📌
ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียง “ปีตลาดชะลอ” หากแต่เป็นปีที่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน และบังคับให้ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ทำเล–สินค้า–ราคา” ไปสู่ “ความเสี่ยง–ความเชื่อมั่น–สภาพคล่อง” เหตุการณ์สำคัญทั้งห้าประการต่อไปนี้ ทำหน้าที่เสมือนสัญญาณเตือนว่าเกมอสังหาฯ ไทยกำลังเข้าสู่ช่วง Re-adjust อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านมาตรฐานก่อสร้าง คุณภาพลูกค้า นโยบายการเงิน กลยุทธ์การตลาด และทิศทางดีมานด์ใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยทุนและเทคโนโลยีข้ามชาติ
1⃣ภัยธรรมชาติ: เหตุอาคารถล่มจากแผ่นดินไหว และมหาอุทกภัยภาคใต้
เหตุการณ์ที่หนึ่งคือ ปี 2568 ถือเป็นปีที่มาตรฐานวิศวกรรมอาคารไทยถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
⏩โศกนาฏกรรมตึก สตง. (มีนาคม 2568) เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในเมียนมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ส่งผลให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สูง 33 ชั้นที่กำลังก่อสร้างถล่มลงมา ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ และ ททบ.5 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมเกือบ 100 ราย นำไปสู่การตรวจสอบนอมินีบริษัทก่อสร้างต่างชาติ และการเข้มงวดกฎหมายควบคุมอาคารทั่วกรุง
⏩น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ในรอบ 25 ปี (พฤศจิกายน 2568) ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่และเชียงรายเผชิญน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยกรุงศรี คาดการณ์ความเสียหายต่อทรัพย์สินในปีนี้สูงถึง 3,700 - 4,500 ล้านบาท กระทบความเชื่อมั่นในโครงการอสังหาฯ พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรุนแรง
🎯จากภัยธรรมชาติกระทบยอดขาย ยอดโอนที่อยู่อาศัยในพื้นที่และภาพรวมทั้งระบบอย่างเลี่ยงไม่ได้
2⃣. ด้านการขาย วิกฤต "กู้ไม่ผ่าน" พุ่งสูง 70% และการระบายสต็อก
เหตุการณ์ที่สองคือ “วิกฤตกู้ไม่ผ่าน” ซึ่งในเชิงธุรกิจถือเป็นการหดตัวของฐานลูกค้าตลาดมวลชนและเป็นตัวจำกัดการเติบโตของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง เพราะแม้จะมีดีมานด์เชิงความต้องการอยู่ แต่ดีมานด์จำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นยอดโอนได้ ภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดมาจากภาพรวมคำขอสินเชื่อซื้อบ้าน-คอนโดฯ มีอัตราปฏิเสธสินเชื่อ “สูงสุด 70%” และเมื่อเจาะเฉพาะกลุ่มวงเงินกู้ต่ำกว่า 3 ล้านบาท พบว่ายอดกู้ไม่ผ่าน “สูงสุด 80%” (พร้อมค่าเฉลี่ยระดับสูง)
