
TITLE: "The Killer" (2023) - ไอ้แมงมุมหน้าตายกับภารกิจล้างแค้นที่โคตรจะนิ่ง! คุ้มค่ารอดูไหม?
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูหนังที่หลายคนรอคอยอย่าง "The Killer" เวอร์ชั่นปี 2023 ของผู้กำกับมือฉมัง เดวิด ฟินเชอร์ มาครับ บอกเลยว่าหลังจากดูจบ ความรู้สึกแรกคือ "นี่แหละ ฟินเชอร์!" มันมีความนิ่ง เย็นชา แต่ก็แฝงไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราต้องนั่งลุ้นนั่งสังเกตอยู่ตลอดเวลา สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะไปดูดีไหม หรืออยากรู้ว่าหนังมันเป็นยังไง ลองมาฟังรีวิวจากผมดูนะครับ
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า "The Killer" ไม่ใช่หนังแอ็คชั่นยิงแหลก แจกกระสุนแบบหนังทั่วไปนะครับ ถ้าใครคาดหวังฉากบู๊ตูมตาม ระเบิดภูเขาเผากระท่อม อาจจะต้องเผื่อใจไว้หน่อย เพราะหนังเรื่องนี้เน้นไปที่การสร้างบรรยากาศ ความกดดัน และการทำงานของตัวละครหลัก ซึ่งก็คือ "นักฆ่า" ที่รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ นั่นเองครับ นักแสดงคนนี้ผมว่าเขาเหมาะกับบทนิ่งๆ เย็นชาแบบนี้มาก การแสดงของเขาคือการ "น้อยแต่มาก" ครับ ไม่ต้องแสดงออกเยอะ แต่ทุกการกระทำ ทุกสายตา มันส่งสารออกมาหมด ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่านี่คือนักฆ่ามืออาชีพที่ผ่านโลกมาเยอะ
เรื่องราวของหนังเล่าถึงนักฆ่าที่ใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน เป๊ะทุกระเบียดนิ้ว เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ทำงานสำเร็จลุล่วง เขาจะวางแผนอย่างรอบคอบ คิดถึงทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และลงมืออย่างเลือดเย็น แต่แล้ววันหนึ่ง ภารกิจของเขาก็ผิดพลาดจนได้ ทำให้ชีวิตที่เคยสงบสุขต้องพลิกผัน กลายเป็นเป้าหมายของการตามล่า เขาจึงต้องออกเดินทางเพื่อสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการล้างแค้นที่เข้มข้น
สิ่งที่ผมชอบใน "The Killer" คือรายละเอียดครับ ฟินเชอร์แกใส่ใจกับทุกสิ่งจริงๆ ตั้งแต่ฉากการวางแผนก่อนลงมือของตัวละคร การซุ่มรอ การเตรียมอุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งการจัดการกับผลลัพธ์หลังภารกิจผิดพลาด มันดูสมจริงมากๆ ครับ มันทำให้เราอินไปกับกระบวนการคิดของนักฆ่าคนนี้ ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ อะไรคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ หนังไม่ได้พยายามจะสร้างตัวละครให้ดูเท่ หรือเป็นฮีโร่ แต่พยายามนำเสนอให้เห็นถึง "ความเป็นมนุษย์" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาเหล่านั้น
การดำเนินเรื่องของหนังจะค่อนข้างช้าในช่วงแรกครับ เหมือนเป็นการค่อยๆ ปูเรื่อง สร้างตัวละคร สร้างโลกของนักฆ่าคนนี้ให้เราได้รู้จัก แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ พอเรื่องเริ่มเดินไปเรื่อยๆ ความตึงเครียดมันจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาแทนที่ มีหลายฉากที่ผมต้องนั่งเกร็งตาม ตัวละครนักฆ่าพยายามจะกลับไปสู่ชีวิตปกติ แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกดึงเข้าไปสู่วังวนของความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสิ้นหวัง และการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดของเขา
