
[img]https://onecms.thaipbs.or.th/media/qtyhJRjCJrZACJiCir5GLg1jbPg20jqsSoBt7OjgvG9le7QcwCAuRkx.jpg?auto=format&fit=max&w=3840[/img]
ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติเสียงข้างมาก "ยกเลิก" มาตรการภาษีศุลกากรของทรัมป์ที่อ้าง IEEPA พร้อมสั่งคืนเงินนำเข้ามูลค่ามหาศาล สร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจ การเมือง และตลาดการเงินทันที
เมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 ตามเวลาท้องถิ่นสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติเสียงข้างมากตัดสิน ยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากร ที่ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้ โดยอาศัย พ.ร.บ.อำนาจทางเศรษฐกิจภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (International Emergency Economic Powers Act หรือ IEEPA) ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในนโยบายการค้าของสหรัฐฯ
คำตัดสินดังกล่าวระบุชัดเจนว่าการใช้อำนาจดังกล่าวของทรัมป์นั้นเกินขอบเขตที่รัฐธรรมนูญกำหนด เนื่องจากอำนาจในการกำหนดและจัดเก็บภาษีศุลกากรเป็นหน้าที่เฉพาะของสภาคองเกรสตาม ม.1 ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ ไม่ใช่ประธานาธิบดีที่จะอ้างภาวะฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ภาษีในวงกว้างและไม่มีกำหนดระยะเวลาได้
ประเด็นสำคัญของคำตัดสินนี้มาจากการพิจารณาคดีที่ศาลชั้นล่าง โดยเฉพาะศาลการค้าระหว่างประเทศแห่งสหรัฐฯ (U.S. Court of International Trade) และศาลอุทธรณ์เขตเฟเดอรัล (U.S. Court of Appeals for the Federal Circuit) ซึ่งเคยตัดสินในปี 2568 ว่าภาษีเหล่านี้ผิดกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA อนุญาตให้ใช้มาตรการทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินเท่านั้น แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงการเก็บภาษีนำเข้าโดยตรง
โดยศาลสูงสุดยืนยันว่าภาษี "Liberation Day" ที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันที่ 2 เม.ย.2568 ซึ่งรวมถึงภาษีพื้นฐานร้อยละ 10 สำหรับสินค้านำเข้าส่วนใหญ่ ภาษีตอบโต้ร้อยละ 10-41 สำหรับประเทศที่ไม่มีข้อตกลงการค้า และภาษีเพิ่มเติมสำหรับสินค้าจากเม็กซิโก จีน และแคนาดาที่เชื่อมโยงกับวิกฤตยาเสพติด ไม่ได้แก้ไขปัญหาภาวะฉุกเฉินที่ประกาศไว้จริง
ด้านการคืนเงินภาษี ศาลสั่งให้รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องชดเชยเงินที่เก็บไปแล้วให้แก่บริษัทผู้นำเข้า โดยคาดว่ามูลค่ารวมจะสูงถึง 133,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสะสมจนถึงกลางเดือน ธ.ค.2568 และอาจเพิ่มเป็น 15,000 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน
บริษัทขนาดใหญ่กว่า 1,000 แห่งที่ยื่นฟ้องกว่า 900 คดี ต่างเตรียมรับเงินคืนผ่านกระบวนการ Reliquidation โดยสำนักศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) ซึ่งกำหนดเส้นตายลงทะเบียนขอคืนเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ภายใน 6 ก.พ.2569 เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบที่ยุ่งยาก
ผลกระทบทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นทันที เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากนักลงทุนมองว่าคำตัดสินนี้ลดความไม่แน่นอนในนโยบายการค้า ขณะที่ตลาดหุ้นกลุ่มผู้นำเข้าและบริษัทข้ามชาติดีดตัวขึ้น เนื่องจากต้นทุนที่เคยแบกรับจะลดลงและมีโอกาสรับเงินคืนมหาศาล นอกจากนี้ การตัดสินนี้ยังอาจรบกวนดุลการค้าที่เคยหดตัวลงเหลือระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2552 จากการลดนำเข้า
แต่ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าจะช่วยลดราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภคและกระตุ้นการนำเข้าอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม รายได้จากภาษีที่เคยนำมาใช้ชดเชยการลดภาษีและเพิ่มงบประมาณกลางอาจสร้างแรงกดดันต่อหนี้สาธารณะ ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนตราสารหนี้
ในมิติการเมือง คำตัดสินนี้ถือเป็นความพ่ายแพ้ทางกฎหมายครั้งใหญ่ที่สุดของทรัมป์นับตั้งแต่กลับสู่อำนาจ โดยทรัมป์เคยอ้างว่าคดีนี้เป็นหนึ่งในคดีสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ รมว.คลัง สกอตต์ เบสเซนต์ ระบุว่านี่อาจเป็น "มติผสม" แต่ฝ่ายบริหารยืนยันว่าจะใช้เครื่องมือทางเลือกอื่น เช่น ม.232 ของ พ.ร.บ.ขยายการค้า (Trade Expansion Act) สำหรับสินค้าความมั่นคงแห่งชาติอย่างเหล็ก อะลูมิเนียม รถยนต์ ทองแดง และไม้ หรือ ม.301 สำหรับการสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรม เพื่อรักษานโยบายภาษีในระดับใกล้เคียงกัน
โดยทรัมป์คาดว่าจะกดดันสภาคองเกรสให้ผ่านกฎหมายภาษีใหม่โดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงช่องโหว่ทางกฎหมายในอนาคต คำตัดสินนี้ไม่เพียงย้ำถึงการแบ่งแยกอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ แต่ยังส่งสัญญาณถึงการตรวจสอบนโยบายการค้าที่รุนแรงของสหรัฐฯ ในเวทีโลก ซึ่งอาจช่วยคลายความตึงเครียดทางการค้ากับพันธมิตร
ข่าวดี้ดี 4.0 ศาลสูงสุดสั่ง "ยกเลิกภาษีทรัมป์" ระบุผู้นำสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต รธน.
[img]https://onecms.thaipbs.or.th/media/qtyhJRjCJrZACJiCir5GLg1jbPg20jqsSoBt7OjgvG9le7QcwCAuRkx.jpg?auto=format&fit=max&w=3840[/img]