สวัสดี อยากสอบถามทุกคน ความยุติธรรม มีจริงไหม ?
และเราตัวเล็กๆ แทบไม่ มีพื้นที่ให้ยืน จะทำยังไงได้บ้าง ?
(1)ขอเล่าเรื่องราวชีวิตคร่าวๆ อาจจะยาวหน่อย
เราเป็นเด็กคนนึงที่ใช้ชีวิตปกติสุขมาตลอด จนเริ่มเข้า ปวช.หรือเทียบเท่า ม.4
พี่สาวเราเขาด่าเราประจำ ด่าตั้งแต่ช่วง ม.ต้น แรกๆ เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
แต่พอนานวัน หลายปีเข้า สิ่งที่เขาด่า มันไม่จริงเลยด้วยซ้ำ เช่น
บอกว่าเราไม่ทำงานบ้าน ทั้งที่เราทำแล้ว ตอนนั้นเราเด็ก
ในยุคที่โทรศัพท์พึ่งมีได้ไม่กี่ปี เราก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับคนในครอบครัว
เพราะเราก็เด็ก พี่สาวเรามักจะโทรบอกคนในครอบครัว
ว่าเราไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ ตั้งแต่ม.ต้น เราอยู่กับพี่สาว2 คน
ก่อนหน้า เราอยู่กับปู่ ย่า พี่คนกลาง ส่วนใหญ่ ตอนเด็กๆ พี่คนโตก็อยู่ด้วย
แต่พอเข้าม.1 ก็ย้ายไปอยู่ในเมือง เราก็ประมาณ ป.2
ตอนเราเด็กๆรักกันมากกับพี่สาวคนโตแต่พอหลังๆ เขาก็ไม่เหมือนเดิม
สาระสำคัญ
เริ่มต้นด้วยการบอกให้เราเลิกเรียน บอกว่าแม่ไม่มีปัญญาส่ง
และยังคงด่าเรา เรื่องจุกจิก อยู่ตลอด
หนักสุดคือ บอกแม่ว่าเราไปไม่เรียน ทั้งที่เราก็อยู่ที่วิทลัย
แม่ลงมาหาที่วิทลัยตอนกำลังเรียนอยู่ถึง 2 ครั้ง แม่ทำงานต่างจังหวัด จะมาหาปีละครั้ง ส่วนมาก
สักพักเราเรียนไป จนช่วง ปวช.2 เทอม2 เริ่มมีอาการของ โรคซึมเศร้า
เราไม่ยอมรับตัวเอง ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่เป็น ไม่เชื่อ และไม่ยอมรับ
เพื่อนก็บอกว่าเราคิดไปเอง เราก็ไม่ยอมรับมันเช่นกัน
จบไปกับ เหตุการณ์ที่ : 1
(2)ต่อจากนั้น เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติได้
เรียนอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง สอบแบบส่งกระดาษเปล่า นั่งเรียนอยู่ดีๆก็น้ำตาไหล
แต่สู้มาตลอด จนฝึกงาน แต่ก็ไม่รอด เพราะโรคซึมเศร้า
แม่ไม่ส่งเงินให้ เพราะเชื่อคำพูดพี่สาวว่าเราไม่ไปเรียน
เราไปทำงาน หาเงินไปเรียน แต่อาการก็หนักเกิน
เพราะเราไม่ยอมรับโรคที่เป็น ไม่ได้รักษา
เราไปเรียน โดยที่รุ่นพี่ที่รู้จักกันให้เงินค่าเทอม และเงินกินข้าว
บทสุดท้าย เราต้องเลือก
ว่าจะทำงานหาเลี้ยงปากท้อง หรือจะเรียน
แต่เราคงเลือกเรียนไม่ได้ ถ้าเรียนเต็มเวลา คงทำงานไม่ไหว
ด้วยอาการซึมเศร้าหนักขั้นรุนแรง มีผลต่อร่างกายมาก เหนื่อยง่าย กำเริบตลอด