⏩ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate): ในกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท พุ่งสูงถึง 70-80% ในบางพื้นที่ เช่น เชียงราย โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมในไตรมาส 2/2568 ลดลง -2.2% ในแง่จำนวนหน่วย และมูลค่าลดลงถึง -16.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
⏩ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ด้วยการหันไปเน้นโครงการบ้านหรู (Luxury) และการทำบ้านมือสองมากขึ้น เพื่อเลี่ยงปัญหาลูกค้ากู้ไม่ผ่านในกลุ่มตลาดล่าง-กลาง
🎯ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ปัญหายอดขาย แต่กระทบโดยตรงต่อโมเดลรายได้ของผู้ประกอบการทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดฯ โดยเฉพาะผู้ที่พอร์ตอยู่ในระดับราคาเข้าถึงได้ เพราะต้องเผชิญต้นทุนการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อปิดการขายหนึ่งยูนิต ระยะเวลารับรู้รายได้ยาวขึ้น และความเสี่ยงสต็อกคงค้างที่กินสภาพคล่องมากขึ้นในทุกไตรมาส
3⃣ ด้านการเงิน: กนง. หั่นดอกเบี้ย 4 ครั้งรวด สู่ระดับ 1.25%
เหตุการณ์ที่สามคือ “การลดดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง 4 ครั้งในปีเดียว” ซึ่งเป็นสัญญาณว่านโยบายการเงินพยายามพยุงเศรษฐกิจและลดภาระดอกเบี้ยของภาคครัวเรือน แต่ผลต่ออสังหาฯ เกิดแบบ “ไม่สมมาตร” กล่าวคือช่วยลดต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการบางส่วน และช่วยลูกค้าบางกลุ่มที่ยังมีคุณภาพสินเชื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาแก่นของตลาดล่างที่ติดเงื่อนไขความสามารถชำระหนี้และการคุมเข้มเครดิตของธนาคารได้
ในเชิงเหตุการณ์จริง ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยผลประชุม กนง. ว่ามีการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 1 เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2568 จาก 2.25% เป็น 2.00% ลดครั้งที่ 2 เมื่อ 30 เมษายน 2568 จาก 2.00% เป็น 1.75% ลดครั้งที่ 3 เมื่อ 13 สิงหาคม 2568 จาก 1.75% เป็น 1.50% และลดครั้งที่ 4 เมื่อ 17 ธันวาคม 2568 จาก 1.50% เป็น 1.25%
🎯เมื่อดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี ความหมายเชิงผู้บริหารคือ ตลาดอยู่ในภาวะที่ “ดอกเบี้ยต่ำแต่สินเชื่อยังยาก” ซึ่งทำให้การแข่งขันย้ายจากการแข่งต้นทุนการเงิน ไปเป็นการแข่ง “คุณภาพลูกค้า” และ “โครงสร้างข้อเสนอ” ผู้ประกอบการที่บริหาร presales-to-transfer ได้ดี มีระบบคัดกรองลูกค้าและจัดไฟแนนซ์ร่วมกับสถาบันการเงินอย่างแนบแน่น จะได้เปรียบกว่าผู้ที่ใช้โปรโมชั่นหว่านกว้างแต่ปิดโอนไม่ได้
4⃣ ด้านการตลาด: สงครามราคาและแคมเปญ "อยู่ฟรี-ช่วยแบก"
