เวลาใครพูดเรื่องเสียงประชาชน ผมมักจะนึกถึงคำพูดของพวกพี่ๆ พรรคส้มตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่มาจนถึงพรรคประชาชนในตอนนี้ มันก้องอยู่ในหูตลอดเลยครับว่า เสียงของเราคือ 'เจตจำนงสูงสุด' เป็นอำนาจที่ใครก็มาต่อรองไม่ได้ และสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดจริงๆ ก็คือพวกเราประชาชนทุกคน มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากพูดถึงเรื่องนี้
เจตจำนงของประชาชนและนโยบายพรรคการเมือง ตามที่ผมได้ประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง... จริงๆแล้วการที่คนส่วนใหญ่ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจการเมืองเนี่ย มันดูเหมือนอธิบายได้ด้วยหลักของ Anthony Downs ครับ คือคนเราเริ่มรู้สึกว่าการจะมานั่งเจาะลึกนโยบายแต่ละพรรคให้แตกฉานมันใช้พลังงานสมองเยอะเกินไป เป็นต้นทุนชีวิตที่สูงมากเมื่อเทียบกับเวลาที่มีจำกัด ในขณะที่ความรู้สึกลึกๆ เขามองว่าเสียงแค่เสียงเดียวของตัวเองท่ามกลางคนเป็นล้านมันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรขนาดนั้น
ถ้าเรายังเชื่อว่าคนไทยในปี 2569 จะเดินเข้าคูหาด้วยการกางเอกสารนโยบายหนาเป็นร้อยหน้ามานั่งวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียเหมือนทำวิทยานิพนธ์ ผมว่าเราอาจจะกำลังมองการเมืองผ่าน "แว่นเลนส์เก่า" ที่มันใช้ไม่ได้กับโลกความจริงแล้วล่ะครับ
ความจริงที่นักวิชาการทั่วโลกเขายอมรับกันแบบเถียงไม่ออกก็คือ "คนเราไม่เคยเลือกตั้งด้วยสมองส่วนคำนวณแบบนักบัญชี" และเอาเข้าจริง มันก็ไม่เคยเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่อดีตแล้ว การเมืองในชีวิตจริงมันเป็นเรื่องของ "ความรู้สึก" เรื่องของ "เคมี" และภาพที่เรารู้สึกว่า “คนนี้แหละใช่” มากพอที่เราจะกล้าฝากอนาคตไว้ในมือเขา
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราเห็นชัดมากว่าคนจำนวนมากไม่ได้เลือกพรรคการเมืองเพราะมานั่งดีดลูกคิดว่าอีก 4 ปีจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มกี่บาท แต่เขาเลือกเพราะรู้สึกว่า "พรรคนี้พูดแทนใจเขา" บางคนโกรธพรรคนี้ก็โกรธตาม หรือบางพรรคกล้าพูดในสิ่งที่เขาอัดอั้นมานานแต่ไม่มีใครเคยรับฟัง ความผูกพันทางอารมณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องของความไม่รู้หรือความโง่เขลานะครับ แต่มันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องการ "พวกพ้อง" และการยอมรับตัวตน
ซึ่งงานวิจัยด้านพฤติกรรมผู้เลือกตั้งก็ยืนยันชัดเจนครับว่า เมื่อไหร่ที่การเมืองกลายเป็นเรื่องของ “ตัวตน” (Identity) เมื่อนั้นการเอาตัวเลขสถิติมาถกเถียงกันจะกลายเป็นเรื่องรองทันที โดยเฉพาะในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำมันกัดกินใจคนมานานจนความรู้สึกมันนำหน้าเหตุผลไปไกลแล้ว