อีกอย่างที่ต้องชมคือภาพและเสียงครับ งานภาพของหนังเรื่องนี้สวยงามมากๆ การจัดแสง สี องค์ประกอบในแต่ละฉาก มันดูพิถีพิถันมากครับ ทำให้บรรยากาศของหนังออกมาดูดิบ เท่ และมีความเป็นศิลปะสูง ส่วนเสียงก็ทำได้ดีเช่นกัน เสียงประกอบต่างๆ มันเสริมอารมณ์ของหนังได้ดี ทำให้เราอินไปกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
สำหรับคนที่ชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวน หรือหนังที่เน้นการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป "The Killer" น่าจะถูกใจครับ แต่ถ้าใครชอบหนังที่มีฉากแอ็คชั่นเยอะๆ หรือพล็อตที่ซับซ้อนมากๆ อาจจะต้องลองพิจารณาดูอีกทีครับ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ความบันเทิงแบบตรงไปตรงมา แต่มันจะมอบประสบการณ์การดูหนังที่ชวนให้คิดตาม และน่าจดจำ
โดยรวมแล้ว "The Killer" เป็นหนังที่ดูสนุกครับ ถึงแม้จะมีความนิ่งและช้าในบางช่วง แต่ความเข้มข้นของเรื่องราว ความยอดเยี่ยมในการแสดงของไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ และงานสร้างที่ประณีตของเดวิด ฟินเชอร์ ก็ทำให้หนังเรื่องนี้คุ้มค่าแก่การเสียเวลาไปดูครับ มันไม่ใช่หนังที่จะทำให้คุณหัวเราะ หรือร้องไห้ แต่มันจะทำให้คุณนั่งลุ้น นั่งคิด และอาจจะรู้สึกขนลุกไปกับความเย็นชาของมัน
ผมให้คะแนน "The Killer" อยู่ที่ 8/10 ครับ เป็นหนังที่ผมแนะนำให้ไปหาชม ถ้าคุณเป็นแฟนเดวิด ฟินเชอร์ หรือชอบหนังที่มีสไตล์เฉพาะตัว รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ แล้วเจอกันใหม่ในรีวิวหน้านะครับ สวัสดีครับ
"The Killer" (2023) - ไอ้แมงมุมหน้าตายกับภารกิจล้างแค้นที่โคตรจะนิ่ง! คุ้มค่ารอดูไหม?
TITLE: "The Killer" (2023) - ไอ้แมงมุมหน้าตายกับภารกิจล้างแค้นที่โคตรจะนิ่ง! คุ้มค่ารอดูไหม?
สวัสดีครับชาวพันทิปทุกคน วันนี้ผมมีโอกาสได้ไปดูหนังที่หลายคนรอคอยอย่าง "The Killer" เวอร์ชั่นปี 2023 ของผู้กำกับมือฉมัง เดวิด ฟินเชอร์ มาครับ บอกเลยว่าหลังจากดูจบ ความรู้สึกแรกคือ "นี่แหละ ฟินเชอร์!" มันมีความนิ่ง เย็นชา แต่ก็แฝงไปด้วยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้เราต้องนั่งลุ้นนั่งสังเกตอยู่ตลอดเวลา สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะไปดูดีไหม หรืออยากรู้ว่าหนังมันเป็นยังไง ลองมาฟังรีวิวจากผมดูนะครับ
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า "The Killer" ไม่ใช่หนังแอ็คชั่นยิงแหลก แจกกระสุนแบบหนังทั่วไปนะครับ ถ้าใครคาดหวังฉากบู๊ตูมตาม ระเบิดภูเขาเผากระท่อม อาจจะต้องเผื่อใจไว้หน่อย เพราะหนังเรื่องนี้เน้นไปที่การสร้างบรรยากาศ ความกดดัน และการทำงานของตัวละครหลัก ซึ่งก็คือ "นักฆ่า" ที่รับบทโดย ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ นั่นเองครับ นักแสดงคนนี้ผมว่าเขาเหมาะกับบทนิ่งๆ เย็นชาแบบนี้มาก การแสดงของเขาคือการ "น้อยแต่มาก" ครับ ไม่ต้องแสดงออกเยอะ แต่ทุกการกระทำ ทุกสายตา มันส่งสารออกมาหมด ทำให้เราเชื่อจริงๆ ว่านี่คือนักฆ่ามืออาชีพที่ผ่านโลกมาเยอะ
