(28 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และกรรมการสภาดิจิทัล (DCT) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเด็นหนึ่งที่ร้อนแรงในโลกโซเชียลตอนนี้คือ “เรียนจบอเมริกาแต่กลับมาหางานในไทยไม่ได้” ฟังแล้วหลายคนตกใจ แต่ถ้าลองแยกเป็นประเด็นจริง ๆ จะเห็นภาพที่ชัดขึ้นมากว่าการเรียนเมืองนอกไม่ใช่ใบเบิกทางอีกต่อไป และนี่คือเหตุผลสำคัญที่หลายคนอาจไม่กล้าพูดตรง ๆ
https://www.facebook.com/share/p/1BEc1GV2S3/?mibextid=wwXIfr
1) ภาษาอังกฤษไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกแล้ว ยุคก่อนใครพูดอังกฤษคล่องคือได้เปรียบ แต่วันนี้หลักสูตรอินเตอร์ในไทย โรงเรียนอินเตอร์ และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ทำให้เด็กไทยจำนวนมากพูดได้ในระดับ Native แล้ว ดังนั้นจบอเมริกาไม่ใช่ “จุดขาย” เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป
2) อยู่ที่กิจกรรมและ Leadership มากกว่าใบปริญญา มหาวิทยาลัยอเมริกาเปิดโอกาสเรื่องกิจกรรมอย่างเหลือเฟือ แต่สุดท้ายขึ้นกับ “ผู้เรียนเอง” ถ้าจบมาโดยไม่เคยเป็นประธานหรือรองประธานชมรม นักกีฬา อาสาสมัคร หรือทำอะไรที่สะท้อนภาวะผู้นำ บอกเลยว่าคะแนนตรงนี้สู้เด็กไทยที่มีโปรไฟล์แน่น ๆ ไม่ได้เลย
3) วิชาการอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ ต้องมี “งานจริง” เป็นฐาน บริษัทในไทยมองหา “ประสบการณ์ทำงานที่จับต้องได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานใช้แรง งานบริการ งานพาร์ทไทม์ หรือฝึกงานที่มีผลลัพธ์วัดได้ เด็กไทยหลายคนมีพอร์ตนี้แน่นเพราะทำงานระหว่างเรียน จึงไม่ได้ด้อยกว่าเด็กจบต่างประเทศเลย
4) เด็กต่างชาติที่เรียนในอเมริกาต้อง “โดดเด่นกว่า” เพื่อเอาชนะข้อจำกัด เพราะการแข่งขันเข้าฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติในบริษัทชั้นนำในเอมริกาโหดมาก มีแค่ประมาณ 10% ที่ได้ฝึกงาน และจากกลุ่มนั้นจะมีเพียง 10% ที่ได้ job offer จริง คนที่ได้งานต่อ เงินเดือนเกิน 200,000 บาทเป็นเรื่องปกติ แต่ที่สำคัญกว่าคือ “โอกาสเติบโตในสายงาน” ซึ่งไม่ได้มอบให้ทุกคน
5) ช่องว่าง Ranking ของมหาวิทยาลัยอเมริกากว้างแบบสุดขั้ว บางมหาวิทยาลัยรับง่าย (Acceptance Rate สูง) แต่ Ranking ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของไทย ดังนั้นการบอกว่า “จบอเมริกา” ไม่ใช่ข้อมูลที่ทำให้ HR ตัดสินใจอะไรได้เลย ต้องดูลึกกว่านั้นทั้งหลักสูตร ผลงาน และคุณภาพของโรงเรียน
6) บางคนเรียนในอเมริกาแต่ใช้ชีวิตแบบ “อยู่ในกลุ่มไทยด้วยกัน” เรียนต่างประเทศแต่ไม่เคยเข้ากิจกรรมสากล ไม่เคยทำงานร่วมกับเด็กชาติอื่น อยู่ในคอมฟอร์ตโซนเดิม ๆ สุดท้ายจบมาก็ไม่มีทั้ง Soft Skills, Network, Leadership ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้จากการเรียนเมืองนอกมากที่สุด
อย่าลืมว่าเด็กไทยที่ตั้งใจอยู่ไทยตั้งแต่แรก สามารถวางแผน Career Path ได้คมกว่า
เพราะเขารู้ว่าต้องทำพอร์ตแบบไหน ต้องฝึกงานกับบริษัทไหน ต้องสร้าง Connection กับใคร ขณะที่หลายคนที่เรียนไกลบ้านมักโฟกัสแค่เรียนให้จบ พอกลับไทยก็เริ่มสร้างใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ทำให้ตามคนอื่นไม่ทันแม้จะมีชื่อมหาวิทยาลัยหรูหรา
ทุกวันนี้ “ประเทศที่เรียนจบมา” ไม่ได้กำหนดโอกาสในชีวิตเท่า “สิ่งที่คุณทำระหว่างเรียน” ในโลกแบบใหม่ ค่าแรงสูงอยู่ที่ Skill ที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่เมืองที่คุณถ่ายรูปรับปริญญา
เพราะท้ายที่สุด โลกการทำงานไม่เคยถามว่าคุณเรียนที่ไหน แต่ถามว่า… คุณทำอะไรได้บ้าง?
