จาก "เตมีย์ใบ้" ถึง "ไทยในกำมือ": มหากาพย์ความนิ่งที่หายไปกับการเมืองที่หมุนไวเกินเบรก
ถ้าเราย้อนเวลากลับไปยุค
“ป๋าเปรม” จริงๆ บรรยากาศตอนนั้นมันคนละขั้วกับวันนี้เลยครับ สมัยนั้นสังคมไม่ได้ถูกขีดเส้นแบ่งด้วยความ “รักหรือเกลียด” แบบสุดโต่ง แต่มันคือส่วนผสมของความเคารพ เกรงใจ และความอึดอัดลึกๆ ว่า
“ทำไมทุกอย่างมันนิ่งและเงียบจังวะ?”
ในหน้าจอทีวีที่มีแค่ไม่กี่ช่อง สื่อยุคนั้นเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย เพราะทีวีเกือบทั้งหมดเป็นของรัฐ ภาพผู้นำที่ปรากฏจึงมีแต่ความสุขุม สุภาพ เรียบร้อย จนบางทีเราก็แอบเคลิ้มไปว่าประเทศนี้คงไม่มีปัญหาอะไรเลยมั้ง?
แต่พอวางรีโมตแล้วกางหนังสือพิมพ์ดู เราจะเจอหนังคนละม้วนครับ ฉายา
“เตมีย์ใบ้” ไม่ได้มาจากความเกลียด แต่มันมาจากความหงุดหงิดที่คนไทยเจอผู้นำที่ไม่ชอบอธิบาย ไม่ขยายความ และมักตอบคำถามยากๆ ด้วยความเงียบ หรือประโยคสั้นๆ อย่าง
“กลับบ้านเถอะลูก” จนนักข่าวไปไม่เป็น ความเบื่อจึงก่อตัวขึ้นเพราะรู้สึกว่าการเมืองมัน “ขยับ” ช้าเหลือเกิน
แต่เชื่อมั้ยครับ... ในความนิ่งที่ชวนง่วงนั้น กลับมี “ประสิทธิภาพ” อย่างไม่น่าเชื่อ
ถ้ามองผ่านแว่นนักเศรษฐศาสตร์ ยุคป๋าเปรมคือการ “ก่ออิฐฐานราก” แบบเงียบๆ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถูกขุดขึ้นมาเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน โครงการ Eastern Seaboard ค่อยๆ เปลี่ยนไทยจากประเทศเกษตรกรรมบ้านๆ ไปสู่อุตสาหกรรมหนักที่ส่งออกไปทั่วโลก แม้แต่เรื่องความมั่นคง ท่านก็ใช้สูตร “66/23” ที่นุ่มนวลแต่จบสงครามกลางเมืองได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ
“วินัยการคลัง” ในยุคนั้นเข้มงวดถึงขั้นเค็มครับ ใช้เงินช้า ใช้เงินยาก และจะไม่สัญญาอะไรที่มองว่าทำไม่ได้เด็ดขาด
ปัญหาคือ... รากฐานที่ปูไว้แน่นหนานี้ กลับไม่ถูกต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
พอเข้าสู่ยุคต่อมา การเมืองไทยเริ่มมี “รสชาติ” จัดจ้านขึ้น การเลือกตั้งกลายเป็นการตลาดเต็มรูปแบบ เราก้าวเข้าสู่ยุคที่สื่อเสรีขึ้น พร้อมๆ กับที่นักการเมืองเริ่มขาย “ความเร็ว” และ “ผลลัพธ์ทันใจ” คำถามในใจประชาชนเปลี่ยนจาก
“ระยะยาวจะเป็นยังไง?” กลายเป็น
“วันนี้ผมได้เงินกี่บาท?” นโยบายประชานิยมตอบโจทย์ปากท้องได้จริงในพริบตา แต่ขณะเดียวกันมันก็เริ่มสั่งสมภาระงบประมาณก้อนโต โดยที่สื่อในยุคนั้นแทบไม่ได้ทำหน้าที่เตือนภัย เพราะกำลังสนุกไปกับตัวเลขความสำเร็จเฉพาะหน้า
