โลกทิพย์

” โลกทิพย์ “

พระพุทธเจ้าพระอรหันต์ทั้งหลายท่านก็ไม่ได้สูญหายไปไหน ท่านก็ยังอยู่ อยู่เหมือนกับเราอยู่นี่แหละ เพียงแต่ท่านไม่มีร่างกายมาเป็นภาระ ท่านไม่ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ จึงไม่ต้องกลัวว่าปฏิบัติไปแล้ว พอไม่มีความอยากแล้วเราจะอันตรธานหายไป สูญไป ไม่ใช่อย่างนั้น

ถาม  :  เป็นดวงจิตที่อยู่ใช่ไหมคะ

พระอาจารย์  :  เหมือนดวงจิตของเราที่อยู่เดี๋ยวนี้

ถาม  :  แล้วจะอยู่ส่วนไหนของโลก

พระอาจารย์  :  อยู่ในโลกทิพย์ จิตอยู่ในโลกทิพย์ ร่างกายอยู่ในโลกธาตุ อยู่คนละโลกกัน เหมือนยานที่ไปสำรวจที่ดาวอังคาร ร่างกายเหมือนอยู่ที่ดาวอังคาร แต่ผู้ควบคุมยานนี้อยู่ที่โลกนี้ สมมุติว่ายานนั้นเกิดเสียหายไป ติดต่อกันไม่ได้ คนควบคุมก็ยังอยู่ตรงนี้อยู่ ดวงจิตแต่ละดวงนี้ไม่มีวันสูญไม่มีวันดับ ของใครของมัน อยู่ในโลกทิพย์ด้วยกันทุกดวง

ถาม  :  ที่ท่านไปนิพพานนี้ ไม่ได้หมายถึงดับสูญไปหมดเลยหรือคะ

พระอาจารย์  :  ท่านไปสูญอะไร ท่านก็สูญแต่กิเลส สูญแต่ความอยาก เราไปแปลความหมายกันเองว่าสูญทุกอย่าง ก็อย่างที่ยกตัวอย่างว่า คนที่ไม่มีรถกับคนที่มีรถนี้สูญหรือเปล่า คนที่อยู่บ้านกับคนที่ยังต้องออกนอกบ้านต่างกันตรงที่ ถ้าต้องออกนอกบ้านก็ต้องมีรถพาไป

ถาม  :  อยู่ที่โลกทิพย์นี้หมายถึงว่าอยู่ที่สวรรค์ หรืออยู่อีกภูมิหนึ่ง

พระอาจารย์  :   ในโลกทิพย์มีหลายภูมิ ตั้งแต่นิพพานลงมาถึงนรก เป็นโลกทิพย์ทั้งนั้น ใจเราตอนนี้ก็อยู่ที่โลกทิพย์ อาจจะเป็นนิพพานหรือเป็นนรกก็ได้ ขึ้นอยู่ที่การกระทำของเรา

ถาม  :  ใจอยู่ที่โลกทิพย์ แต่ไม่มีร่างกาย

พระอาจารย์  :  มีร่างกายหรือไม่มีร่างกาย ใจก็อยู่ในโลกทิพย์เสมอ ไม่ได้อยู่ในโลกธาตุ

ถาม  :  ไม่ได้เป็นสัมภเวสี ล่องลอยไปเรื่อยๆ

พระอาจารย์  :  สัมภเวสีก็คือใจที่หิว ที่อยาก ที่ต้องหาที่เกิดใหม่ ไม่ได้ลอยไปไหน

ถาม  :  เราไม่ต้องหาเลยได้ไหมคะ อยู่ในโลกทิพย์ไปเรื่อยๆ

พระอาจารย์  :  ได้ เช่นใจของพระพุทธเจ้า ใจของพระอรหันต์ ท่านไม่หาที่เกิดแล้ว ท่านหยุดแล้ว เพราะท่านไม่หิวไม่อยากแล้ว ดวงจิตแต่ละดวงไม่มีวันดับ มีแต่แสวงหาร่างกายใหม่ไปเรื่อยๆ พอร่างกายนี้ดับไปก็ไปหาร่างกายใหม่ ถ้าเข้าท้องมนุษย์ไม่ได้ ก็เข้าท้องสัตว์เดรัจฉานไปก่อน เข้าท้องสัตว์เดรัจฉานง่ายกว่า เป็นหนอนเป็นไส้เดือนเป็นแมลงนี้เป็นง่าย เป็นมนุษย์นี้เป็นยาก ต้องมีบารมีมากกว่าผู้ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ต้องมีศีลถึงจะเกิดเป็นมนุษย์ได้ ถ้าไม่มีศีลก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานก่อน เหมือนกับมีเงิน ถ้ามีเงินมากก็ซื้อรถเบนซ์ได้ มีเงินน้อยก็ซื้อไม่ได้ ต้องซื้อจักรยานซื้อรถเข็น อยู่ที่กำลังทรัพย์ของเรา กำลังทรัพย์ก็คือบุญ ศีลสมาธิปัญญานี้ก็คือกำลังทรัพย์ จิตของพวกเราไม่เคยตาย อายุของจิตนี้นับไม่ถ้วนแล้ว เปลี่ยนภพเปลี่ยนชาติไปเรื่อยๆ เปลี่ยนร่างกายไปเรื่อยๆ พอร่างกายนี้หมดก็หาร่างกายใหม่ ช่วงที่หาที่รออยู่นี้ก็ไปใช้บุญใช้กรรมก่อน ถ้ามีบุญก็เป็นเทพเป็นพรหม ถ้ามีบาปก็เป็นเปรตเป็นนรกเป็นเดรัจฉาน จนกว่าจะหมดบาปหมดบุญ ก็จะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ กลับมาทำบุญทำบาปใหม่ เวียนว่ายตายเกิด ขึ้นๆลงๆ จนกว่าจะพบกับพระพุทธเจ้า

ถ้าปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนได้ ก็ยุติการเวียนว่ายตายเกิดได้ .

กำลังใจ ๕๙ กัณฑ์ที่ ๔๔๘    
วันที่  ๒๒ ตุลาคม ๒๕๕๕

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่