เพศแม่ หรือ อ้างเพศ คือการคุกคามทางเพศในรูปแบบหนึ่งหรือไม่

การ "อ้างเพศ" หรือการนำประเด็นเรื่องเพศมาใช้ในลักษณะที่ไม่เหมาะสม สามารถนับว่าเป็น การคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment)  ถ้าหากการกระทำนั้นทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกไม่ปลอดภัย อึดอัด หรือถูกลดทอนคุณค่า


เป็นเรื่องที่น่าคิด หากพิจารณาตามแนวคิดเรื่อง การคุกคามทางเพศฉบับใหม่  การอ้าง "เพศแม่" เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง สามารถเข้าข่ายผิดได้ โดยมักจะตกอยู่ในหมวดของ "การสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอึดอัด"


​สามารถแบ่งเกณฑ์การพิจารณาตามแนวทางใหม่ได้ดังนี้



​1. การอ้างเพศเพื่อ "คุกคามหรือข่มเหง" (Gender-based Harassment)

​นิยามใหม่ไม่ได้มองแค่เรื่อง "ความต้องการทางเพศ" (Sexual Desire) เท่านั้น แต่มองรวมถึง การแสดงความเหยียดหยามเนื่องจากเหตุแห่งเพศด้วย

​การด้อยค่าเพศอื่น หากอ้างว่า "ฉันเป็นเพศแม่" เพื่อสื่อว่าเพศอื่น (เช่น ผู้ชายหรือ LGBTQ+) ต่ำต้อยกว่า หรือไม่มีสิทธิ์โต้แย้ง  หรือ ต้องยอมฟังไม่สนเหตุผล
แบบนี้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติและคุกคามด้วยเหตุแห่งเพศ ​การใช้เพื่อกดดันหรือข่มขู่ หากการอ้างนั้นทำให้ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกกลัว เสียหน้า หรืออับอายในที่สาธารณะ ​


2. การสร้างสภาวะแวดล้อมที่ไม่เป็นมิตร (Hostile Work Environment)

​กฎหมายและระเบียบสมัยใหม่ให้ความสำคัญกับ "ความรู้สึกของผู้ถูกกระทำ" เป็นหลัก

​หากฝ่ายหนึ่งอ้างเรื่องเพศบ่อยครั้ง จนทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่า "ทำงานด้วยยาก" หรือ "รู้สึกถูกกดดันอย่างไม่เป็นธรรม" จนกระทบต่อการทำงาน ​การใช้ถ้อยคำที่เน้นความแตกต่างระหว่างเพศเพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่เหนือกว่า (Power Imbalance)



การอ้างเพศจะถูกลดอำนาจลง เพราะคุกคามทางเพศใหม่+ความเท่าเทียมที่เพิ่มขึ้น

"อำนาจของการอ้างเพศ" กำลังถูกลดบทบาทลงอย่างมากภายใต้นิยามการคุกคามทางเพศฉบับใหม่ เพราะเกณฑ์การตัดสินเปลี่ยนจาก "สถานะทางเพศ" ไปสู่ "ความเท่าเทียมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์"

​คำว่า "ถูกทำลายลง" ในที่นี้หมายถึงการที่ใครคนใดคนหนึ่งจะหยิบยก "เพศ" ขึ้นมาเป็นเกราะกำบังเพื่อกระทำการใดๆ ตามใจชอบ หรือเพื่อเอาเปรียบผู้อื่นนั้น ทำได้ยากขึ้นหรือทำไม่ได้เลย ด้วยเหตุผลดังนี้


​1. ความเป็นธรรม (Neutrality) ที่ไม่เลือกปฏิบัติ

​กฎหมายและระเบียบใหม่ยึดหลักว่า "ไม่มีเพศใดมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าเพศอื่น"

​การอ้างว่า "ฉันเป็นเพศใดเพศหนึ่ง เพื่อใช้สิทธิ์แซงคิวงาน หรือด่าทอผู้อื่นโดยไม่ผิด จะถูกมองว่าเป็นการ "เลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม" ​หากการอ้างเพศนั้นสร้างความอึดอัดใจให้อีกฝ่าย (ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นเพศอะไร) ผู้ที่อ้างนั่นแหละที่อาจกลายเป็น "ผู้คุกคาม" เสียเอง


​2. การเปลี่ยนศูนย์กลางจาก "ผู้กระทำ" เป็น "ผู้ถูกกระทำ"

​ในอดีต สังคมเดิมอาจมองว่า คนพูดคงไม่มีเจตนาร้ายหรอก แต่ฉบับใหม่จะถามว่า

​"คนที่ฟังเขารู้สึกอย่างไร?" ​
"เขาได้รับความอับอายหรือสูญเสียศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่?"
เมื่อความรู้สึกของผู้ถูกกระทำเป็นตัวตั้ง "ข้ออ้างเรื่องเพศ" จึงใช้เป็นข้อแก้ตัวไม่ได้อีกต่อไป


3. การมุ่งเน้นที่ "พฤติกรรม" มากกว่า "อัตลักษณ์"

​นิยามใหม่จะดูที่ Action (การกระทำ) เป็นหลัก

​ต่อให้คุณอ้างว่าเป็นเพศที่ควรได้รับการเชิดชู แต่ถ้าพฤติกรรมของคุณคือการ เหยียด/กดขี่/คุกคาม ทางวาจาหรือจิตใจ พฤติกรรมนั้นก็คือความผิด ​พฤติกรรมที่เน้นความแตกต่างทางเพศเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง (Power Play) ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการคุกคาม (Gender-based Harassment) ​สรุปคือ "ความเท่าเทียม" มาแทนที่ "การให้สิทธิ์ขาด"

​แนวคิดใหม่นี้มุ่งหวังให้ทุกคนอยู่ร่วมกันโดยใช้ "เหตุผลและจริยธรรม" ไม่ใช่การอ้างเพศสภาพมาเป็นเครื่องมือทางสังคม

​อดีต การอ้างเพศ อาจเป็น "เกราะป้องกันตัว" หรือ "อาวุธ" ในการโต้เถียง

​ปัจจุบัน/อนาคต การอ้างเพศ อาจกลายเป็น "หลักฐานความผิด" ว่าคุณกำลังคุกคามผู้อื่นด้วยเหตุแห่งเพศ



​และคุณคิดว่า “การอ้างเพศ หรือ "เพศแม่" เพื่อกดดันให้ผู้อื่นยอม เข้าข่ายเป็นการคุกคามทางเพศ ใช่หรือไม่


แต่ที่แน่ๆ สังคมที่ดี ต้องไม่มีการคุกคามทางเพศทุกกรณี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่