เชื่อไหมครับ? เวลาเราพูดถึง "ข้อมูลราชการ" หลายคนจะนึกถึงแฟ้มหนา ๆ ตึกที่เต็มไปด้วยสำเนาบัตรประชาชน หรือระบบล่มตอนลงทะเบียนรับสิทธิ์... แต่ในโลกของ เศรษฐกิจดิจิทัล ของพวกนี้ไม่ใช่ขยะนะครับ มันคือ "ทองคำขาว" หรือน้ำมันดิบชั้นดีที่รอวันขุดขึ้นมากลั่นเป็นเงินมหาศาล
ความเจ๋งคือ ข้อมูลพวกนี้ต่างจากน้ำมันตรงที่ "ยิ่งใช้ ยิ่งรวย" และไม่มีวันหมด ลองคิดง่าย ๆ
ราชการไทยมีข้อมูลประชาชนเกือบครบวงจรที่สุดประเทศหนึ่ง
– ทะเบียนราษฎร
– ข้อมูลภาษี
– ข้อมูลสุขภาพ
– ข้อมูลการศึกษา
– ข้อมูลที่ดิน การคมนาคม พลังงาน ธุรกิจ
แต่ปัญหาตลกที่เจ็บปวดคือ... ข้อมูลพวกนี้มันคุยคนละภาษา กระทรวงหนึ่งเก็บอย่างหนึ่ง อีกกรมเก็บอีกอย่าง พอจะเชื่อมกันทีต้องใช้เอกสารเป็นปึก ผลคือรัฐทำงานช้า ประชาชนเสียเวลา และที่แย่ที่สุดคือ "เอกชนเอาไปต่อยอดทำเงินไม่ได้" เหมือนเรามีวัตถุดิบทำอาหารชั้นเลิศกองเต็มบ้าน แต่ดันหาห้องครัวไม่เจอ
ประเทศที่เข้าใจเกมนี้ก่อน จะได้เปรียบแบบก้าวกระโดด
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เอสโตเนีย
ประเทศเล็กมาก แต่สร้างระบบ “X-Road” ให้ทุกหน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันภายใต้มาตรฐานเดียว ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำ รัฐลดต้นทุนมหาศาล และเอกชนสามารถพัฒนาบริการใหม่ ๆ บนข้อมูลภาครัฐได้ เอสโตเนียประเมินว่าระบบดิจิทัลรัฐช่วยประหยัด GDP ได้ราว 2–3% ต่อปี แบบ ถาวร ไม่ใช่ครั้งเดียว
หรือ สิงคโปร์
รัฐบาลเปิดข้อมูล (Open Data + Secure Data Sharing) ให้เอกชนและสตาร์ทอัพเข้าถึงในกรอบที่ปลอดภัย เกิดบริการด้านโลจิสติกส์ การเงิน ประกัน สุขภาพ ที่แม่นยำขึ้นมาก รายได้ไม่ได้มาจาก “ขายข้อมูล” แต่มาจาก เศรษฐกิจใหม่ที่งอกบนข้อมูลรัฐ
แม้แต่ สหราชอาณาจักร การเปิดข้อมูลภาครัฐ (เช่น ข้อมูลการเดินทาง พลังงาน เมือง) ถูกประเมินว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านปอนด์ต่อปี จากธุรกิจใหม่และประสิทธิภาพรัฐที่ดีขึ้น
กลับมาที่ไทย เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์
PromptPay, Digital ID, e-Payment ภาครัฐ แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าโครงสร้างถูก คนไทยปรับตัวเร็วมาก
สิ่งที่ยังขาดคือ “ชั้นข้อมูล” (Data Layer) ที่เชื่อมหน่วยงานรัฐเข้าหากันอย่างจริงจัง
ถ้าไทยดึงข้อมูลราชการมาใช้แบบบูรณาการได้จริง
– นโยบายจะเปลี่ยนจาก “เดา” เป็น “วิเคราะห์จากข้อมูลจริง”
– สวัสดิการจะตรงเป้ามากขึ้น ลดรั่วไหล
– ภาคธุรกิจจะวางแผนลงทุนได้แม่นขึ้น
– สตาร์ทอัพจะสร้างบริการใหม่ที่รัฐทำเองไม่ได้
นี่คือเศรษฐกิจดิจิทัลในความหมายที่แท้จริง
ไม่ใช่แค่แอป หรือแค่แพลตฟอร์ม แต่คือ รัฐที่ทำงานบนข้อมูล และเปิดพื้นที่ให้เอกชนสร้างมูลค่าต่อยอด
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่อง “ก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม”
ไม่ใช่เรื่องซ้ายหรือขวา
แต่เป็นเรื่องว่า ประเทศจะบริหารศตวรรษที่ 21 ด้วยระบบศตวรรษที่ 20 ต่อไปหรือไม่
ประเทศที่เข้าใจข้อมูลก่อน จะได้รายได้ ประสิทธิภาพ และอำนาจต่อรองก่อน
