สวัสดีครับ ท่านผู้อ่าน
ผมเชื่อว่าทุกคนล้วนเคยทำสิ่งผิดพลาดมาแล้ว ไม่มากก็น้อย บางความผิดอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่บางความผิดก็หนักหนาจนทิ้งร่องรอยไว้ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง คำถามคือ เมื่อเราพลาดแล้ว เราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้างและสังคมควรปฏิบัติต่อผู้ที่เคยพลาดอย่างไร จากการที่ได้ศึกษาพระไตรปิฎกมา พบว่า ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมนุษย์ยังอยู่ภายใต้อำนาจของอกุศลมูล ๓ ได้แก่ โลภะ โทสะและโมหะ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล ไม่มีใครหลีกหนีผลของการกระทำของตนเองได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า ในอดีตกาลอันยาวไกล ก่อนการตั้งความปรารถนาเพื่อพระโพธิญาณอย่างมั่นคง ก็ยังเคยกระทำอกุศลกรรมไว้ เช่น เกิดเป็นนักเลงชื่อว่าปุนาลิ กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้ามีนามว่าสุรภี กล่าวตู่พระเถระนามว่านันทะ ฆ่าน้องชายต่างมารดาจับโยนลงซอกภูเขา แล้วโยนหินทับไว้ [๑] การที่พระพุทธเจ้าทรงนำบุพกรรมเหล่านี้มาแสดง เพื่อชี้ให้เห็นความจริง ๒ ประการสำคัญคือ (๑) ไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรม (๒) มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ หากแม้ผู้ที่ต่อมากลายเป็นพระพุทธเจ้ายังเคยพลาด บุคคลธรรมดาที่เคยทำผิด แต่สำนึกและเลิกพฤติกรรมนั้นแล้ว ก็ควรได้รับโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ถูกตราหน้าจนไม่อาจยืนอยู่ในสังคมได้อีก
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของความจริงก็คือ สังคมย่อมต้องมีบรรทัดฐาน การตำหนิ การลงโทษ หรือการถูกสังคมไม่ยอมรับในบางช่วงเวลา อาจมีบทบาทในการยับยั้งพฤติกรรมที่เป็นโทษ และเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลังเห็นผลของการกระทำ เช่น พระองคุลิมาล แม้จะละทิ้งการฆ่าฟัน บวชในพระพุทธศาสนา ท่านก็ยังต้องเผชิญผลกรรม ในพระไตรปิฎกพรรณาว่า ท่านพระองคุลิมาลมีศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาด[๒] สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า กรรมไม่หายไปเพียงเพราะพฤติกรรมเปลี่ยน แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ แม้ร่างกายจะถูกรบกวน จิตของท่านกลับไม่หวั่นไหว ไม่จองเวร ไม่ตอบโต้ และเมื่อผลกรรมฝ่ายหยาบให้ผลครบถ้วนแล้ว ชีวิตของท่านก็ดำเนินไปอย่างสงบ
จึงทำให้ผมตั้งคำถามว่า การตำหนิหรือการแบนทางสังคมควรมีขอบเขตหรือไม่ หากบุคคลหนึ่งเคยทำผิด แต่กลับตัวกลับใจมานานแล้ว ไม่ได้ทำผิดซ้ำ และพยายามใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง การตีตราเขาไว้ตลอดชีวิต อาจไม่ยุติธรรม แต่เป็นการซ้ำเติม ซึ่งส่งผลให้เกิดอกุศลภายในจิตใจของผู้ตำหนิและซ้ำเติมเพราะมุ่งเพ่งเล็งกล่าวโทษคนอื่น จ้องจับผิดคนอื่นเสียเอง ดังที่เทพมโนปโทสิกะ มัวจ้องจับผิดกันและกันเกินควร จึงคิดมุ่งร้ายต่อกัน จึงเหนื่อยกายเหนื่อยใจละจุติหรือตตายจากเทวโลกชั้นนั้น[๓] ในขณะเดียวกัน หากบุคคลใดทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่สำนึก ไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น กรณีนั้นการที่สังคมจะตั้งมาตรการใดมาตรการหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
บางทีคำตอบอาจไม่ใช่ให้อภัยทุกกรณีหรือประณามทุกกรณี แต่คือการใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย แยกแยะเป็นรายกรณี ดูทั้งพฤติกรรมที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต ฉะนั้น สุดท้ายแล้ว ผมอยากชวนผู้อ่านคิดต่อไปว่า ในฐานะสมาชิกของสังคม เราควรให้พื้นที่กับคนที่ทำผิดแล้วสำนึก พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้แค่ไหน และเส้นแบ่งระหว่างการรักษาบรรทัดฐานกับการทำลายโอกาสของใครคนหนึ่งอยู่ตรงจุดใดในความคิดเห็นของคุณ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[๑]
มจร. ๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒
[๒]
มจร. ๖. อังคุลิมาลสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓
[๓]