ไม่นานนัก ความขัดแย้งก็เปลี่ยนร่าง จากแข่งกันที่นโยบาย กลายเป็นแข่งกันที่
“อัตลักษณ์” ใครใส่เสื้อสีอะไรต้องเลือกข้างก่อนฟังเหตุผล สื่อเลิกตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง แต่หันไปปลุกอารมณ์ ความกลัว และความโกรธ การเมืองไทยในช่วงนั้นจึงสูญเสียพลังงานไปกับการเอาชนะกัน มากกว่าการคิดว่าจะพาเรือลำนี้ไปทางไหนให้ยั่งยืน
แล้วโลกก็เหยียบคันเร่งขึ้นอีกขั้นเมื่อ “อินเทอร์เน็ต” ครองเมือง
วันนี้อำนาจไม่ได้อยู่ที่บรรณาธิการข่าว แต่อยู่ที่
“อัลกอริทึม” ใครพูดแรง ใครกระแทกอารมณ์ได้สะใจ คนนั้นได้พื้นที่ ความซับซ้อนของนโยบายถูกบีบให้เหลือแค่ประโยคสั้นๆ บนหน้าฟีด และในความวุ่นวายนี้เองที่
“อนาคตใหม่” ทะยานขึ้นมา
พวกเขาไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาเพราะความอัดอั้นของคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าไทยติดหล่มมานาน อนาคตใหม่พูดภาษาใหม่ ท้าทายโครงสร้างเดิมแบบ “หักดิบ” ซึ่งในทางความคิด มันคือการเขย่าระบบที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนและความแตกแยกมหาศาล เพราะหลายประเด็นไปแตะเรื่องอ่อนไหวที่สังคมยังไม่มีฉันทามติร่วมกัน ความหวังกับความกลัวจึงเดินคู่กันมานับแต่นั้น
จนมาถึง
“ก้าวไกล” และล่าสุดคือ
“พรรคประชาชน” จะเห็นการ “ปรับตัว” ที่น่าสนใจครับ ภาษาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มถูกนวดให้เนียนขึ้น นโยบายเศรษฐกิจถูกเขียนโดยดูเหมือนจะระมัดระวังเรื่องงบประมาณมากขึ้น แต่เนื้อหาโดยรวมจะดีหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมอง (หากคุณกำลังจะก้าวเข้าคูหาเลือกตั้งในปี 2569 การเปรียบเทียบนโยบายของอีก 3 พรรค ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแต่ละพรรคมี
"แนวคิดในการแก้ปัญหา" ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงขอให้เป็นวิจารณญาณของเพื่อนสมาชิก ผมไม่ขอวิจารณ์เพื่อไม่ให้เนื้อหายืดยาว) แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ
“บทพิสูจน์จากการทำจริง” เพราะการเคลื่อนไหวบางเรื่องยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพ จนคนอีกฝั่งยังไม่กล้าไว้วางใจให้ถือพวงมาลัย
สรุปเส้นเรื่องประวัติศาสตร์ไทยตั้งแตยุคป๋าเปรมจนถึงวันนี้...
ประเทศไทยกำลังแกว่งไปมาระหว่าง
“ความนิ่งที่มีเสถียรภาพแต่ขาดพลัง” กับ
“ความเร้าใจที่มีพลังแต่เสี่ยงต่อความพังทลาย”
โจทย์ของพรรคประชาชนในปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง แต่อยู่ที่จะพิสูจน์อย่างไรว่า จะดึงพลังคนรุ่นใหม่มาใช้ โดยไม่ทำให้ “ถังเงิน” ของประเทศพัง และไม่ทำให้คนต่างรุ่นต่างความคิดรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องประชาธิปไตยหรือเผด็จการตามวาทกรรมง่ายๆ แต่มันคือการ
“บริหารความเปลี่ยนแปลง” ในประเทศที่มีแผลเก่าและตึกใหม่ปนกันอยู่เต็มไปหมด
ลองนึกภาพเล่นๆ นะครับ... ถ้า “ป๋าเปรม” ตื่นมาในปี 2569 แล้วเปิด TikTok ขึ้นมาของเพื่อนสมาชิก
ผมกล้าฟันธงเลยว่า ป๋าจะเป็นผู้นำที่
“ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด” ในโลกออนไลน์ วันแรกๆ ท่านคงโดนทัวร์ลงยับ คลิปที่ท่านนิ่งเงียบคงถูกตัดต่อล้อเลียนพร้อมแฮชแท็ก #คิดช้า #พูดไม่รู้เรื่อง เพราะโลกสมัยนี้ต้องการผู้นำที่ “คิดเป็นคลิป” ไม่ใช่ผู้นำที่ “คิดเป็นปี”
แต่ถ้าเวลาผ่านไปสักพัก เมื่อกระแสที่วูบวาบเริ่มจางลง คนจะเริ่มสังเกตเห็นผู้นำที่ “ไม่เล่นกับกระแส” ไม่ตอบโต้ดราม่ารายวัน แต่ตัวเลขในบัญชีประเทศเริ่มเดินหน้า โครงสร้างพื้นฐานเริ่มงอกงามโดยไม่ต้องมีไลฟ์สดเปิดงาน เมื่อนั้น “ความนิ่ง” ของป๋าอาจจะถูกเปลี่ยนจากมีมล้อเลียน เป็นมีมของผู้นำที่
“ไม่พูดเยอะ แต่ไม่พาประเทศพัง”
สุดท้ายแล้ว สังคมไทยอาจต้องถามตัวเองซ้ำอีกครั้งว่า ในยุคที่โลกหมุนเร็วระดับ 5G เราต้องการผู้นำแบบไหน?
ผู้นำที่พูดเก่ง จัดการอารมณ์เราได้ดีเยี่ยมใน 15 วินาที
หรือผู้นำที่อาจจะดูน่าเบื่อในสายตาอัลกอริทึม แต่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรนิ่ง และเมื่อไหร่ควรเดินเพื่อให้เราไปถึงจุดหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า
คำตอบนี้... ไม่มีในตำราครับ แต่มันอยู่ในมือของพวกเราทุกคนนี่แหละครับ
ชนะฟีด หรือ ชนะใจเวลา? เลือกผู้นำที่ "พูดถูกใจวันนี้" หรือ "ทำถูกทางในอีก 10 ปี
จาก "เตมีย์ใบ้" ถึง "ไทยในกำมือ": มหากาพย์ความนิ่งที่หายไปกับการเมืองที่หมุนไวเกินเบรก
ถ้าเราย้อนเวลากลับไปยุค “ป๋าเปรม” จริงๆ บรรยากาศตอนนั้นมันคนละขั้วกับวันนี้เลยครับ สมัยนั้นสังคมไม่ได้ถูกขีดเส้นแบ่งด้วยความ “รักหรือเกลียด” แบบสุดโต่ง แต่มันคือส่วนผสมของความเคารพ เกรงใจ และความอึดอัดลึกๆ ว่า “ทำไมทุกอย่างมันนิ่งและเงียบจังวะ?”
ในหน้าจอทีวีที่มีแค่ไม่กี่ช่อง สื่อยุคนั้นเหมือนเดินอยู่บนเส้นด้าย เพราะทีวีเกือบทั้งหมดเป็นของรัฐ ภาพผู้นำที่ปรากฏจึงมีแต่ความสุขุม สุภาพ เรียบร้อย จนบางทีเราก็แอบเคลิ้มไปว่าประเทศนี้คงไม่มีปัญหาอะไรเลยมั้ง?