เมื่อข้อมูลรัฐคุยกันได้ ประเทศจะโตแบบก้าวกระโดด
เชื่อไหมครับ? เวลาเราพูดถึง "ข้อมูลราชการ" หลายคนจะนึกถึงแฟ้มหนา ๆ ตึกที่เต็มไปด้วยสำเนาบัตรประชาชน หรือระบบล่มตอนลงทะเบียนรับสิทธิ์... แต่ในโลกของ เศรษฐกิจดิจิทัล ของพวกนี้ไม่ใช่ขยะนะครับ มันคือ "ทองคำขาว" หรือน้ำมันดิบชั้นดีที่รอวันขุดขึ้นมากลั่นเป็นเงินมหาศาล
ความเจ๋งคือ ข้อมูลพวกนี้ต่างจากน้ำมันตรงที่ "ยิ่งใช้ ยิ่งรวย" และไม่มีวันหมด ลองคิดง่าย ๆ
ราชการไทยมีข้อมูลประชาชนเกือบครบวงจรที่สุดประเทศหนึ่ง
– ทะเบียนราษฎร
– ข้อมูลภาษี
– ข้อมูลสุขภาพ
– ข้อมูลการศึกษา
– ข้อมูลที่ดิน การคมนาคม พลังงาน ธุรกิจ
แต่ปัญหาตลกที่เจ็บปวดคือ... ข้อมูลพวกนี้มันคุยคนละภาษา กระทรวงหนึ่งเก็บอย่างหนึ่ง อีกกรมเก็บอีกอย่าง พอจะเชื่อมกันทีต้องใช้เอกสารเป็นปึก ผลคือรัฐทำงานช้า ประชาชนเสียเวลา และที่แย่ที่สุดคือ "เอกชนเอาไปต่อยอดทำเงินไม่ได้" เหมือนเรามีวัตถุดิบทำอาหารชั้นเลิศกองเต็มบ้าน แต่ดันหาห้องครัวไม่เจอ
ประเทศที่เข้าใจเกมนี้ก่อน จะได้เปรียบแบบก้าวกระโดด
ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เอสโตเนีย
ประเทศเล็กมาก แต่สร้างระบบ “X-Road” ให้ทุกหน่วยงานรัฐเชื่อมข้อมูลกันภายใต้มาตรฐานเดียว ประชาชนไม่ต้องยื่นเอกสารซ้ำ รัฐลดต้นทุนมหาศาล และเอกชนสามารถพัฒนาบริการใหม่ ๆ บนข้อมูลภาครัฐได้ เอสโตเนียประเมินว่าระบบดิจิทัลรัฐช่วยประหยัด GDP ได้ราว 2–3% ต่อปี แบบ ถาวร ไม่ใช่ครั้งเดียว
หรือ สิงคโปร์
รัฐบาลเปิดข้อมูล (Open Data + Secure Data Sharing) ให้เอกชนและสตาร์ทอัพเข้าถึงในกรอบที่ปลอดภัย เกิดบริการด้านโลจิสติกส์ การเงิน ประกัน สุขภาพ ที่แม่นยำขึ้นมาก รายได้ไม่ได้มาจาก “ขายข้อมูล” แต่มาจาก เศรษฐกิจใหม่ที่งอกบนข้อมูลรัฐ
แม้แต่ สหราชอาณาจักร การเปิดข้อมูลภาครัฐ (เช่น ข้อมูลการเดินทาง พลังงาน เมือง) ถูกประเมินว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจหลายหมื่นล้านปอนด์ต่อปี จากธุรกิจใหม่และประสิทธิภาพรัฐที่ดีขึ้น
กลับมาที่ไทย เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์
PromptPay, Digital ID, e-Payment ภาครัฐ แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าโครงสร้างถูก คนไทยปรับตัวเร็วมาก
สิ่งที่ยังขาดคือ “ชั้นข้อมูล” (Data Layer) ที่เชื่อมหน่วยงานรัฐเข้าหากันอย่างจริงจัง
ถ้าไทยดึงข้อมูลราชการมาใช้แบบบูรณาการได้จริง
– นโยบายจะเปลี่ยนจาก “เดา” เป็น “วิเคราะห์จากข้อมูลจริง”
– สวัสดิการจะตรงเป้ามากขึ้น ลดรั่วไหล
– ภาคธุรกิจจะวางแผนลงทุนได้แม่นขึ้น
– สตาร์ทอัพจะสร้างบริการใหม่ที่รัฐทำเองไม่ได้
นี่คือเศรษฐกิจดิจิทัลในความหมายที่แท้จริง
ไม่ใช่แค่แอป หรือแค่แพลตฟอร์ม แต่คือ รัฐที่ทำงานบนข้อมูล และเปิดพื้นที่ให้เอกชนสร้างมูลค่าต่อยอด
ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่อง “ก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม”
ไม่ใช่เรื่องซ้ายหรือขวา
แต่เป็นเรื่องว่า ประเทศจะบริหารศตวรรษที่ 21 ด้วยระบบศตวรรษที่ 20 ต่อไปหรือไม่
ประเทศที่เข้าใจข้อมูลก่อน จะได้รายได้ ประสิทธิภาพ และอำนาจต่อรองก่อน