มะเร็งก็เหมือนกาฝาก

คุณเคยปลูกต้นไม้ไหมครับ?
สมมติว่าวันหนึ่ง คุณเดินออกไปที่สวนหลังบ้าน แล้วพบว่าต้นมะม่วงที่คุณรักมาก มี "กาฝาก" เกาะอยู่ หรือมีเพลี้ยเริ่มมาทำรัง
.
ในวินาทีนั้น... คุณจะตัดสินใจทำอะไรกับมัน?
บางคนอาจจะคิดด้วยตรรกะที่ดูเหมือนจะเข้าทีว่า "ในเมื่อกาฝากมันต้องกินน้ำเลี้ยงจากต้นไม้ งั้นเราก็หยุดรดน้ำต้นไม้เสียเลยสิ กาฝากจะได้อดตาย"
ฟังดูเหมือนเป็นแผนที่แยบยลนะครับ แต่ธรรมชาติไม่ได้ทำงานแบบนั้น
เพราะวินาทีที่คุณหยุดรดน้ำ หยุดใส่ปุ๋ย สิ่งที่จะเหี่ยวเฉาและตายลงก่อนเจ้ากาฝาก ก็คือ "ต้นมะม่วง" ของคุณนั่นเอง
.
ร่างกายมนุษย์เราก็คล้ายกับต้นไม้ต้นนั้นครับ
.
วันที่เราได้รับข่าวว่ามีเซลล์มะเร็ง—ซึ่งก็คือความขัดข้องทางเทคนิคเล็กน้อยของธรรมชาติ—เกิดขึ้นในร่างกาย หลายคนตกใจและเลือกที่จะสร้าง "ฤดูแล้ง" ขึ้นมาทันที
.
เราเริ่มงดเนื้อสัตว์ เพราะกลัวมันไปเลี้ยงมะเร็ง
เราเริ่มงดแป้ง งดน้ำตาล เพราะกลัวมันไปขยายขนาดก้อนเนื้อ
บางคนถึงกับดื่มแต่น้ำผัก ดื่มแต่น้ำเปล่า หวังใจว่าเซลล์ร้ายเหล่านั้นจะหิวโหยจนฝ่อไปเอง
แต่ความจริงที่น่าเห็นใจก็คือ เซลล์มะเร็งมันฉลาดแกมโกงกว่านั้น มันคือเซลล์ที่ดื้อด้าน มันจะแย่งชิงสารอาหารทุกอย่างที่เหลืออยู่ในตัวเราไปจนหมด และเมื่อร่างกายเราขาดสารอาหาร คนที่อ่อนแอลงจนยืนต้นไม่ไหว คือ "ตัวเรา" ไม่ใช่ "มะเร็ง"
.
สิ่งที่สำคัญที่สุดเมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็ง จึงไม่ใช่การสร้างฤดูแล้งให้ตัวเอง
แต่คือการรีบไปตาม "นายช่างสวนผู้เชี่ยวชาญ" มาจัดการครับ
นายช่างในที่นี้ คือคุณหมอผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง
พวกเขามีกรรไกรตัดกิ่ง มีเลื่อย มีน้ำยาเฉพาะทาง (ยาเคมีบำบัด การฉายรังสี หรือการผ่าตัด) ที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับกาฝากโดยเฉพาะ โดยพยายามรบกวนต้นไม้น้อยที่สุด
.
แต่เชื่อมั้ยครับว่า นายช่างสวนเก่งแค่ไหน ก็ทำงานลำบาก ถ้าต้นไม้นั้นผอมแห้งจนเปลือกหลุดร่อน
.
การรักษา ไม่ว่าจะเป็นการฉายแสง หรือการให้ยา ล้วนต้องอาศัย "ต้นทุน" ของร่างกาย
เราต้องใช้โปรตีนไปซ่อมแซมเซลล์
เราต้องใช้พลังงานไปสู้กับความเปลี่ยนแปลง
ถ้าเปรียบการรักษาเหมือนการเดินทางข้ามภูเขา
อาหารคือเสบียง การอดอาหารก็เหมือนการทิ้งเสบียงก่อนขึ้นเขา เพราะกลัวโจรมาแย่งกิน
สุดท้าย เราอาจจะหมดแรงล้มลงก่อนจะไปถึงยอดเขาด้วยซ้ำ
.
ดังนั้น...
๑. อย่าเสียเวลาไปกับการหา "สูตรอาหารวิเศษ" หรือการอดอาหารตามความเชื่อที่ส่งต่อกันมา
๒. รีบพาตัวเองเข้าสู่ระบบการรักษา ให้เร็วที่สุด ยิ่งเจอกาฝากเร็ว กรรไกรเล็มกิ่งเล็กๆ ก็เอาอยู่ แต่ถ้าปล่อยไว้นาน อาจจะต้องใช้เลื่อยไฟฟ้า ซึ่งเจ็บกว่าและรักษายากกว่า
๓. กินให้ดี มีความสุขกับการกิน เพื่อให้ต้นไม้แห่งชีวิตของคุณแข็งแรงพอที่จะรองรับการรักษา
มะเร็ง ไม่ใช่ปีศาจร้ายที่มาเพื่อทำลายล้างเสมอไป
.
บางครั้ง มันอาจจะเป็นแค่สัญญาณเตือนให้เราหันมาดูแล "ต้นไม้" ต้นนี้ให้ดีขึ้น และส่งมันเข้าสู่กระบวนการซ่อมแซมอย่างถูกวิธี
.
หน้าที่ของการตัดกาฝาก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหมอเถอะครับ
ส่วนหน้าที่ของคุณ คือการรดน้ำพรวนดิน ดูแลใจและกายให้เข้มแข็ง
เพื่อให้วันที่พายุกระหน่ำผ่านพ้นไป ต้นไม้ต้นนี้จะยังคงยืนต้น ผลิใบ และให้ร่มเงาได้สวยงามดังเดิมครับ


————————————-
ศ.นพ ชวลิต รักษามะเร็งที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
CR https://www.facebook.com/share/1AYXHJKuKv/?mibextid=wwXIfr
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่