เราไม่เคยยอมเเพ้ เราอ่อนต่อโลก
ไปสมัครงาน ก็บอกตรงๆว่าเราเป็นซึมเศร้า
ช่วงทำงานเต็มตัวเราเริ่มยอมรับการรักษา แต่ก็ไม่ได้เชื่อว่ามันหายได้
ล้มลุกคลุกคลานมาหลายปี มีผลต่องาน
เนื่องจากความคิดการตัดสินใจที่ผิดเพยน
ทำงานได้ดี แต่กลัวเกินไป กลัวการลางาน
กลัวที่จะบอกคนอื่นว่าขอหยุด ไม่ไหว
จุดพีค
เราก็เปลี่ยนงานมาเรื่อย จนมีงานนึง ที่เรากลับมาอยู่ที่บ้าน
พี่สาวออกรถให้เป็นชื่อเขา เราออกเป็นชื่อเราได้ แต่เพราะวันนั้นเราต้องไปหาหมอพอดี
เวลาที่เขาโกรธ เขาจะยึดรถ ยึดกุญแจ ทำให้ชีวิตเราลำบากมาก
เสียเงิน โดนใบเตือน โดนให้ออกจากงาน เพราะไปทำงานสาย
เราจ่ายค่ารถรับจ้าง ไป กลับ วันละ 200 กว่าบาท
หรือโชคดีก็อาจต่ำกว่านั้นมีหลายครั้ง หลายเหตุการณ์
จนเราก็ทำงาน เข้าโรงพยาบาล วนลูป ใน 5 ปี ก็เข้ารพ. 3 ครั้ง
เราจ่ายค่างวดรถช้าบ้าง นิดหน่อย แต่โดนกดดัน ยึดรถ ด่า ประจำ
ทวงโหดกว่าดอกรายวัน เช่น เราจ่ายไปส่วนนึงแล้ว
และเงินเดือนออกสิ้นเดือน พี่สาวจะทวง ด่าตั้งแต่ต้นเดือน ยันถึงวันเงินออก
โตมา เราถึงมารู้ว่า สามารถจ่ายช้าได้ตั้ง 3 เดือน
เราจ่ายช้า พี่สาวก็จะคิดดอกเบี้ย เราก็จ่ายตลอด
สรุป เราจ่ายมาจนเหลือแค่ 20,000 กว่าบาท
ทุลักทุเล สุดท้ายเขายึดรถ เอาไปรีไฟแนนซ์ และเอาไปเป็นของตัวเอง
ค่างวด 2,450 × 36
จบไปกับ เหตุการณ์ที่ : 2 สุดท้าย
เราไม่มีเงิน ไม่มีงาน แม่ฟูลไทม์ พี่สาวเอารถเราไปช่วงต้นปี 68
เราจะทำอะไรได้บ้าง เราไม่มีคนในครอบครัว ไม่มีใคร
แฟนเราก็ไม่สามารถช่วยได้ เพราะเขาก็ต้องหาเงินคนเดียว
ไม่มีเวลาไปเคลียร์ ขึ้นโรง ขึ้นศาล
*หรือควรปล่อย แล้วรอที่เราจะสร้างใหม่ แต่ว่าความยุติธรรมมันจะไม่มีเลยหรอ
เราก็ทำได้แค่ รอวันที่เราไปทำงาน มีเงิน ตั้งตัวใหม่อีกครั้ง
ทนายแนะนำให้ไกล่เกลี่ย และรอเรามีเงิน
ความจริงเราไม่ได้อยากได้รถคืน แต่เราอยากได้ความยุติธรรมกับเราบ้าง.
เราคิดเสมอว่า มันต้องมีกฏหมายสักอย่างคุ้มครองเราบ้าง
แต่มันก็เหมือนจะเป็นแค่ตัวหนังสือ เป็นกฏหมายจางๆ มองไม่เห็นความหวัง
ยิ่งกับคนที่แทบไม่มีอะไรในชีวิต ก็ต้องทนรอ อีกนานและสู้ และเจ็บต่อไปก่อน
ก็แค่ตัวคนเดียว ไม่มีที่พึ่ง ที่ต้องสู้มันตลอด เข็มแข็ง
หวังว่าชะตาจะใจดีกับเราบ้าง ไม่เหลือใคร และต้องยังยืนให้ไหว
เพราะมีอีกคนที่ต้องดูแลเขาอย่างดี
โดนคนในครอบครัวตัวเอง ใส่ร้ายเอาเปรียบ ด่าทอ
และเราตัวเล็กๆ แทบไม่ มีพื้นที่ให้ยืน จะทำยังไงได้บ้าง ?