หลายคนชอบตั้งคำถามว่า "ทำไมไม่ยอมอ่านนโยบายให้ลึกๆ ทั้งที่มันกระทบชีวิตตัวเอง?" คำตอบจริงๆ มันง่ายมากครับ ไม่เชิงว่าเพราะคนไทยขี้เกียจเสียทีเดียว แต่เพราะในโลกที่ข้อมูลท่วมหัวแบบนี้ การ “รู้พอประมาณ” คือทางเลือกที่ฉลาดที่สุดในเชิงจิตวิทยา คนทำงานหาเช้ากินค่ำมีพลังสมองและเวลาจำกัด เขาเอาเวลาไปคิดเรื่องปากท้อง เรื่องครอบครัว หรือเรื่องสุขภาพก็เหนื่อยจะแย่แล้ว การต้องมานั่งแกะภาษากฎหมายในนโยบายมันมี "ต้นทุน" สูงเกินไป
สมองเราเลยสร้างทางลัดครับ คือการเลือกเชื่อ "คนที่เรารู้สึกว่าไว้ใจได้" ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักข่าว อินฟลูเอนเซอร์ สรยุทธ ธนาธร คำผกา หรือดาราที่เราตามมานาน เพราะเรารู้สึกว่าคนเหล่านี้ "พวกเดียวกับเรา" ถ้าเขาว่าดี เราก็ว่าตาม นี่คือกลไกปกติของมนุษย์ตามทฤษฎี ไม่ใช่ความผิดพลาดอะไรแต่เป็นความปรกติของคนจำนวนมาก
นี่แหละครับที่ทำให้ “อินฟลูเอนเซอร์” หรือคนกลางทางความคิดมีอิทธิพลสูงลิ่วในพ.ศ. นี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องด็อกเตอร์ด้านรัฐศาสตร์ แต่ขอแค่เป็นคนที่คนฟังรู้สึกว่า "คุยภาษาเดียวกัน" งานศึกษาหลายชิ้นบอกเราว่า "ความน่าเชื่อถือทางอารมณ์" (Emotional Trust) มันเปลี่ยนใจคนได้มากกว่าความถูกต้องทางวิชาการเสียอีก โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรที่มันเรียล เป็นกันเอง และย่อยง่าย
พอมันมาเจอกับยุคของวิดีโอสั้นหรือ TikTok การเมืองเลยกลายเป็นสมรภูมิของ "ภาพ เสียง และจังหวะ" คลิปไม่กี่วินาทีที่ตัดต่อมาอย่างโดนใจ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากกว่าสุนทรพจน์ยาวเหยียดบนเวทีใหญ่เสียอีก และที่น่าสนใจคือ อิทธิพลของมือถือทำให้ผู้สมัครสามารถ "กระโดดข้าม" หัวคะแนนหรือเจ้าพ่อในพื้นที่ ไปนั่งอยู่ในใจชาวบ้านผ่านหน้าจอได้ตลอด 24 ชั่วโมง การรับรู้ของคนในพื้นที่ห่างไกลในวันนี้จึงหลากหลายและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่ที่ตลกร้ายก็คือ "คนเมือง" ที่เรามักคิดว่ามีเหตุผลมากกว่า กลับกลายเป็นกลุ่มที่ถูกขังอยู่ใน "ห้องแห่งเสียงสะท้อน" (Echo Chamber) ได้ง่ายที่สุด เพราะคนเมืองรับข้อมูลเยอะจนล้น สมองเลยต้องคัดกรองเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตัวเองเพื่อป้องกันภาวะสมองบวม ผลคือเราจะเจอแต่คนที่คิดเหมือนเรา เห็นพ้องกับเรา จนเผลอไปเข้าใจผิดว่า "กระแสในฟีดของฉัน คือเสียงส่วนใหญ่ของทั้งประเทศ" ทั้งที่ความจริงมันอาจจะเป็นแค่โลกจำลองที่อัลกอริทึมสร้างขึ้นมาให้เราสบายใจเท่านั้นเอง
ทั้งหมดนี้บอกเราว่า ประชาธิปไตยในปี 2569 ไม่ได้เสื่อมถอยเพราะคนใช้อารมณ์นะครับ แต่มันแค่กำลังเปลี่ยนร่างไปตามเทคโนโลยี ความท้าทายจริงๆ ไม่ใช่การบังคับให้คนกลับไปอ่านเอกสารนโยบายหนาๆ เหมือนเดิม แต่มันคือการที่เราต้องรู้เท่าทันตัวเองครับว่า "อารมณ์ ความเชื่อใจ และอัลกอริทึม" มันกำลังแอบจูงมือเราไปที่คูหาอยู่หรือเปล่า
ในโลกที่หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงยังมีค่าเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเส้นทางที่เสียงนั้นถูกชี้นำก่อนจะไปถึงกล่องคะแนน การเมืองที่โตขึ้นจริงๆ อาจไม่ใช่การที่เราฉลาดเท่าวิทยากรในทีวี แต่อยู่ที่การรู้ทันใจตัวเองว่า ที่เราเชื่ออยู่ตอนนี้ เราเชื่อเพราะมัน "จริง" หรือเราเชื่อเพราะมันแค่ "รู้สึกจริง" กันแน่ครับ
