กองทัพภาค2 ยึดสมุดบันทึกทหารเขมร ผงะ เจอพิกัด การวางทุ่นระเบิดเพียบ กว่า 36 ทุ่น
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10058017
.

.
กองทัพภาค2 ยึดสมุดบันทึกทหารเขมร ผงะ เจอพิกัด การวางทุ่นระเบิดเพียบ กว่า 36 ทุ่น มีการวาดแผนผังระบุพื้นที่การวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก
.
วันที่ 13 ธ.ค.2568 ความคืบหน้าเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา หลังนาย
โดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกมาระบุว่าทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งต่อมาพล.ร.ต.
สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวชี้แจงกรณีว่า อยากจะถามกลับไป เป็นอุบัติเหตุจริงหรือไม่ ในเรื่องการปฏิบัติการทางทหาร เรามีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย
.
การปฏิบัติที่ผ่านมามีการเดินทางโดยพลลาดตระเวน ในเรื่องการตรวจสอบพื้นที่ต่างๆ การที่ไปเหยียบระเบิดเป็นการจงใจของฝ่ายกัมพูชาในการดำเนินการ เพราะทุ่นระเบิดถือเป็นอาวุธ ไม่ได้เป็นของเล่นที่สามารถสร้างอุบัติเหตุได้เป็นการจงใจที่มีการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ทหารเราลาดตระเวน
.
ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาเรามีการเคลียร์ทุ่นระเบิดเรียบร้อยหมดแล้ว แต่กลับเข้ามาอีก นั่นแสดงให้เห็นถึงความจงใจที่จะทำร้ายต่อชีวิต กําลังพลของเราที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นยั่วยุของทางฝ่ายกัมพูชา
.
ขณะเดียวกัน พบว่าในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.เสาธงชัย จ.ศรีสะเกษ มีชาวบ้าน 2 ราย ถูกกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิดของฝ่ายกัมพูชาได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย 1 ใน ผู้บาดเจ็บ ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณแขน เกือบขาด นอกจากนี้ แรงระเบิดจากจรวด BM-21 ยังทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนซึ่งเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น จำนวน 2 หลัง เสียหายอย่างหนัก บริเวณทางขึ้นวัดภูสามสวรรค์ ต.เสาธงชัย
.
ซึ่งล่าสุดทางกองทัพภาพที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยึดสมุดบันทึกทหารกัมพูชา ระบุพื้นที่การวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยทหารกัมพูชาบันทึกพิกัด การวางทุ่นระเบิด/กับระเบิด และวาดแผนผังการวางทุ่นระเบิด กว่า 36 ทุ่น
.
.
รัฐบาลไทย ขอประณามอย่างรุนแรง ต่อการกระทำ อันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ของฝ่ายกัมพูชา
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10058105
.
รัฐบาลไทย ขอประณามอย่างรุนแรง ต่อการกระทำ อันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ของฝ่ายกัมพูชา ยิงจรวด BM-21 มุ่งเป้าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ยืนยันใช้ทุกกลไก ปกป้องชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรี ประชาชนไทย เรียกร้อง ประชาคมโลก ร่วมกันติดตาม- ตรวจสอบ
.
13 ธ.ค. 68 – ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้เผยแพร่เอกสารข่าว รัฐบาลไทยประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ยิงจรวด BM-21 มุ่งเป้าที่ประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ ความว่า
.
รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของ ฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย บริเวณด้านหน้า บังเกอร์หลบภัย หมู่ที่ 1 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งส่งผลให้ประชาชน ผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะ ทรัพย์สินเสียหาย และก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อ ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน
.
การโจมตีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะหลักการคุ้มครองพลเรือน (Principle of Civilian Protection) และหลักการจำแนก เป้าหมายทางทหารและพลเรือน (Principle of Distinction) ซึ่งเป็นพันธกรณีที่รัฐทุกประเทศต้องยึดถือ ประเทศไทยขอยืนยันว่า พลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
.
การปฏิบัติการทางทหารใด ๆ และการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้ หลักสากล รัฐบาลไทยเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
1. ยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนโดยทันที
2. เคารพพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม
3. แสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์
.