เหตุการณ์ที่สี่คือ “สงครามราคาและแคมเปญอยู่ฟรี/ช่วยแบก” ซึ่งกลายเป็นกลไกการขายหลักในช่วงกำลังซื้อจำกัด และทำให้ตลาดเข้าสู่การแข่งขันเชิงข้อเสนอ มากกว่าการแข่งขันเชิงผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ค่ายใหญ่อย่าง แสนสิริเปิดแคมเปญ “อยู่แล้วดี ที่แสนสิริ” ครอบคลุมกว่า 102 โครงการในช่วงต้นปี 2568 โดยสะท้อนการเร่งระบายสต็อกและช่วงชิงกำลังซื้ออย่างจริงจัง ขณะที่ AP Thailand มีแคมเปญให้ลูกค้า "อยู่ฟรีนานสูงสุด 3 ปี" หรือเลือกดอกเบี้ย 0% 1 ปี และ ศุภาลัย ที่มอบส่วนลดสูงสุดถึง 7 ล้านบาท พร้อมฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนทุกรายการ
ผู้ประกอบการ มีการนำกลยุทธ์ "รถแลกบ้าน" หรือ "ที่ดินแลกบ้าน" มาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อที่ขาดสภาพคล่องเงินสดสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการใช้โปรโมชันหนักเพื่อเร่งระบายสต็อกและรักษาสภาพคล่อง กลไก “อยู่ฟรี” ในทางการเงินไม่ได้แปลว่าผู้ซื้อไม่จ่ายจริง หากแต่เป็นการย้ายภาระบางส่วนไปอยู่ที่ผู้ประกอบการผ่านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายวันโอน ค่าส่วนกลาง การช่วยผ่อน หรือการทำส่วนลดในรูปแบบต่าง ๆ
🎯ผลลัพธ์เชิงธุรกิจจึงชัดเจนว่า ผู้ประกอบการกำลังแลก “อัตรากำไร” กับ “กระแสเงินสด” และถ้าสงครามข้อเสนอขยายตัวนานเกินไป จะเกิดแรงกดดันต่อแบรนด์และโครงสร้างราคาในอนาคต รวมถึงกดความสามารถของผู้ประกอบการรายกลาง-เล็กที่ไม่มีงบช่วยแบกเท่ารายใหญ่
5⃣ ด้านต่างประเทศ: ทุนข้ามชาติรุกธุรกิจ "Data Center" และลักซูรี่
เหตุการณ์ที่ห้าซึ่งเชื่อมกลับมาหา “ยุทธศาสตร์พอร์ต” คือการเปลี่ยนทิศทางดีมานด์และการลงทุน โดยปี 2568 เริ่มเห็นการย้ายความสนใจไปสู่สินทรัพย์ หรือสร้างรายได้จากโครงการที่อิงเศรษฐกิจใหม่มากขึ้น เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพื้นที่รองรับการลงทุนอุตสาหกรรม ซึ่งในภาพรวมทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดพอร์ตแบบสองขา ขาหนึ่งคือที่อยู่อาศัยซึ่งเผชิญความเข้มงวดสินเชื่อและกำลังซื้อเปราะบาง อีกขาหนึ่งคือโอกาสในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่และอสังหาฯ ที่เชื่อมกับเทคโนโลยี/บริการ ซึ่งจะเป็นแหล่งดีมานด์ที่ “สินเชื่อไม่ใช่ตัวแปรเดียว” แต่เป็นการตัดสินใจแบบการลงทุนและการตั้งฐานธุรกิจ
📍ปี 2568 ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า การเติบโตของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยจะไม่สามารถพึ่ง “การเปิดโครงการเพิ่ม” หรือ “ลดราคาให้แรงขึ้น” ได้เหมือนรอบก่อน ๆ แต่ต้องยกระดับเป็นการบริหารความเสี่ยงครบวงจร ตั้งแต่ความปลอดภัยและมาตรฐานก่อสร้าง (หลังเหตุอาคารถล่ม) การคัดคุณภาพลูกค้าและการปิดโอน (หลังตัวเลขกู้ไม่ผ่าน) การบริหารเงินทุนและสต็อกภายใต้ดอกเบี้ยต่ำแต่เครดิตตึง (หลังการลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง) และการทำการตลาดที่ชนะด้วยโครงสร้างข้อเสนอโดยไม่ทำลายกำไรทั้งระบบ
🎯 ปี 2568 คือปีแห่งการ "Re-adjust" ของอสังหาฯ ไทย ที่ต้องสู้ทั้งกับภัยธรรมชาติ มาตรฐานความปลอดภัย และข้อจำกัดทางการเงินที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายปี
Property mentor
CR
https://www.facebook.com/share/1BwyFhxw7B/?mibextid=wwXIfr
5 เหตุการณ์พลิกโฉมวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ปี 2568
ปี 2568 ไม่ได้เป็นเพียง “ปีตลาดชะลอ” หากแต่เป็นปีที่ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างเข้ามาพร้อมกันหลายด้าน และบังคับให้ผู้ประกอบการต้องเปลี่ยนวิธีคิดจาก “ทำเล–สินค้า–ราคา” ไปสู่ “ความเสี่ยง–ความเชื่อมั่น–สภาพคล่อง” เหตุการณ์สำคัญทั้งห้าประการต่อไปนี้ ทำหน้าที่เสมือนสัญญาณเตือนว่าเกมอสังหาฯ ไทยกำลังเข้าสู่ช่วง Re-adjust อย่างเป็นระบบ ทั้งด้านมาตรฐานก่อสร้าง คุณภาพลูกค้า นโยบายการเงิน กลยุทธ์การตลาด และทิศทางดีมานด์ใหม่ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยทุนและเทคโนโลยีข้ามชาติ
1⃣ภัยธรรมชาติ: เหตุอาคารถล่มจากแผ่นดินไหว และมหาอุทกภัยภาคใต้
เหตุการณ์ที่หนึ่งคือ ปี 2568 ถือเป็นปีที่มาตรฐานวิศวกรรมอาคารไทยถูกตั้งคำถามอย่างหนัก
⏩โศกนาฏกรรมตึก สตง. (มีนาคม 2568) เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ในเมียนมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ส่งผลให้อาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สูง 33 ชั้นที่กำลังก่อสร้างถล่มลงมา ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ และ ททบ.5 ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตและสูญหายรวมเกือบ 100 ราย นำไปสู่การตรวจสอบนอมินีบริษัทก่อสร้างต่างชาติ และการเข้มงวดกฎหมายควบคุมอาคารทั่วกรุง
⏩น้ำท่วมใหญ่หาดใหญ่ในรอบ 25 ปี (พฤศจิกายน 2568) ในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน พื้นที่เศรษฐกิจหาดใหญ่และเชียงรายเผชิญน้ำท่วมหนักที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ ข้อมูลจาก สถาบันวิจัยกรุงศรี คาดการณ์ความเสียหายต่อทรัพย์สินในปีนี้สูงถึง 3,700 - 4,500 ล้านบาท กระทบความเชื่อมั่นในโครงการอสังหาฯ พื้นที่ลุ่มต่ำอย่างรุนแรง
🎯จากภัยธรรมชาติกระทบยอดขาย ยอดโอนที่อยู่อาศัยในพื้นที่และภาพรวมทั้งระบบอย่างเลี่ยงไม่ได้
2⃣. ด้านการขาย วิกฤต "กู้ไม่ผ่าน" พุ่งสูง 70% และการระบายสต็อก
เหตุการณ์ที่สองคือ “วิกฤตกู้ไม่ผ่าน” ซึ่งในเชิงธุรกิจถือเป็นการหดตัวของฐานลูกค้าตลาดมวลชนและเป็นตัวจำกัดการเติบโตของผู้ประกอบการอย่างแท้จริง เพราะแม้จะมีดีมานด์เชิงความต้องการอยู่ แต่ดีมานด์จำนวนมากไม่สามารถแปลงเป็นยอดโอนได้ ภาพสะท้อนที่ชัดที่สุดมาจากภาพรวมคำขอสินเชื่อซื้อบ้าน-คอนโดฯ มีอัตราปฏิเสธสินเชื่อ “สูงสุด 70%” และเมื่อเจาะเฉพาะกลุ่มวงเงินกู้ต่ำกว่า 3 ล้านบาท พบว่ายอดกู้ไม่ผ่าน “สูงสุด 80%” (พร้อมค่าเฉลี่ยระดับสูง)
