลัพธ์: ได้รับเงินคืนตามกฎหมาย
โดยถูกหักเฉพาะค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต
ข้อสรุปที่อยากฝากไว้
• การถูกกดดันให้ตัดสินใจ ไม่ใช่ความผิดของผู้บริโภค
• “เซ็นสัญญาแล้ว” ไม่ได้แปลว่า “หมดสิทธิ”
• หากรู้กฎหมายและดำเนินการทันเวลา ยังมีทางออก
สุดท้าย เรื่องนี้จบลงด้วยการได้เงินคืนมา 97,000 บาท แล้วเราเติมอีก 3,000 บาท
เอาไปซื้อสลากออมสิน 100,000 บาท แบบ 1 ปี เป็นการปิดจ๊อบแบบสวย ๆ
จากสถานการณ์ที่เกือบเสียเงินเพราะแรงกดดัน กลายเป็นเงินออมที่ได้ลุ้นรางวัลแทน
ไม่ต้องทะเลาะ ไม่ต้องดราม่า และไม่ต้องยอมแพ้ให้ใคร
แค่ตั้งสติ ใช้กฎหมาย และเดินตามขั้นตอนให้ครบ
โมเมนต์ที่เงินโอนกลับเข้าบัญชีคือโล่งจริง ๆ
เหมือนปลดหนี้กรรมทางใจได้สำเร็จ 😌
บางครั้งการเอาชนะ ไม่ใช่การโต้เถียงให้ชนะคาเคาน์เตอร์
แต่คือการไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบเราได้อีก และเดินออกมาจากสถานการณ์นั้นอย่างสง่างาม 🤍
ใครที่กำลังโดนกดดันอยู่ อยากบอกไว้ตรงนี้ว่า
เขาเร่งเราได้ แต่กฎหมายยังอยู่ฝั่งเราเสมอค่ะ