ประเทศไทย ขอยืนยันว่า จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการดำเนินการภายใต้กรอบที่เหมาะสม เพื่อปกป้องชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชนไทย พร้อมทั้งขอเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้ร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และยืนหยัดปกป้องหลักมนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด
.
.
นักวิชาการ ชี้ ‘อนุทิน’ เลือกยุบสภาก่อนรบ.ดิ่ง ภท.ได้คะแนนชายแดน อำนาจต่อรองอยู่ที่ ‘เพื่อไทย’
https://www.matichon.co.th/politics/news_5502467
.
นักวิชาการ ชี้ ‘อนุทิน’ เลือกยุบสภาก่อนรัฐบาลดิ่งภท. ได้คะแนนชายแดนไทย-กัมพูชา อำนาจต่อรองอยู่ที่ ‘เพื่อไทย’
.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ “
อนุทิน” ยุบสภาชิงธงได้เปรียบทางการเมือง หลังโกยกระแสชายแดนไทย-กัมพูชา กลบบริหารจัดการน้ำท่วมใต้เหลว พร้อมตุนกระสุน-กำลังคน ทิ้งเชื้อความสำเร็จ “
นโยบายคนละครึ่งพลัส” ไว้แล้ว เชื่อ! เหตุที่นายกฯ ตัดสินใจ “
ยุบเร็ว” เพราะไม่อยากปล่อยให้ “
เชื้อความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทย” ลุกลามกระจายไปทั่วประเทศ เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงรัฐบาลขาลงแล้ว ระบุเลือกตั้งครั้งหน้า “
พรรคประชาชน” โดดเดี่ยว อำนาจต่อรองกลับไปอยู่กับ “
เพื่อไทย”
.
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม รศ. ดร.
อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่นาย
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาในช่วงกลางดึกของวันที่ 11 ธ.ค. 2568 หลังพรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ถือเป็นการชิงธงความได้เปรียบทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยที่มีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมรสุมหลากหลายด้าน ซึ่งการตัดสินใจของนายกฯ ในนาทีนี้ ทำให้พรรคภูมิใจได้เปรียบในสนามการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
.
ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับแรงสนับสนุนและมีภาพลักษณ์เชิงบวกจากท่าทีในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุการณ์ไทย-กัมพูชาก็ได้กลบเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม จ.สงขลา ไปแล้ว ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังประสบความสำเร็จจากนโยบายคนละครึ่งพลัสที่ได้ปูทางเอาไว้ในเฟสแรก และกำลังจะเข้าสู่เฟสสอง ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทิ้งเชื้อไว้ในการหาเสียงรอบหน้า ฉะนั้นการตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าด้วยกระสุนและทรัพยากรบุคคลที่ตุนเอาไว้อย่างเต็มที่ จึงถือเป็นการชิงธงความได้เปรียบทางการเมือง
.
“
เหตุการณ์น้ำท่วมและการรับมือที่ไม่ได้ดี อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้นายกฯ ตัดสินใจยุบสภาเร็ว เพราะพรรคภูมิใจคงไม่อยากให้เรื่องนี้กระจายไปมาก เปรียบได้กับคนมีแผลแล้วเชื้อความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทยมีโอกาสลามไปทั้งประเทศ ว่าบริหารล้มเหลว บริหารไม่เป็น ซึ่งในขณะเดียวกันเกิดเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พอทำให้ภาพลักษณ์ของนายกฯ และพรรคภูมิใจไทยดีขึ้น เมื่อประเมินแล้วจึงกล้าเสี่ยง เพราะหากชั่งน้ำหนักดูแล้ว โดยรวมยังเสียหายไม่มาก แต่ถ้าช้ากว่านี้อาจมีแผลมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ยังเพิ่งเป็นช่วงต้นของขาลงรัฐบาล” รศ. ดร.
อรรถสิทธิ์ กล่าว
.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องน้ำท่วมภาคใต้แล้ว ถือว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีแผลจากการเป็นรัฐบาลในครั้งนี้มากนัก ฉะนั้นการหาเสียงในภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.สงขลา คงต้องเหนื่อยหน่อย แต่สำหรับจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อาทิ สระแก้ว สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อาจจะแทบไม่ต้องออกแรง เพราะเป็นคะแนนที่จะมาโดยธรรมชาติจากการที่นายกฯ ยืนหยัดสู้ศึกเต็มที่
.
