ทำไมความเท่าเทียม กลายเป็นผู้หญิงดูด้อยกว่าผู้ชาย

1. การถอด "เกราะคุ้มกันพิเศษ" ออก

​ในอดีต สังคมมีกติกาที่เรียกว่า "Chivalry" (ระบบอัศวิน/สุภาพบุรุษ) ซึ่งวางตัวผู้หญิงไว้ในสถานะ "เพศที่ต้องได้รับการปกป้อง" (Protected Class)

เมื่อเรียกหาความเท่าเทียม: เกราะนี้จะถูกถอดออกทันที ผลคือ เมื่อไม่มีสิทธิพิเศษเรื่องเพศมาคุ้มครอง ทุกอย่างจะถูกวัดด้วยมาตรฐานเดียว ซึ่งในกติกา "การปะทะด้วยกำลัง"โดยไม่มองเพศ



​2. ความอ่อนแอถูกนำมาเป็น "อาวุธ"
​มีคนบางกลุ่มพยายามใช้คำว่า "เท่าเทียม" เมื่อต้องการผลประโยชน์ (เช่น โอกาสงาน, รายได้) แต่พอถึงคราวที่ต้องรับผิดชอบหรือเกิดการปะทะ กลับหันไปใช้ความ "อ่อนแอ" เป็นข้ออ้าง

​การทำแบบนี้แหละที่ทำให้คนมองว่า "สรุปจะเอาเท่าเทียม หรือจะยอมรับว่าด้อยกว่า?"
​หากผู้หญิงยืนยันจะใช้ความอ่อนแออ้างเพื่อให้รอดพ้นความผิด มันคือการกดยอมรับโดยนัยว่า "ฉันไม่ใช่บุคคลที่เท่าเทียมกับคุณในแง่ความรับผิดชอบ" ซึ่งนั่นคือการทำให้ตัวเองดูด้อยกว่านั่นเอง



​3. มาตรฐานเดียว (Single Standard) คือบทพิสูจน์ที่โหดร้าย ​ในโลกที่เท่าเทียมจริงๆ กฎหมายและสังคมจะมองว่าทุกคนคือ "หน่วยหนึ่งของสังคม" (Individual) เหมือนกัน
​ถ้าผู้ชายทำผิด โดนกะทืบสวน หรือติดคุก
​ถ้าผู้หญิงทำอย่างเดียวกัน ก็ต้องเจอผลแบบเดียวกัน
​ความรู้สึกว่า "ด้อยกว่า" เกิดขึ้นเพราะในโลกที่ไร้เพศสภาพ ใครที่ "อ่อนแอกว่า" ในสถานการณ์นั้นๆ จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสมอ ไม่ว่าเพศอะไรก็ตาม




​4. "Equal Rights, Equal Lefts" (แจกความเท่าเทียม)

​ในต่างประเทศจะมีวลีว่า "Equal rights, equal lefts" (สิทธิที่เท่าเทียม ก็ต้องเจอหมัดซ้ายที่เท่าเทียม) ซึ่งเป็นที่มาเดียวกับคำว่าแจกความเท่าเทียม คือถ้าสิทธิเท่ากัน ความรับผิดชอบและการถูกลงทัณฑ์ก็ต้องเท่ากัน



5.ผู้ชาย  ต้อง "เลิกยอม" และใช้กฎหมายให้เป็น
​ผู้ชายมักถูกหล่อหลอมด้วยค่านิยม "สุภาพบุรุษ" จนกลายเป็น "ความอดทนที่ผิดที่ผิดทาง"

​KPI ของผู้ชายคือการ "รักษาสิทธิ์ของตัวเอง" โดยไม่รู้สึกผิด ถ้าถูกทำร้ายต้องกล้าแจ้งความ หรือกล้าโต้ตอบเพื่อป้องกันตัวตามสมควร ​ต้องเลิกมองว่าการถูกผู้หญิงทำร้ายเป็นเรื่อง "น่าอาย" แต่ต้องมองว่าเป็น "การถูกละเมิดสิทธิ"
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่