⏩ยอดปฏิเสธสินเชื่อ (Rejection Rate): ในกลุ่มบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท พุ่งสูงถึง 70-80% ในบางพื้นที่ เช่น เชียงราย โดยมียอดโอนกรรมสิทธิ์รวมในไตรมาส 2/2568 ลดลง -2.2% ในแง่จำนวนหน่วย และมูลค่าลดลงถึง -16.9% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
⏩ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์ด้วยการหันไปเน้นโครงการบ้านหรู (Luxury) และการทำบ้านมือสองมากขึ้น เพื่อเลี่ยงปัญหาลูกค้ากู้ไม่ผ่านในกลุ่มตลาดล่าง-กลาง
🎯ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ปัญหายอดขาย แต่กระทบโดยตรงต่อโมเดลรายได้ของผู้ประกอบการทั้งบ้านจัดสรรและคอนโดฯ โดยเฉพาะผู้ที่พอร์ตอยู่ในระดับราคาเข้าถึงได้ เพราะต้องเผชิญต้นทุนการตลาดที่สูงขึ้นเพื่อปิดการขายหนึ่งยูนิต ระยะเวลารับรู้รายได้ยาวขึ้น และความเสี่ยงสต็อกคงค้างที่กินสภาพคล่องมากขึ้นในทุกไตรมาส
3⃣ ด้านการเงิน: กนง. หั่นดอกเบี้ย 4 ครั้งรวด สู่ระดับ 1.25%
เหตุการณ์ที่สามคือ “การลดดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่อง 4 ครั้งในปีเดียว” ซึ่งเป็นสัญญาณว่านโยบายการเงินพยายามพยุงเศรษฐกิจและลดภาระดอกเบี้ยของภาคครัวเรือน แต่ผลต่ออสังหาฯ เกิดแบบ “ไม่สมมาตร” กล่าวคือช่วยลดต้นทุนการเงินของผู้ประกอบการบางส่วน และช่วยลูกค้าบางกลุ่มที่ยังมีคุณภาพสินเชื่อให้ตัดสินใจง่ายขึ้น แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาแก่นของตลาดล่างที่ติดเงื่อนไขความสามารถชำระหนี้และการคุมเข้มเครดิตของธนาคารได้
ในเชิงเหตุการณ์จริง ธนาคารแห่งประเทศไทยเผยผลประชุม กนง. ว่ามีการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งที่ 1 เมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2568 จาก 2.25% เป็น 2.00% ลดครั้งที่ 2 เมื่อ 30 เมษายน 2568 จาก 2.00% เป็น 1.75% ลดครั้งที่ 3 เมื่อ 13 สิงหาคม 2568 จาก 1.75% เป็น 1.50% และลดครั้งที่ 4 เมื่อ 17 ธันวาคม 2568 จาก 1.50% เป็น 1.25%
🎯เมื่อดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ระดับ 1.25% ณ สิ้นปี ความหมายเชิงผู้บริหารคือ ตลาดอยู่ในภาวะที่ “ดอกเบี้ยต่ำแต่สินเชื่อยังยาก” ซึ่งทำให้การแข่งขันย้ายจากการแข่งต้นทุนการเงิน ไปเป็นการแข่ง “คุณภาพลูกค้า” และ “โครงสร้างข้อเสนอ” ผู้ประกอบการที่บริหาร presales-to-transfer ได้ดี มีระบบคัดกรองลูกค้าและจัดไฟแนนซ์ร่วมกับสถาบันการเงินอย่างแนบแน่น จะได้เปรียบกว่าผู้ที่ใช้โปรโมชั่นหว่านกว้างแต่ปิดโอนไม่ได้
4⃣ ด้านการตลาด: สงครามราคาและแคมเปญ "อยู่ฟรี-ช่วยแบก"
เหตุการณ์ที่สี่คือ “สงครามราคาและแคมเปญอยู่ฟรี/ช่วยแบก” ซึ่งกลายเป็นกลไกการขายหลักในช่วงกำลังซื้อจำกัด และทำให้ตลาดเข้าสู่การแข่งขันเชิงข้อเสนอ มากกว่าการแข่งขันเชิงผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว ค่ายใหญ่อย่าง แสนสิริเปิดแคมเปญ “อยู่แล้วดี ที่แสนสิริ” ครอบคลุมกว่า 102 โครงการในช่วงต้นปี 2568 โดยสะท้อนการเร่งระบายสต็อกและช่วงชิงกำลังซื้ออย่างจริงจัง ขณะที่ AP Thailand มีแคมเปญให้ลูกค้า "อยู่ฟรีนานสูงสุด 3 ปี" หรือเลือกดอกเบี้ย 0% 1 ปี และ ศุภาลัย ที่มอบส่วนลดสูงสุดถึง 7 ล้านบาท พร้อมฟรีค่าใช้จ่ายวันโอนทุกรายการ