“
การไม่ทำตาม MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนอาจจะไม่มีผลต่อพรรคภูมิใจไทยเท่าใด เนื่องจากฐานคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่เคยปะปนกันอยู่แล้ว คนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนใจในเรื่องนโยบายหรือแนวทางเดียวกับพรรคประชาชน นี่จึงถือว่าจบภารกิจการเข้ามาเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อยุบสภา เปิดทางเลือกตั้ง และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามที่พรรคภูมิใจระบุไว้เสมอว่าพูดแล้วทำ ซึ่งพูดแล้วทำจะเป็นสิ่งที่ถูกนำไปเคลมในการเลือกตั้งรอบหน้า” รศ. ดร.
อรรถสิทธิ์ กล่าว
.
รศ. ดร.
อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นการต่อสู้กันทางการเมืองของ 3 ขั้ว ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ซึ่งหากวิเคราะห์เป็นรายพรรคจะพบว่า พรรคภูมิใจไทย ได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องหา สส.เขตเพิ่ม แต่ต้องรักษาเขตเดิมให้ได้ ประกอบกับยังมีบ้านใหญ่อีกหลายบ้านที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วย และได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ และการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงก่อนการยุบสภา
.
ขณะที่ พรรคประชาชน มีข้อเสียเปรียบในแง่ภาพลักษณ์จากการโหวตให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน และการหาเสียงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่ในการเลือกตั้งรอบหน้าอาจไม่ได้เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับปัญหาชายแดน น้ำท่วม ภัยพิบัติ แต่ก็ยังคงความได้เปรียบในเรื่องการเป็นพรรคที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งจะช่วยสร้างความนิยมในพื้นที่เมืองได้อยู่
.
สำหรับพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าเสียเปรียบทั้งตัวเลข สส. ที่ไหลออก รวมถึงผู้นำอย่างคุณ
ทักษิณ ชินวัตร ที่ยังไม่ได้ออกมาบัญชาการการเลือกตั้งด้วยตัวเอง ประกอบกับผลงานรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นพรรคที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
“
หากจะวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งหน้า ผมมองว่าพรรคประชาชนจะโดดเดี่ยวและเสียเครดิตในการต่อรองเป็นอย่างมาก เพราะเลือกที่จะหักเพื่อไทยไปจับกับภูมิใจไทย แล้วกลับถูกภูมิใจไทยหักอีกที ดังนั้นอำนาจการต่อรองจึงจะกลับมาอยู่ที่พรรคเพื่อไทยแทน แต่คำถามคือพรรคเพื่อไทยจะมีเสียงให้ต่อรองในสภาเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงจัดทัพการเลือกตั้งของนักการเมือง สิ่งที่ต้องจับตาคือเรื่องการย้ายพรรคของ สส. ทั้งหน้าเก่าและใหม่ แต่ก็คงต้องดูว่าพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งออกมาแล้วจะย้ายพรรคกันทันไหม” รศ. ดร.
อรรถสิทธิ์ กล่าว.
JJNY : ยึดสมุดทหารเขมร เจอพิกัดวางทุ่น│ประณามกัมพูชา│ชี้เลือกยุบสภาก่อนรบ.ดิ่ง│ไฟไหม้“เรือตุรกี” หลังรัสเซียโจมตียูเครน
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10058017
.
.
กองทัพภาค2 ยึดสมุดบันทึกทหารเขมร ผงะ เจอพิกัด การวางทุ่นระเบิดเพียบ กว่า 36 ทุ่น มีการวาดแผนผังระบุพื้นที่การวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก
.
วันที่ 13 ธ.ค.2568 ความคืบหน้าเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา หลังนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ออกมาระบุว่าทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดขาขาดเป็นอุบัติเหตุ ซึ่งต่อมาพล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวชี้แจงกรณีว่า อยากจะถามกลับไป เป็นอุบัติเหตุจริงหรือไม่ ในเรื่องการปฏิบัติการทางทหาร เรามีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย
.