(1)ขอเล่าเรื่องราวชีวิตคร่าวๆ อาจจะยาวหน่อย
เราเป็นเด็กคนนึงที่ใช้ชีวิตปกติสุขมาตลอด จนเริ่มเข้า ปวช.หรือเทียบเท่า ม.4
พี่สาวเราเขาด่าเราประจำ ด่าตั้งแต่ช่วง ม.ต้น แรกๆ เราก็ไม่ได้รู้สึกอะไร
แต่พอนานวัน หลายปีเข้า สิ่งที่เขาด่า มันไม่จริงเลยด้วยซ้ำ เช่น
บอกว่าเราไม่ทำงานบ้าน ทั้งที่เราทำแล้ว ตอนนั้นเราเด็ก
ในยุคที่โทรศัพท์พึ่งมีได้ไม่กี่ปี เราก็ไม่ค่อยได้ติดต่อกับคนในครอบครัว
เพราะเราก็เด็ก พี่สาวเรามักจะโทรบอกคนในครอบครัว
ว่าเราไม่ดีอย่างนั้น อย่างนี้ ตั้งแต่ม.ต้น เราอยู่กับพี่สาว2 คน
ก่อนหน้า เราอยู่กับปู่ ย่า พี่คนกลาง ส่วนใหญ่ ตอนเด็กๆ พี่คนโตก็อยู่ด้วย
แต่พอเข้าม.1 ก็ย้ายไปอยู่ในเมือง เราก็ประมาณ ป.2
ตอนเราเด็กๆรักกันมากกับพี่สาวคนโตแต่พอหลังๆ เขาก็ไม่เหมือนเดิม
สาระสำคัญ
เริ่มต้นด้วยการบอกให้เราเลิกเรียน บอกว่าแม่ไม่มีปัญญาส่ง
และยังคงด่าเรา เรื่องจุกจิก อยู่ตลอด
หนักสุดคือ บอกแม่ว่าเราไปไม่เรียน ทั้งที่เราก็อยู่ที่วิทลัย
แม่ลงมาหาที่วิทลัยตอนกำลังเรียนอยู่ถึง 2 ครั้ง แม่ทำงานต่างจังหวัด จะมาหาปีละครั้ง ส่วนมาก
สักพักเราเรียนไป จนช่วง ปวช.2 เทอม2 เริ่มมีอาการของ โรคซึมเศร้า
เราไม่ยอมรับตัวเอง ตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่เป็น ไม่เชื่อ และไม่ยอมรับ
เพื่อนก็บอกว่าเราคิดไปเอง เราก็ไม่ยอมรับมันเช่นกัน
จบไปกับ เหตุการณ์ที่ : 1
(2)ต่อจากนั้น เราไม่สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติได้
เรียนอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง สอบแบบส่งกระดาษเปล่า นั่งเรียนอยู่ดีๆก็น้ำตาไหล
แต่สู้มาตลอด จนฝึกงาน แต่ก็ไม่รอด เพราะโรคซึมเศร้า
แม่ไม่ส่งเงินให้ เพราะเชื่อคำพูดพี่สาวว่าเราไม่ไปเรียน
เราไปทำงาน หาเงินไปเรียน แต่อาการก็หนักเกิน
เพราะเราไม่ยอมรับโรคที่เป็น ไม่ได้รักษา
เราไปเรียน โดยที่รุ่นพี่ที่รู้จักกันให้เงินค่าเทอม และเงินกินข้าว
บทสุดท้าย เราต้องเลือก
ว่าจะทำงานหาเลี้ยงปากท้อง หรือจะเรียน
แต่เราคงเลือกเรียนไม่ได้ ถ้าเรียนเต็มเวลา คงทำงานไม่ไหว
ด้วยอาการซึมเศร้าหนักขั้นรุนแรง มีผลต่อร่างกายมาก เหนื่อยง่าย กำเริบตลอด
เราไม่เคยยอมเเพ้ เราอ่อนต่อโลก