ผู้ประกอบการ มีการนำกลยุทธ์ "รถแลกบ้าน" หรือ "ที่ดินแลกบ้าน" มาใช้ เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อที่ขาดสภาพคล่องเงินสดสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้ง่ายขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการใช้โปรโมชันหนักเพื่อเร่งระบายสต็อกและรักษาสภาพคล่อง กลไก “อยู่ฟรี” ในทางการเงินไม่ได้แปลว่าผู้ซื้อไม่จ่ายจริง หากแต่เป็นการย้ายภาระบางส่วนไปอยู่ที่ผู้ประกอบการผ่านการสนับสนุนค่าใช้จ่ายวันโอน ค่าส่วนกลาง การช่วยผ่อน หรือการทำส่วนลดในรูปแบบต่าง ๆ
🎯ผลลัพธ์เชิงธุรกิจจึงชัดเจนว่า ผู้ประกอบการกำลังแลก “อัตรากำไร” กับ “กระแสเงินสด” และถ้าสงครามข้อเสนอขยายตัวนานเกินไป จะเกิดแรงกดดันต่อแบรนด์และโครงสร้างราคาในอนาคต รวมถึงกดความสามารถของผู้ประกอบการรายกลาง-เล็กที่ไม่มีงบช่วยแบกเท่ารายใหญ่
5⃣ ด้านต่างประเทศ: ทุนข้ามชาติรุกธุรกิจ "Data Center" และลักซูรี่
เหตุการณ์ที่ห้าซึ่งเชื่อมกลับมาหา “ยุทธศาสตร์พอร์ต” คือการเปลี่ยนทิศทางดีมานด์และการลงทุน โดยปี 2568 เริ่มเห็นการย้ายความสนใจไปสู่สินทรัพย์ หรือสร้างรายได้จากโครงการที่อิงเศรษฐกิจใหม่มากขึ้น เช่น โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพื้นที่รองรับการลงทุนอุตสาหกรรม ซึ่งในภาพรวมทำให้ผู้ประกอบการต้องคิดพอร์ตแบบสองขา ขาหนึ่งคือที่อยู่อาศัยซึ่งเผชิญความเข้มงวดสินเชื่อและกำลังซื้อเปราะบาง อีกขาหนึ่งคือโอกาสในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่และอสังหาฯ ที่เชื่อมกับเทคโนโลยี/บริการ ซึ่งจะเป็นแหล่งดีมานด์ที่ “สินเชื่อไม่ใช่ตัวแปรเดียว” แต่เป็นการตัดสินใจแบบการลงทุนและการตั้งฐานธุรกิจ
📍ปี 2568 ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า การเติบโตของธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยจะไม่สามารถพึ่ง “การเปิดโครงการเพิ่ม” หรือ “ลดราคาให้แรงขึ้น” ได้เหมือนรอบก่อน ๆ แต่ต้องยกระดับเป็นการบริหารความเสี่ยงครบวงจร ตั้งแต่ความปลอดภัยและมาตรฐานก่อสร้าง (หลังเหตุอาคารถล่ม) การคัดคุณภาพลูกค้าและการปิดโอน (หลังตัวเลขกู้ไม่ผ่าน) การบริหารเงินทุนและสต็อกภายใต้ดอกเบี้ยต่ำแต่เครดิตตึง (หลังการลดดอกเบี้ย 4 ครั้ง) และการทำการตลาดที่ชนะด้วยโครงสร้างข้อเสนอโดยไม่ทำลายกำไรทั้งระบบ
🎯 ปี 2568 คือปีแห่งการ "Re-adjust" ของอสังหาฯ ไทย ที่ต้องสู้ทั้งกับภัยธรรมชาติ มาตรฐานความปลอดภัย และข้อจำกัดทางการเงินที่เข้มงวดที่สุดในรอบหลายปี
Property mentor
CR https://www.facebook.com/share/1BwyFhxw7B/?mibextid=wwXIfr