มจร. ๑. ปาฏิกสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑
เราควรให้พื้นที่แก่ผู้ประพฤติผิดแค่ไหนในสังคม
ผมเชื่อว่าทุกคนล้วนเคยทำสิ่งผิดพลาดมาแล้ว ไม่มากก็น้อย บางความผิดอาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน แต่บางความผิดก็หนักหนาจนทิ้งร่องรอยไว้ทั้งต่อตนเองและคนรอบข้าง คำถามคือ เมื่อเราพลาดแล้ว เราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้างและสังคมควรปฏิบัติต่อผู้ที่เคยพลาดอย่างไร จากการที่ได้ศึกษาพระไตรปิฎกมา พบว่า ความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมนุษย์ยังอยู่ภายใต้อำนาจของอกุศลมูล ๓ ได้แก่ โลภะ โทสะและโมหะ เมื่อมีเหตุ ย่อมมีผล ไม่มีใครหลีกหนีผลของการกระทำของตนเองได้ แม้แต่พระพุทธเจ้า ในอดีตกาลอันยาวไกล ก่อนการตั้งความปรารถนาเพื่อพระโพธิญาณอย่างมั่นคง ก็ยังเคยกระทำอกุศลกรรมไว้ เช่น เกิดเป็นนักเลงชื่อว่าปุนาลิ กล่าวตู่พระปัจเจกพุทธเจ้ามีนามว่าสุรภี กล่าวตู่พระเถระนามว่านันทะ ฆ่าน้องชายต่างมารดาจับโยนลงซอกภูเขา แล้วโยนหินทับไว้ [๑] การที่พระพุทธเจ้าทรงนำบุพกรรมเหล่านี้มาแสดง เพื่อชี้ให้เห็นความจริง ๒ ประการสำคัญคือ (๑) ไม่มีใครอยู่เหนือกฎแห่งกรรม (๒) มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ หากแม้ผู้ที่ต่อมากลายเป็นพระพุทธเจ้ายังเคยพลาด บุคคลธรรมดาที่เคยทำผิด แต่สำนึกและเลิกพฤติกรรมนั้นแล้ว ก็ควรได้รับโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่ถูกตราหน้าจนไม่อาจยืนอยู่ในสังคมได้อีก
อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของความจริงก็คือ สังคมย่อมต้องมีบรรทัดฐาน การตำหนิ การลงโทษ หรือการถูกสังคมไม่ยอมรับในบางช่วงเวลา อาจมีบทบาทในการยับยั้งพฤติกรรมที่เป็นโทษ และเป็นบทเรียนให้คนรุ่นหลังเห็นผลของการกระทำ เช่น พระองคุลิมาล แม้จะละทิ้งการฆ่าฟัน บวชในพระพุทธศาสนา ท่านก็ยังต้องเผชิญผลกรรม ในพระไตรปิฎกพรรณาว่า ท่านพระองคุลิมาลมีศีรษะแตก เลือดไหล บาตรก็แตก ผ้าสังฆาฏิก็ขาด[๒] สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า กรรมไม่หายไปเพียงเพราะพฤติกรรมเปลี่ยน แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ แม้ร่างกายจะถูกรบกวน จิตของท่านกลับไม่หวั่นไหว ไม่จองเวร ไม่ตอบโต้ และเมื่อผลกรรมฝ่ายหยาบให้ผลครบถ้วนแล้ว ชีวิตของท่านก็ดำเนินไปอย่างสงบ
จึงทำให้ผมตั้งคำถามว่า การตำหนิหรือการแบนทางสังคมควรมีขอบเขตหรือไม่ หากบุคคลหนึ่งเคยทำผิด แต่กลับตัวกลับใจมานานแล้ว ไม่ได้ทำผิดซ้ำ และพยายามใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง การตีตราเขาไว้ตลอดชีวิต อาจไม่ยุติธรรม แต่เป็นการซ้ำเติม ซึ่งส่งผลให้เกิดอกุศลภายในจิตใจของผู้ตำหนิและซ้ำเติมเพราะมุ่งเพ่งเล็งกล่าวโทษคนอื่น จ้องจับผิดคนอื่นเสียเอง ดังที่เทพมโนปโทสิกะ มัวจ้องจับผิดกันและกันเกินควร จึงคิดมุ่งร้ายต่อกัน จึงเหนื่อยกายเหนื่อยใจละจุติหรือตตายจากเทวโลกชั้นนั้น[๓] ในขณะเดียวกัน หากบุคคลใดทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่สำนึก ไม่รับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้น กรณีนั้นการที่สังคมจะตั้งมาตรการใดมาตรการหนึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
บางทีคำตอบอาจไม่ใช่ให้อภัยทุกกรณีหรือประณามทุกกรณี แต่คือการใช้โยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย แยกแยะเป็นรายกรณี ดูทั้งพฤติกรรมที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และแนวโน้มในอนาคต ฉะนั้น สุดท้ายแล้ว ผมอยากชวนผู้อ่านคิดต่อไปว่า ในฐานะสมาชิกของสังคม เราควรให้พื้นที่กับคนที่ทำผิดแล้วสำนึก พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้แค่ไหน และเส้นแบ่งระหว่างการรักษาบรรทัดฐานกับการทำลายโอกาสของใครคนหนึ่งอยู่ตรงจุดใดในความคิดเห็นของคุณ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
[๑] มจร. ๑๐. พุทธาปทานชื่อปุพพกัมมปิโลติ : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๒
[๒] มจร. ๖. อังคุลิมาลสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๓
[๓] มจร. ๑. ปาฏิกสูตร : พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๑