เรื่องราวของหนังเล่าถึงนักฆ่าที่ใช้ชีวิตอย่างมีแบบแผน เป๊ะทุกระเบียดนิ้ว เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมาให้ทำงานสำเร็จลุล่วง เขาจะวางแผนอย่างรอบคอบ คิดถึงทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และลงมืออย่างเลือดเย็น แต่แล้ววันหนึ่ง ภารกิจของเขาก็ผิดพลาดจนได้ ทำให้ชีวิตที่เคยสงบสุขต้องพลิกผัน กลายเป็นเป้าหมายของการตามล่า เขาจึงต้องออกเดินทางเพื่อสะสางปัญหาที่เกิดขึ้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการล้างแค้นที่เข้มข้น
สิ่งที่ผมชอบใน "The Killer" คือรายละเอียดครับ ฟินเชอร์แกใส่ใจกับทุกสิ่งจริงๆ ตั้งแต่ฉากการวางแผนก่อนลงมือของตัวละคร การซุ่มรอ การเตรียมอุปกรณ์ หรือแม้กระทั่งการจัดการกับผลลัพธ์หลังภารกิจผิดพลาด มันดูสมจริงมากๆ ครับ มันทำให้เราอินไปกับกระบวนการคิดของนักฆ่าคนนี้ ว่าทำไมเขาถึงทำแบบนี้ อะไรคือสิ่งที่เขาให้ความสำคัญ หนังไม่ได้พยายามจะสร้างตัวละครให้ดูเท่ หรือเป็นฮีโร่ แต่พยายามนำเสนอให้เห็นถึง "ความเป็นมนุษย์" ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเย็นชาเหล่านั้น
การดำเนินเรื่องของหนังจะค่อนข้างช้าในช่วงแรกครับ เหมือนเป็นการค่อยๆ ปูเรื่อง สร้างตัวละคร สร้างโลกของนักฆ่าคนนี้ให้เราได้รู้จัก แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ พอเรื่องเริ่มเดินไปเรื่อยๆ ความตึงเครียดมันจะค่อยๆ คืบคลานเข้ามาแทนที่ มีหลายฉากที่ผมต้องนั่งเกร็งตาม ตัวละครนักฆ่าพยายามจะกลับไปสู่ชีวิตปกติ แต่ยิ่งพยายามเท่าไหร่ ก็ยิ่งถูกดึงเข้าไปสู่วังวนของความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น มันทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสิ้นหวัง และการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดของเขา
อีกอย่างที่ต้องชมคือภาพและเสียงครับ งานภาพของหนังเรื่องนี้สวยงามมากๆ การจัดแสง สี องค์ประกอบในแต่ละฉาก มันดูพิถีพิถันมากครับ ทำให้บรรยากาศของหนังออกมาดูดิบ เท่ และมีความเป็นศิลปะสูง ส่วนเสียงก็ทำได้ดีเช่นกัน เสียงประกอบต่างๆ มันเสริมอารมณ์ของหนังได้ดี ทำให้เราอินไปกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
สำหรับคนที่ชอบหนังแนวสืบสวนสอบสวน หรือหนังที่เน้นการเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป "The Killer" น่าจะถูกใจครับ แต่ถ้าใครชอบหนังที่มีฉากแอ็คชั่นเยอะๆ หรือพล็อตที่ซับซ้อนมากๆ อาจจะต้องลองพิจารณาดูอีกทีครับ หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ความบันเทิงแบบตรงไปตรงมา แต่มันจะมอบประสบการณ์การดูหนังที่ชวนให้คิดตาม และน่าจดจำ
โดยรวมแล้ว "The Killer" เป็นหนังที่ดูสนุกครับ ถึงแม้จะมีความนิ่งและช้าในบางช่วง แต่ความเข้มข้นของเรื่องราว ความยอดเยี่ยมในการแสดงของไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ และงานสร้างที่ประณีตของเดวิด ฟินเชอร์ ก็ทำให้หนังเรื่องนี้คุ้มค่าแก่การเสียเวลาไปดูครับ มันไม่ใช่หนังที่จะทำให้คุณหัวเราะ หรือร้องไห้ แต่มันจะทำให้คุณนั่งลุ้น นั่งคิด และอาจจะรู้สึกขนลุกไปกับความเย็นชาของมัน
ผมให้คะแนน "The Killer" อยู่ที่ 8/10 ครับ เป็นหนังที่ผมแนะนำให้ไปหาชม ถ้าคุณเป็นแฟนเดวิด ฟินเชอร์ หรือชอบหนังที่มีสไตล์เฉพาะตัว รับรองไม่ผิดหวังแน่นอนครับ แล้วเจอกันใหม่ในรีวิวหน้านะครับ สวัสดีครับ