ทำไมเราถึงเลือกด้วยอารมณ์? เปิดความลับสมองกับการหย่อนบัตรในปี 2569
เวลาใครพูดเรื่องเสียงประชาชน ผมมักจะนึกถึงคำพูดของพวกพี่ๆ พรรคส้มตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่มาจนถึงพรรคประชาชนในตอนนี้ มันก้องอยู่ในหูตลอดเลยครับว่า เสียงของเราคือ 'เจตจำนงสูงสุด' เป็นอำนาจที่ใครก็มาต่อรองไม่ได้ และสถาบันที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดจริงๆ ก็คือพวกเราประชาชนทุกคน มันเป็นแรงบันดาลใจให้ผมอยากพูดถึงเรื่องนี้
เจตจำนงของประชาชนและนโยบายพรรคการเมือง ตามที่ผมได้ประสบพบเจอมาด้วยตัวเอง... จริงๆแล้วการที่คนส่วนใหญ่ดูเหมือนไม่ค่อยสนใจการเมืองเนี่ย มันดูเหมือนอธิบายได้ด้วยหลักของ Anthony Downs ครับ คือคนเราเริ่มรู้สึกว่าการจะมานั่งเจาะลึกนโยบายแต่ละพรรคให้แตกฉานมันใช้พลังงานสมองเยอะเกินไป เป็นต้นทุนชีวิตที่สูงมากเมื่อเทียบกับเวลาที่มีจำกัด ในขณะที่ความรู้สึกลึกๆ เขามองว่าเสียงแค่เสียงเดียวของตัวเองท่ามกลางคนเป็นล้านมันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนอะไรขนาดนั้น
ถ้าเรายังเชื่อว่าคนไทยในปี 2569 จะเดินเข้าคูหาด้วยการกางเอกสารนโยบายหนาเป็นร้อยหน้ามานั่งวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียเหมือนทำวิทยานิพนธ์ ผมว่าเราอาจจะกำลังมองการเมืองผ่าน "แว่นเลนส์เก่า" ที่มันใช้ไม่ได้กับโลกความจริงแล้วล่ะครับ
ความจริงที่นักวิชาการทั่วโลกเขายอมรับกันแบบเถียงไม่ออกก็คือ "คนเราไม่เคยเลือกตั้งด้วยสมองส่วนคำนวณแบบนักบัญชี" และเอาเข้าจริง มันก็ไม่เคยเป็นแบบนั้นมาตั้งแต่อดีตแล้ว การเมืองในชีวิตจริงมันเป็นเรื่องของ "ความรู้สึก" เรื่องของ "เคมี" และภาพที่เรารู้สึกว่า “คนนี้แหละใช่” มากพอที่เราจะกล้าฝากอนาคตไว้ในมือเขา
ช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราเห็นชัดมากว่าคนจำนวนมากไม่ได้เลือกพรรคการเมืองเพราะมานั่งดีดลูกคิดว่าอีก 4 ปีจะมีเงินในกระเป๋าเพิ่มกี่บาท แต่เขาเลือกเพราะรู้สึกว่า "พรรคนี้พูดแทนใจเขา" บางคนโกรธพรรคนี้ก็โกรธตาม หรือบางพรรคกล้าพูดในสิ่งที่เขาอัดอั้นมานานแต่ไม่มีใครเคยรับฟัง ความผูกพันทางอารมณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องของความไม่รู้หรือความโง่เขลานะครับ แต่มันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องการ "พวกพ้อง" และการยอมรับตัวตน
ซึ่งงานวิจัยด้านพฤติกรรมผู้เลือกตั้งก็ยืนยันชัดเจนครับว่า เมื่อไหร่ที่การเมืองกลายเป็นเรื่องของ “ตัวตน” (Identity) เมื่อนั้นการเอาตัวเลขสถิติมาถกเถียงกันจะกลายเป็นเรื่องรองทันที โดยเฉพาะในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำมันกัดกินใจคนมานานจนความรู้สึกมันนำหน้าเหตุผลไปไกลแล้ว
หลายคนชอบตั้งคำถามว่า "ทำไมไม่ยอมอ่านนโยบายให้ลึกๆ ทั้งที่มันกระทบชีวิตตัวเอง?" คำตอบจริงๆ มันง่ายมากครับ ไม่เชิงว่าเพราะคนไทยขี้เกียจเสียทีเดียว แต่เพราะในโลกที่ข้อมูลท่วมหัวแบบนี้ การ “รู้พอประมาณ” คือทางเลือกที่ฉลาดที่สุดในเชิงจิตวิทยา คนทำงานหาเช้ากินค่ำมีพลังสมองและเวลาจำกัด เขาเอาเวลาไปคิดเรื่องปากท้อง เรื่องครอบครัว หรือเรื่องสุขภาพก็เหนื่อยจะแย่แล้ว การต้องมานั่งแกะภาษากฎหมายในนโยบายมันมี "ต้นทุน" สูงเกินไป