การปฏิบัติที่ผ่านมามีการเดินทางโดยพลลาดตระเวน ในเรื่องการตรวจสอบพื้นที่ต่างๆ การที่ไปเหยียบระเบิดเป็นการจงใจของฝ่ายกัมพูชาในการดำเนินการ เพราะทุ่นระเบิดถือเป็นอาวุธ ไม่ได้เป็นของเล่นที่สามารถสร้างอุบัติเหตุได้เป็นการจงใจที่มีการวางทุ่นระเบิดในพื้นที่ที่ทหารเราลาดตระเวน
.
ซึ่งในห้วงที่ผ่านมาเรามีการเคลียร์ทุ่นระเบิดเรียบร้อยหมดแล้ว แต่กลับเข้ามาอีก นั่นแสดงให้เห็นถึงความจงใจที่จะทำร้ายต่อชีวิต กําลังพลของเราที่ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นยั่วยุของทางฝ่ายกัมพูชา
.
ขณะเดียวกัน พบว่าในพื้นที่ หมู่ที่ 1 ต.เสาธงชัย จ.ศรีสะเกษ มีชาวบ้าน 2 ราย ถูกกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิดของฝ่ายกัมพูชาได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย 1 ใน ผู้บาดเจ็บ ถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณแขน เกือบขาด นอกจากนี้ แรงระเบิดจากจรวด BM-21 ยังทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชนซึ่งเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น จำนวน 2 หลัง เสียหายอย่างหนัก บริเวณทางขึ้นวัดภูสามสวรรค์ ต.เสาธงชัย
.
ซึ่งล่าสุดทางกองทัพภาพที่ 2 ได้ออกมาเปิดเผยว่า ยึดสมุดบันทึกทหารกัมพูชา ระบุพื้นที่การวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยทหารกัมพูชาบันทึกพิกัด การวางทุ่นระเบิด/กับระเบิด และวาดแผนผังการวางทุ่นระเบิด กว่า 36 ทุ่น
.
.
รัฐบาลไทย ขอประณามอย่างรุนแรง ต่อการกระทำ อันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ของฝ่ายกัมพูชา
https://www.khaosod.co.th/update-news/news_10058105
.
รัฐบาลไทย ขอประณามอย่างรุนแรง ต่อการกระทำ อันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรม ของฝ่ายกัมพูชา ยิงจรวด BM-21 มุ่งเป้าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ยืนยันใช้ทุกกลไก ปกป้องชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรี ประชาชนไทย เรียกร้อง ประชาคมโลก ร่วมกันติดตาม- ตรวจสอบ
.
13 ธ.ค. 68 – ศูนย์แถลงข่าวร่วม สถานการณ์ไทย-กัมพูชา ได้เผยแพร่เอกสารข่าว รัฐบาลไทยประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ยิงจรวด BM-21 มุ่งเป้าที่ประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ ความว่า
.
รัฐบาลไทยขอประณามอย่างรุนแรงต่อการกระทำอันโหดร้ายและไร้มนุษยธรรมของ ฝ่ายกัมพูชา จากการใช้อาวุธจรวด BM-21 ยิงตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนในเขตแดนไทย บริเวณด้านหน้า บังเกอร์หลบภัย หมู่ที่ 1 ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งส่งผลให้ประชาชน ผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บสาหัส สูญเสียอวัยวะ ทรัพย์สินเสียหาย และก่อให้เกิดความหวาดกลัวต่อ ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน
.
การโจมตีดังกล่าวเป็นการกระทำที่ละเมิดหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะหลักการคุ้มครองพลเรือน (Principle of Civilian Protection) และหลักการจำแนก เป้าหมายทางทหารและพลเรือน (Principle of Distinction) ซึ่งเป็นพันธกรณีที่รัฐทุกประเทศต้องยึดถือ ประเทศไทยขอยืนยันว่า พลเรือนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ
.
การปฏิบัติการทางทหารใด ๆ และการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนเช่นนี้ไม่อาจยอมรับได้ภายใต้ หลักสากล รัฐบาลไทยเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
1. ยุติการใช้กำลังต่อพลเรือนโดยทันที
2. เคารพพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม
3. แสดงความรับผิดชอบต่อความสูญเสีย ที่เกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์
.