แต่พอวางรีโมตแล้วกางหนังสือพิมพ์ดู เราจะเจอหนังคนละม้วนครับ ฉายา “เตมีย์ใบ้” ไม่ได้มาจากความเกลียด แต่มันมาจากความหงุดหงิดที่คนไทยเจอผู้นำที่ไม่ชอบอธิบาย ไม่ขยายความ และมักตอบคำถามยากๆ ด้วยความเงียบ หรือประโยคสั้นๆ อย่าง “กลับบ้านเถอะลูก” จนนักข่าวไปไม่เป็น ความเบื่อจึงก่อตัวขึ้นเพราะรู้สึกว่าการเมืองมัน “ขยับ” ช้าเหลือเกิน
แต่เชื่อมั้ยครับ... ในความนิ่งที่ชวนง่วงนั้น กลับมี “ประสิทธิภาพ” อย่างไม่น่าเชื่อ
ถ้ามองผ่านแว่นนักเศรษฐศาสตร์ ยุคป๋าเปรมคือการ “ก่ออิฐฐานราก” แบบเงียบๆ ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยถูกขุดขึ้นมาเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน โครงการ Eastern Seaboard ค่อยๆ เปลี่ยนไทยจากประเทศเกษตรกรรมบ้านๆ ไปสู่อุตสาหกรรมหนักที่ส่งออกไปทั่วโลก แม้แต่เรื่องความมั่นคง ท่านก็ใช้สูตร “66/23” ที่นุ่มนวลแต่จบสงครามกลางเมืองได้จริง และที่สำคัญที่สุดคือ “วินัยการคลัง” ในยุคนั้นเข้มงวดถึงขั้นเค็มครับ ใช้เงินช้า ใช้เงินยาก และจะไม่สัญญาอะไรที่มองว่าทำไม่ได้เด็ดขาด
ปัญหาคือ... รากฐานที่ปูไว้แน่นหนานี้ กลับไม่ถูกต่อยอดอย่างต่อเนื่อง
พอเข้าสู่ยุคต่อมา การเมืองไทยเริ่มมี “รสชาติ” จัดจ้านขึ้น การเลือกตั้งกลายเป็นการตลาดเต็มรูปแบบ เราก้าวเข้าสู่ยุคที่สื่อเสรีขึ้น พร้อมๆ กับที่นักการเมืองเริ่มขาย “ความเร็ว” และ “ผลลัพธ์ทันใจ” คำถามในใจประชาชนเปลี่ยนจาก “ระยะยาวจะเป็นยังไง?” กลายเป็น “วันนี้ผมได้เงินกี่บาท?” นโยบายประชานิยมตอบโจทย์ปากท้องได้จริงในพริบตา แต่ขณะเดียวกันมันก็เริ่มสั่งสมภาระงบประมาณก้อนโต โดยที่สื่อในยุคนั้นแทบไม่ได้ทำหน้าที่เตือนภัย เพราะกำลังสนุกไปกับตัวเลขความสำเร็จเฉพาะหน้า
ไม่นานนัก ความขัดแย้งก็เปลี่ยนร่าง จากแข่งกันที่นโยบาย กลายเป็นแข่งกันที่ “อัตลักษณ์” ใครใส่เสื้อสีอะไรต้องเลือกข้างก่อนฟังเหตุผล สื่อเลิกตั้งคำถามเชิงโครงสร้าง แต่หันไปปลุกอารมณ์ ความกลัว และความโกรธ การเมืองไทยในช่วงนั้นจึงสูญเสียพลังงานไปกับการเอาชนะกัน มากกว่าการคิดว่าจะพาเรือลำนี้ไปทางไหนให้ยั่งยืน
แล้วโลกก็เหยียบคันเร่งขึ้นอีกขั้นเมื่อ “อินเทอร์เน็ต” ครองเมือง
วันนี้อำนาจไม่ได้อยู่ที่บรรณาธิการข่าว แต่อยู่ที่ “อัลกอริทึม” ใครพูดแรง ใครกระแทกอารมณ์ได้สะใจ คนนั้นได้พื้นที่ ความซับซ้อนของนโยบายถูกบีบให้เหลือแค่ประโยคสั้นๆ บนหน้าฟีด และในความวุ่นวายนี้เองที่ “อนาคตใหม่” ทะยานขึ้นมา
พวกเขาไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่มาเพราะความอัดอั้นของคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าไทยติดหล่มมานาน อนาคตใหม่พูดภาษาใหม่ ท้าทายโครงสร้างเดิมแบบ “หักดิบ” ซึ่งในทางความคิด มันคือการเขย่าระบบที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ มันก็สร้างแรงสั่นสะเทือนและความแตกแยกมหาศาล เพราะหลายประเด็นไปแตะเรื่องอ่อนไหวที่สังคมยังไม่มีฉันทามติร่วมกัน ความหวังกับความกลัวจึงเดินคู่กันมานับแต่นั้น
จนมาถึง “ก้าวไกล” และล่าสุดคือ “พรรคประชาชน” จะเห็นการ “ปรับตัว” ที่น่าสนใจครับ ภาษาที่เคยแข็งกร้าวเริ่มถูกนวดให้เนียนขึ้น นโยบายเศรษฐกิจถูกเขียนโดยดูเหมือนจะระมัดระวังเรื่องงบประมาณมากขึ้น แต่เนื้อหาโดยรวมจะดีหรือไม่ก็แล้วแต่มุมมอง (หากคุณกำลังจะก้าวเข้าคูหาเลือกตั้งในปี 2569 การเปรียบเทียบนโยบายของอีก 3 พรรค ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะแต่ละพรรคมี "แนวคิดในการแก้ปัญหา" ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงขอให้เป็นวิจารณญาณของเพื่อนสมาชิก ผมไม่ขอวิจารณ์เพื่อไม่ให้เนื้อหายืดยาว) แต่โจทย์ใหญ่ที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ “บทพิสูจน์จากการทำจริง” เพราะการเคลื่อนไหวบางเรื่องยังคงสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพ จนคนอีกฝั่งยังไม่กล้าไว้วางใจให้ถือพวงมาลัย
สรุปเส้นเรื่องประวัติศาสตร์ไทยตั้งแตยุคป๋าเปรมจนถึงวันนี้...