ไปสมัครงาน ก็บอกตรงๆว่าเราเป็นซึมเศร้า
ช่วงทำงานเต็มตัวเราเริ่มยอมรับการรักษา แต่ก็ไม่ได้เชื่อว่ามันหายได้
ล้มลุกคลุกคลานมาหลายปี มีผลต่องาน
เนื่องจากความคิดการตัดสินใจที่ผิดเพยน
ทำงานได้ดี แต่กลัวเกินไป กลัวการลางาน
กลัวที่จะบอกคนอื่นว่าขอหยุด ไม่ไหว
จุดพีค
เราก็เปลี่ยนงานมาเรื่อย จนมีงานนึง ที่เรากลับมาอยู่ที่บ้าน
พี่สาวออกรถให้เป็นชื่อเขา เราออกเป็นชื่อเราได้ แต่เพราะวันนั้นเราต้องไปหาหมอพอดี
เวลาที่เขาโกรธ เขาจะยึดรถ ยึดกุญแจ ทำให้ชีวิตเราลำบากมาก
เสียเงิน โดนใบเตือน โดนให้ออกจากงาน เพราะไปทำงานสาย
เราจ่ายค่ารถรับจ้าง ไป กลับ วันละ 200 กว่าบาท
หรือโชคดีก็อาจต่ำกว่านั้นมีหลายครั้ง หลายเหตุการณ์
จนเราก็ทำงาน เข้าโรงพยาบาล วนลูป ใน 5 ปี ก็เข้ารพ. 3 ครั้ง
เราจ่ายค่างวดรถช้าบ้าง นิดหน่อย แต่โดนกดดัน ยึดรถ ด่า ประจำ
ทวงโหดกว่าดอกรายวัน เช่น เราจ่ายไปส่วนนึงแล้ว
และเงินเดือนออกสิ้นเดือน พี่สาวจะทวง ด่าตั้งแต่ต้นเดือน ยันถึงวันเงินออก
โตมา เราถึงมารู้ว่า สามารถจ่ายช้าได้ตั้ง 3 เดือน
เราจ่ายช้า พี่สาวก็จะคิดดอกเบี้ย เราก็จ่ายตลอด
สรุป เราจ่ายมาจนเหลือแค่ 20,000 กว่าบาท
ทุลักทุเล สุดท้ายเขายึดรถ เอาไปรีไฟแนนซ์ และเอาไปเป็นของตัวเอง
ค่างวด 2,450 × 36
จบไปกับ เหตุการณ์ที่ : 2 สุดท้าย
เราไม่มีเงิน ไม่มีงาน แม่ฟูลไทม์ พี่สาวเอารถเราไปช่วงต้นปี 68
เราจะทำอะไรได้บ้าง เราไม่มีคนในครอบครัว ไม่มีใคร
แฟนเราก็ไม่สามารถช่วยได้ เพราะเขาก็ต้องหาเงินคนเดียว
ไม่มีเวลาไปเคลียร์ ขึ้นโรง ขึ้นศาล
*หรือควรปล่อย แล้วรอที่เราจะสร้างใหม่ แต่ว่าความยุติธรรมมันจะไม่มีเลยหรอ
เราก็ทำได้แค่ รอวันที่เราไปทำงาน มีเงิน ตั้งตัวใหม่อีกครั้ง
ทนายแนะนำให้ไกล่เกลี่ย และรอเรามีเงิน
ความจริงเราไม่ได้อยากได้รถคืน แต่เราอยากได้ความยุติธรรมกับเราบ้าง.
เราคิดเสมอว่า มันต้องมีกฏหมายสักอย่างคุ้มครองเราบ้าง
แต่มันก็เหมือนจะเป็นแค่ตัวหนังสือ เป็นกฏหมายจางๆ มองไม่เห็นความหวัง
ยิ่งกับคนที่แทบไม่มีอะไรในชีวิต ก็ต้องทนรอ อีกนานและสู้ และเจ็บต่อไปก่อน
ก็แค่ตัวคนเดียว ไม่มีที่พึ่ง ที่ต้องสู้มันตลอด เข็มแข็ง
หวังว่าชะตาจะใจดีกับเราบ้าง ไม่เหลือใคร และต้องยังยืนให้ไหว
เพราะมีอีกคนที่ต้องดูแลเขาอย่างดี