สมองเราเลยสร้างทางลัดครับ คือการเลือกเชื่อ "คนที่เรารู้สึกว่าไว้ใจได้" ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักข่าว อินฟลูเอนเซอร์ สรยุทธ ธนาธร คำผกา หรือดาราที่เราตามมานาน เพราะเรารู้สึกว่าคนเหล่านี้ "พวกเดียวกับเรา" ถ้าเขาว่าดี เราก็ว่าตาม นี่คือกลไกปกติของมนุษย์ตามทฤษฎี ไม่ใช่ความผิดพลาดอะไรแต่เป็นความปรกติของคนจำนวนมาก
นี่แหละครับที่ทำให้ “อินฟลูเอนเซอร์” หรือคนกลางทางความคิดมีอิทธิพลสูงลิ่วในพ.ศ. นี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องด็อกเตอร์ด้านรัฐศาสตร์ แต่ขอแค่เป็นคนที่คนฟังรู้สึกว่า "คุยภาษาเดียวกัน" งานศึกษาหลายชิ้นบอกเราว่า "ความน่าเชื่อถือทางอารมณ์" (Emotional Trust) มันเปลี่ยนใจคนได้มากกว่าความถูกต้องทางวิชาการเสียอีก โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรที่มันเรียล เป็นกันเอง และย่อยง่าย
พอมันมาเจอกับยุคของวิดีโอสั้นหรือ TikTok การเมืองเลยกลายเป็นสมรภูมิของ "ภาพ เสียง และจังหวะ" คลิปไม่กี่วินาทีที่ตัดต่อมาอย่างโดนใจ สามารถสร้างแรงกระเพื่อมได้มากกว่าสุนทรพจน์ยาวเหยียดบนเวทีใหญ่เสียอีก และที่น่าสนใจคือ อิทธิพลของมือถือทำให้ผู้สมัครสามารถ "กระโดดข้าม" หัวคะแนนหรือเจ้าพ่อในพื้นที่ ไปนั่งอยู่ในใจชาวบ้านผ่านหน้าจอได้ตลอด 24 ชั่วโมง การรับรู้ของคนในพื้นที่ห่างไกลในวันนี้จึงหลากหลายและรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่ที่ตลกร้ายก็คือ "คนเมือง" ที่เรามักคิดว่ามีเหตุผลมากกว่า กลับกลายเป็นกลุ่มที่ถูกขังอยู่ใน "ห้องแห่งเสียงสะท้อน" (Echo Chamber) ได้ง่ายที่สุด เพราะคนเมืองรับข้อมูลเยอะจนล้น สมองเลยต้องคัดกรองเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตัวเองเพื่อป้องกันภาวะสมองบวม ผลคือเราจะเจอแต่คนที่คิดเหมือนเรา เห็นพ้องกับเรา จนเผลอไปเข้าใจผิดว่า "กระแสในฟีดของฉัน คือเสียงส่วนใหญ่ของทั้งประเทศ" ทั้งที่ความจริงมันอาจจะเป็นแค่โลกจำลองที่อัลกอริทึมสร้างขึ้นมาให้เราสบายใจเท่านั้นเอง
ทั้งหมดนี้บอกเราว่า ประชาธิปไตยในปี 2569 ไม่ได้เสื่อมถอยเพราะคนใช้อารมณ์นะครับ แต่มันแค่กำลังเปลี่ยนร่างไปตามเทคโนโลยี ความท้าทายจริงๆ ไม่ใช่การบังคับให้คนกลับไปอ่านเอกสารนโยบายหนาๆ เหมือนเดิม แต่มันคือการที่เราต้องรู้เท่าทันตัวเองครับว่า "อารมณ์ ความเชื่อใจ และอัลกอริทึม" มันกำลังแอบจูงมือเราไปที่คูหาอยู่หรือเปล่า
ในโลกที่หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงยังมีค่าเท่าเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปคือเส้นทางที่เสียงนั้นถูกชี้นำก่อนจะไปถึงกล่องคะแนน การเมืองที่โตขึ้นจริงๆ อาจไม่ใช่การที่เราฉลาดเท่าวิทยากรในทีวี แต่อยู่ที่การรู้ทันใจตัวเองว่า ที่เราเชื่ออยู่ตอนนี้ เราเชื่อเพราะมัน "จริง" หรือเราเชื่อเพราะมันแค่ "รู้สึกจริง" กันแน่ครับ