ประเทศไทย ขอยืนยันว่า จะใช้ทุกกลไกที่มีอยู่ในการดำเนินการภายใต้กรอบที่เหมาะสม เพื่อปกป้องชีวิต ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีของประชาชนไทย พร้อมทั้งขอเรียกร้องต่อประชาคมโลก ให้ร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ และยืนหยัดปกป้องหลักมนุษยธรรมอย่างถึงที่สุด
.
.
นักวิชาการ ชี้ ‘อนุทิน’ เลือกยุบสภาก่อนรบ.ดิ่ง ภท.ได้คะแนนชายแดน อำนาจต่อรองอยู่ที่ ‘เพื่อไทย’
https://www.matichon.co.th/politics/news_5502467
.
นักวิชาการ ชี้ ‘อนุทิน’ เลือกยุบสภาก่อนรัฐบาลดิ่งภท. ได้คะแนนชายแดนไทย-กัมพูชา อำนาจต่อรองอยู่ที่ ‘เพื่อไทย’
.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ “อนุทิน” ยุบสภาชิงธงได้เปรียบทางการเมือง หลังโกยกระแสชายแดนไทย-กัมพูชา กลบบริหารจัดการน้ำท่วมใต้เหลว พร้อมตุนกระสุน-กำลังคน ทิ้งเชื้อความสำเร็จ “นโยบายคนละครึ่งพลัส” ไว้แล้ว เชื่อ! เหตุที่นายกฯ ตัดสินใจ “ยุบเร็ว” เพราะไม่อยากปล่อยให้ “เชื้อความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทย” ลุกลามกระจายไปทั่วประเทศ เพราะเริ่มเข้าสู่ช่วงรัฐบาลขาลงแล้ว ระบุเลือกตั้งครั้งหน้า “พรรคประชาชน” โดดเดี่ยว อำนาจต่อรองกลับไปอยู่กับ “เพื่อไทย”
.
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศยุบสภาในช่วงกลางดึกของวันที่ 11 ธ.ค. 2568 หลังพรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น ถือเป็นการชิงธงความได้เปรียบทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยที่มีนัยสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญมรสุมหลากหลายด้าน ซึ่งการตัดสินใจของนายกฯ ในนาทีนี้ ทำให้พรรคภูมิใจได้เปรียบในสนามการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น
.
ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้พรรคภูมิใจไทยกำลังได้รับแรงสนับสนุนและมีภาพลักษณ์เชิงบวกจากท่าทีในเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และเหตุการณ์ไทย-กัมพูชาก็ได้กลบเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วม จ.สงขลา ไปแล้ว ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยยังประสบความสำเร็จจากนโยบายคนละครึ่งพลัสที่ได้ปูทางเอาไว้ในเฟสแรก และกำลังจะเข้าสู่เฟสสอง ซึ่งถือเป็นผลงานชิ้นโบแดงที่ทิ้งเชื้อไว้ในการหาเสียงรอบหน้า ฉะนั้นการตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าด้วยกระสุนและทรัพยากรบุคคลที่ตุนเอาไว้อย่างเต็มที่ จึงถือเป็นการชิงธงความได้เปรียบทางการเมือง
.
“เหตุการณ์น้ำท่วมและการรับมือที่ไม่ได้ดี อาจเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้นายกฯ ตัดสินใจยุบสภาเร็ว เพราะพรรคภูมิใจคงไม่อยากให้เรื่องนี้กระจายไปมาก เปรียบได้กับคนมีแผลแล้วเชื้อความไม่ไว้วางใจภูมิใจไทยมีโอกาสลามไปทั้งประเทศ ว่าบริหารล้มเหลว บริหารไม่เป็น ซึ่งในขณะเดียวกันเกิดเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชา ที่พอทำให้ภาพลักษณ์ของนายกฯ และพรรคภูมิใจไทยดีขึ้น เมื่อประเมินแล้วจึงกล้าเสี่ยง เพราะหากชั่งน้ำหนักดูแล้ว โดยรวมยังเสียหายไม่มาก แต่ถ้าช้ากว่านี้อาจมีแผลมากกว่านี้ เพราะตอนนี้ยังเพิ่งเป็นช่วงต้นของขาลงรัฐบาล” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
.