ที่มา :
https://www.facebook.com/100001294357814/posts/25082732181353248/?rdid=C19NAQ4OIcpuHdh9#
ผู้เชี่ยวชาญเทคฯ ชี้ “จบนอก” ไม่การันตี มีงานทำ
https://www.facebook.com/share/p/1BEc1GV2S3/?mibextid=wwXIfr
1) ภาษาอังกฤษไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกแล้ว ยุคก่อนใครพูดอังกฤษคล่องคือได้เปรียบ แต่วันนี้หลักสูตรอินเตอร์ในไทย โรงเรียนอินเตอร์ และสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ทำให้เด็กไทยจำนวนมากพูดได้ในระดับ Native แล้ว ดังนั้นจบอเมริกาไม่ใช่ “จุดขาย” เหมือนสมัยก่อนอีกต่อไป
2) อยู่ที่กิจกรรมและ Leadership มากกว่าใบปริญญา มหาวิทยาลัยอเมริกาเปิดโอกาสเรื่องกิจกรรมอย่างเหลือเฟือ แต่สุดท้ายขึ้นกับ “ผู้เรียนเอง” ถ้าจบมาโดยไม่เคยเป็นประธานหรือรองประธานชมรม นักกีฬา อาสาสมัคร หรือทำอะไรที่สะท้อนภาวะผู้นำ บอกเลยว่าคะแนนตรงนี้สู้เด็กไทยที่มีโปรไฟล์แน่น ๆ ไม่ได้เลย
3) วิชาการอย่างเดียวไม่ตอบโจทย์ ต้องมี “งานจริง” เป็นฐาน บริษัทในไทยมองหา “ประสบการณ์ทำงานที่จับต้องได้” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นงานใช้แรง งานบริการ งานพาร์ทไทม์ หรือฝึกงานที่มีผลลัพธ์วัดได้ เด็กไทยหลายคนมีพอร์ตนี้แน่นเพราะทำงานระหว่างเรียน จึงไม่ได้ด้อยกว่าเด็กจบต่างประเทศเลย
4) เด็กต่างชาติที่เรียนในอเมริกาต้อง “โดดเด่นกว่า” เพื่อเอาชนะข้อจำกัด เพราะการแข่งขันเข้าฝึกงานของนักศึกษาต่างชาติในบริษัทชั้นนำในเอมริกาโหดมาก มีแค่ประมาณ 10% ที่ได้ฝึกงาน และจากกลุ่มนั้นจะมีเพียง 10% ที่ได้ job offer จริง คนที่ได้งานต่อ เงินเดือนเกิน 200,000 บาทเป็นเรื่องปกติ แต่ที่สำคัญกว่าคือ “โอกาสเติบโตในสายงาน” ซึ่งไม่ได้มอบให้ทุกคน
5) ช่องว่าง Ranking ของมหาวิทยาลัยอเมริกากว้างแบบสุดขั้ว บางมหาวิทยาลัยรับง่าย (Acceptance Rate สูง) แต่ Ranking ต่ำกว่ามหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของไทย ดังนั้นการบอกว่า “จบอเมริกา” ไม่ใช่ข้อมูลที่ทำให้ HR ตัดสินใจอะไรได้เลย ต้องดูลึกกว่านั้นทั้งหลักสูตร ผลงาน และคุณภาพของโรงเรียน
6) บางคนเรียนในอเมริกาแต่ใช้ชีวิตแบบ “อยู่ในกลุ่มไทยด้วยกัน” เรียนต่างประเทศแต่ไม่เคยเข้ากิจกรรมสากล ไม่เคยทำงานร่วมกับเด็กชาติอื่น อยู่ในคอมฟอร์ตโซนเดิม ๆ สุดท้ายจบมาก็ไม่มีทั้ง Soft Skills, Network, Leadership ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรได้จากการเรียนเมืองนอกมากที่สุด
อย่าลืมว่าเด็กไทยที่ตั้งใจอยู่ไทยตั้งแต่แรก สามารถวางแผน Career Path ได้คมกว่า
เพราะเขารู้ว่าต้องทำพอร์ตแบบไหน ต้องฝึกงานกับบริษัทไหน ต้องสร้าง Connection กับใคร ขณะที่หลายคนที่เรียนไกลบ้านมักโฟกัสแค่เรียนให้จบ พอกลับไทยก็เริ่มสร้างใหม่ตั้งแต่ศูนย์ ทำให้ตามคนอื่นไม่ทันแม้จะมีชื่อมหาวิทยาลัยหรูหรา
ทุกวันนี้ “ประเทศที่เรียนจบมา” ไม่ได้กำหนดโอกาสในชีวิตเท่า “สิ่งที่คุณทำระหว่างเรียน” ในโลกแบบใหม่ ค่าแรงสูงอยู่ที่ Skill ที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ใช่เมืองที่คุณถ่ายรูปรับปริญญา
เพราะท้ายที่สุด โลกการทำงานไม่เคยถามว่าคุณเรียนที่ไหน แต่ถามว่า… คุณทำอะไรได้บ้าง?
ที่มา : https://www.facebook.com/100001294357814/posts/25082732181353248/?rdid=C19NAQ4OIcpuHdh9#