ประเทศไทยกำลังแกว่งไปมาระหว่าง “ความนิ่งที่มีเสถียรภาพแต่ขาดพลัง” กับ “ความเร้าใจที่มีพลังแต่เสี่ยงต่อความพังทลาย”
โจทย์ของพรรคประชาชนในปี 2569 จึงไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง แต่อยู่ที่จะพิสูจน์อย่างไรว่า จะดึงพลังคนรุ่นใหม่มาใช้ โดยไม่ทำให้ “ถังเงิน” ของประเทศพัง และไม่ทำให้คนต่างรุ่นต่างความคิดรู้สึกว่าถูกทอดทิ้ง นี่ไม่ใช่แค่เรื่องประชาธิปไตยหรือเผด็จการตามวาทกรรมง่ายๆ แต่มันคือการ “บริหารความเปลี่ยนแปลง” ในประเทศที่มีแผลเก่าและตึกใหม่ปนกันอยู่เต็มไปหมด
ลองนึกภาพเล่นๆ นะครับ... ถ้า “ป๋าเปรม” ตื่นมาในปี 2569 แล้วเปิด TikTok ขึ้นมาของเพื่อนสมาชิก
ผมกล้าฟันธงเลยว่า ป๋าจะเป็นผู้นำที่ “ถูกเข้าใจผิดมากที่สุด” ในโลกออนไลน์ วันแรกๆ ท่านคงโดนทัวร์ลงยับ คลิปที่ท่านนิ่งเงียบคงถูกตัดต่อล้อเลียนพร้อมแฮชแท็ก #คิดช้า #พูดไม่รู้เรื่อง เพราะโลกสมัยนี้ต้องการผู้นำที่ “คิดเป็นคลิป” ไม่ใช่ผู้นำที่ “คิดเป็นปี”
แต่ถ้าเวลาผ่านไปสักพัก เมื่อกระแสที่วูบวาบเริ่มจางลง คนจะเริ่มสังเกตเห็นผู้นำที่ “ไม่เล่นกับกระแส” ไม่ตอบโต้ดราม่ารายวัน แต่ตัวเลขในบัญชีประเทศเริ่มเดินหน้า โครงสร้างพื้นฐานเริ่มงอกงามโดยไม่ต้องมีไลฟ์สดเปิดงาน เมื่อนั้น “ความนิ่ง” ของป๋าอาจจะถูกเปลี่ยนจากมีมล้อเลียน เป็นมีมของผู้นำที่ “ไม่พูดเยอะ แต่ไม่พาประเทศพัง”
สุดท้ายแล้ว สังคมไทยอาจต้องถามตัวเองซ้ำอีกครั้งว่า ในยุคที่โลกหมุนเร็วระดับ 5G เราต้องการผู้นำแบบไหน?
ผู้นำที่พูดเก่ง จัดการอารมณ์เราได้ดีเยี่ยมใน 15 วินาที
หรือผู้นำที่อาจจะดูน่าเบื่อในสายตาอัลกอริทึม แต่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรนิ่ง และเมื่อไหร่ควรเดินเพื่อให้เราไปถึงจุดหมายในอีก 10 ปีข้างหน้า
คำตอบนี้... ไม่มีในตำราครับ แต่มันอยู่ในมือของพวกเราทุกคนนี่แหละครับ