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า นอกจากเรื่องน้ำท่วมภาคใต้แล้ว ถือว่าพรรคภูมิใจไทยไม่มีแผลจากการเป็นรัฐบาลในครั้งนี้มากนัก ฉะนั้นการหาเสียงในภาคใต้ โดยเฉพาะ จ.สงขลา คงต้องเหนื่อยหน่อย แต่สำหรับจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา อาทิ สระแก้ว สุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อาจจะแทบไม่ต้องออกแรง เพราะเป็นคะแนนที่จะมาโดยธรรมชาติจากการที่นายกฯ ยืนหยัดสู้ศึกเต็มที่
.
“การไม่ทำตาม MOA ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนอาจจะไม่มีผลต่อพรรคภูมิใจไทยเท่าใด เนื่องจากฐานคะแนนเสียงของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชนไม่เคยปะปนกันอยู่แล้ว คนที่เลือกพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนใจในเรื่องนโยบายหรือแนวทางเดียวกับพรรคประชาชน นี่จึงถือว่าจบภารกิจการเข้ามาเป็นรัฐบาลชั่วคราวเพื่อยุบสภา เปิดทางเลือกตั้ง และจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ตามที่พรรคภูมิใจระบุไว้เสมอว่าพูดแล้วทำ ซึ่งพูดแล้วทำจะเป็นสิ่งที่ถูกนำไปเคลมในการเลือกตั้งรอบหน้า” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว
.
รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าวต่อไปว่า การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้จะเป็นการต่อสู้กันทางการเมืองของ 3 ขั้ว ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชน และพรรคเพื่อไทย ซึ่งหากวิเคราะห์เป็นรายพรรคจะพบว่า พรรคภูมิใจไทย ได้เปรียบตรงที่ไม่ต้องหา สส.เขตเพิ่ม แต่ต้องรักษาเขตเดิมให้ได้ ประกอบกับยังมีบ้านใหญ่อีกหลายบ้านที่จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วย และได้เปรียบจากการเป็นรัฐบาลรักษาการ และการแต่งตั้งโยกย้ายในช่วงก่อนการยุบสภา
.
ขณะที่ พรรคประชาชน มีข้อเสียเปรียบในแง่ภาพลักษณ์จากการโหวตให้ภูมิใจไทยเป็นรัฐบาลอย่างแน่นอน และการหาเสียงเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่ในการเลือกตั้งรอบหน้าอาจไม่ได้เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจมากเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับปัญหาชายแดน น้ำท่วม ภัยพิบัติ แต่ก็ยังคงความได้เปรียบในเรื่องการเป็นพรรคที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและอุดมการณ์ทางการเมือง ซึ่งจะช่วยสร้างความนิยมในพื้นที่เมืองได้อยู่
.
สำหรับพรรคเพื่อไทย แน่นอนว่าเสียเปรียบทั้งตัวเลข สส. ที่ไหลออก รวมถึงผู้นำอย่างคุณทักษิณ ชินวัตร ที่ยังไม่ได้ออกมาบัญชาการการเลือกตั้งด้วยตัวเอง ประกอบกับผลงานรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นพรรคที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
“หากจะวิเคราะห์การเลือกตั้งครั้งหน้า ผมมองว่าพรรคประชาชนจะโดดเดี่ยวและเสียเครดิตในการต่อรองเป็นอย่างมาก เพราะเลือกที่จะหักเพื่อไทยไปจับกับภูมิใจไทย แล้วกลับถูกภูมิใจไทยหักอีกที ดังนั้นอำนาจการต่อรองจึงจะกลับมาอยู่ที่พรรคเพื่อไทยแทน แต่คำถามคือพรรคเพื่อไทยจะมีเสียงให้ต่อรองในสภาเพียงพอหรือไม่ ซึ่งในสัปดาห์นี้จะเป็นช่วงจัดทัพการเลือกตั้งของนักการเมือง สิ่งที่ต้องจับตาคือเรื่องการย้ายพรรคของ สส. ทั้งหน้าเก่าและใหม่ แต่ก็คงต้องดูว่าพระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้งออกมาแล้วจะย้ายพรรคกันทันไหม” รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ กล่าว.