ทำไม “เวเนซูเอล่า” ถึงไม่เพาะปลูกข้าวกินเอง ทั้งที่อยู่ในเขตทร็อปิคอล

ในทางทฤษฎี เวเนซุเอลาคือ "สวรรค์ของการเพาะปลูก"
.
ประเทศนี้ตั้งอยู่ในเขตร้อน (Tropical Zone) ที่พืชพรรณโตได้ทั้งปี มีที่ราบลุ่มแม่น้ำโอริโนโก (Orinoco) ที่อุดมสมบูรณ์ และในประวัติศาสตร์ก่อนยุคน้ำมันบูม พวกเขาคือผู้ส่งออกกาแฟและโกโก้คุณภาพสูงอันดับต้นๆ ของโลก
.
แต่ในทางปฏิบัติ วันนี้พื้นที่เกษตรกรรมกลับถูกทิ้งร้าง ประชาชนขาดแคลนอาหาร จนเกิดคำถามใหญ่ว่า "ทำไมประเทศที่มีดินดีขนาดนี้ ถึงไม่ปลูกข้าวกินเอง?"
.
คำตอบไม่ได้อยู่ที่ "ดินฟ้าอากาศ" แต่อยู่ที่การตัดสินใจผิดพลาดเชิงโครงสร้าง ผ่าน 3 เหตุการณ์จริงในหน้าประวัติศาสตร์ ที่เปรียบเสมือนการ "ตัดท่อน้ำเลี้ยง" เกษตรกรจนหมดลมหายใจ
.
1. ตัดต้นน้ำ: การยึดกิจการ "Agroisleña" (ตุลาคม 2010)
จุดเปลี่ยนแรกที่ทำลายระบบการผลิต คือวันที่รัฐบาลตัดสินใจเข้าแทรกแซง "ปัจจัยการผลิต"
.
ในเดือนตุลาคม ปี 2010 รัฐบาลประกาศยึดกิจการบริษัท Agroisleña (เอกชนรายใหญ่ที่ผูกขาดการขายปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์) แล้วเปลี่ยนเป็นบริษัทของรัฐชื่อ Agropatria โดยอ้างว่าจะช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกร
.
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ "ระบบสินเชื่อที่ล่มสลาย"
.
ก่อนหน้า: Agroisleña ทำหน้าที่เหมือนธนาคาร เกษตรกรเอาปุ๋ยไปใช้ก่อน แล้วค่อยผ่อนจ่ายเมื่อเก็บเกี่ยว
.
หลังถูกยึด: ระบบราชการเข้ามาแทนที่ จากที่เคยโทรสั่งเช้าได้ของบ่าย เกษตรกรต้องกรอกเอกสารรออนุมัติ 3-6 เดือน
.
ผลลัพธ์: ปุ๋ยและเมล็ดพันธุ์มาถึงเมื่อพ้นฤดูปลูกไปแล้ว หรือมาไม่ถึงเลย ทำให้ผลผลิตต่อไร่ (Yield) ของทั้งประเทศดิ่งลงเหวเพราะพืชขาดสารอาหาร
.
2. ตัดกลางน้ำ: วิกฤต "ผักเน่าคาไร่" ที่รัฐ Táchira (2020)
เมื่อปลูกได้แล้ว กลับเจอทางตันที่การขนส่ง เรื่องนี้กลายเป็นตลกร้ายระดับโลก เพราะเวเนซุเอลาคือประเทศที่มีน้ำมันดิบสำรองมากที่สุดในโลก แต่เกษตรกรกลับ "ไม่มีน้ำมันเติมรถไถ"
.
เหตุการณ์ที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในปี 2020 ในรัฐ Táchira และ Mérida (แหล่งปลูกผักเมืองหนาว) เกษตรกรต้องนำกะหล่ำปลีและมะเขือเทศหลายตันมา "เททิ้งข้างถนน"
.
สาเหตุมาจากโรงกลั่นน้ำมันในประเทศพังเสียหายจากการขาดการบำรุงรักษา และการนำเข้าดีเซลถูกจำกัด
.
รถแทรกเตอร์จอดตายเพราะไม่มีดีเซล
.
รถบรรทุกไม่สามารถมารับผักเข้าสู่เมืองหลวงได้
.
ผลลัพธ์: อาหารกองเน่าเสียอยู่ที่ไร่ ในขณะที่คนในเมืองหลวงการากัสไม่มีผักกิน
.
3. ตัดปลายน้ำ: สงครามแป้งข้าวโพด (The Corn Flour War)
ฟางเส้นสุดท้ายคือ "นโยบายควบคุมราคา" ที่บิดเบือนกลไกตลาดจนผู้ผลิตอยู่ไม่ได้
.
กรณีศึกษาที่โด่งดังที่สุดคือ "แป้งข้าวโพด" (วัตถุดิบทำ Arepa อาหารหลักของคนทั้งชาติ) รัฐบาลต้องการเอาใจประชาชน จึงออกกฎหมายกำหนด "เพดานราคาขาย" ให้ต่ำที่สุด
.
บริษัท Empresas Polar ผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ เปิดเผยตัวเลขที่สะท้อนความจริงอันเจ็บปวด:
.
ต้นทุนการรับซื้อข้าวโพด + ค่าผลิต = 100 โบลิวาร์
.
ราคาที่รัฐบังคับให้ขายหน้าโรงงาน = 70 โบลิวาร์
.
หมายความว่า รัฐบาลบังคับให้โรงงานขายแป้งในราคา 70 โบลิวาร์ ทั้งที่ต้นทุนการผลิตจริงปาเข้าไป 100 โบลิวาร์... เท่ากับว่า 'ทุกๆ ถุงที่ผลิตออกมา เอกชนต้องขาดทุนทันที 30%' ยิ่งขยันผลิต ยิ่งเจ๊งเร็วขึ้น
.
สมการนี้ยิ่งผลิตยิ่งขาดทุน ทำให้โรงงานต้องลดกำลังการผลิต และเกษตรกรเองก็เลิกปลูกข้าวโพดเพราะโรงงานกดราคารับซื้อ (เนื่องจากโรงงานก็ไปต่อไม่ได้) ก่อให้เกิดภาวะ "ของขาดตลาด" (Shortage) อย่างรุนแรง และเกิดตลาดมืดที่ราคาพุ่งไป 10-20 เท่า
.
สิ่งที่เกิดขึ้นกับเวเนซุเอลา คือบทเรียนราคาแพงของคำว่า Dutch Disease (โรคป่วยเพราะรวยน้ำมัน) ผสมโรงกับ Mismanagement (การจัดการที่ผิดพลาด)
.
เมื่อเงินจากน้ำมันทำให้การนำเข้า "ถูก" กว่าการปลูกเอง ภาครัฐจึงละเลยภาคเกษตรกรรม และเมื่อพยายามกลับมาแก้ไขด้วยการ "แทรกแซง" (ยึดบริษัทปุ๋ย, คุมราคา) กลับกลายเป็นการซ้ำเติมให้ระบบพังพินาศเร็วขึ้น
.
สุดท้ายแล้ว วิกฤตที่เกิดนี้จึงไม่ได้เกิดจาก "ธรรมชาติลงโทษ" แต่เกิดจาก "กลไกเศรษฐกิจที่ถูกทำลาย" ด้วยมือของมนุษย์เอง

Page น้องปอสาม
CR https://www.facebook.com/share/1MpfxGLXhd/?mibextid=wwXIfr
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่