จากวันที่คิดถึงบ้าน สู่ 6 ปีแห่งการเติบโตในนิวซีแลนด์

ถ้าย้อนกลับไปถามผมในปี 2016 ว่า การเดินทางไปเรียนที่นิวซีแลนด์จะให้อะไรกับผมบ้าง ตอนนั้นผมคงตอบง่าย ๆ ว่า “คงได้ภาษาอังกฤษ ได้เพื่อนใหม่ และได้เที่ยว”

แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานถึง 6 ปี ผมถึงได้รู้ว่า สิ่งที่นิวซีแลนด์มอบให้ผมนั้นมีมากกว่านั้นมาก มันคือการได้เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง การออกจาก comfort zone การยอมรับความแตกต่าง และการค่อยๆ เติบโตขึ้นท่ามกลางผู้คนจากหลายวัฒนธรรม

สวัสดีครับ ผมชื่ออ๋อง ผมเดินทางไปศึกษาที่ประเทศนิวซีแลนด์ตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2021 รวมระยะเวลาทั้งหมด 6 ปี ตั้งแต่ระดับ Year 8 จนถึง Year 13 หรือเทียบได้กับช่วงมัธยมศึกษาของประเทศไทย

ตลอด 6 ปีนั้น ผมไม่ได้เรียนรู้แค่บทเรียนในห้องเรียน แต่ยังได้เรียนรู้ชีวิตจากหอพัก เพื่อน ครู ครอบครัว Homestay และชุมชนรอบตัวด้วย

จากชีวิตเช้า–เย็นกลับ สู่การอยู่หอในต่างประเทศ

ผมเรียนอยู่ที่ St Peter’s School ในเมือง Cambridge ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ บริเวณตอนกลางของเกาะเหนือ โรงเรียนของผมเป็นโรงเรียนประจำ หรือ Boarding School และนักเรียนต่างชาติส่วนใหญ่จะพักอยู่ในหอของโรงเรียน 

ก่อนเดินทางไปนิวซีแลนด์ ชีวิตนักเรียนของผมในประเทศไทยค่อนข้างเรียบง่าย ตื่นเช้า ไปโรงเรียน แล้วกลับบ้านในตอนเย็น ผมไม่เคยต้องอยู่หอ ไม่เคยต้องใช้ชีวิตตามกฎระเบียบร่วมกับคนจำนวนมาก และไม่เคยต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองเป็นเวลานานขนาดนั้น

ช่วงแรกจึงไม่ง่ายเลยครับ ทั้งสภาพแวดล้อม ภาษา วัฒนธรรม อาหาร และผู้คนรอบตัวล้วนแตกต่างจากสิ่งที่ผมคุ้นเคย ความรู้สึกคิดถึงบ้าน หรือ Homesick เป็นสิ่งที่นักเรียนต่างชาติหลายคนน่าจะเข้าใจดี รวมถึงตัวผมเองด้วย

นอกจากจะต้องปรับตัวกับประเทศใหม่แล้ว เรายังต้องกล้าเดินเข้าไปพูดคุยและทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ ซึ่งสำหรับบางคนอาจดูเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับคนที่ค่อนข้างเก็บตัวหรือไม่มั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษ มันต้องใช้ความกล้ามากกว่าที่คิด

ข้อดีของการอยู่หอคือ เราแทบจะไม่มีทางหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมได้เลย เรากินข้าวด้วยกัน เรียนด้วยกัน ทำกิจกรรมด้วยกัน และกลับมาเจอกันที่หอทุกวัน จากตอนแรกที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มคุยกับใครอย่างไร การได้ใช้ชีวิตร่วมกันทำให้ผมค่อยๆ รู้จักเพื่อนใหม่และสนิทกับคนรอบตัวได้เร็วขึ้น

จากคนที่เคยรู้สึกกลัวว่าจะเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ผมเริ่มกล้าพูดมากขึ้น กล้าขอความช่วยเหลือ และค่อยๆ รู้สึกสบายใจขึ้น จนรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของ community นั้น

หอพัก สถานที่ที่เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย

แน่นอนว่าชีวิตในหอไม่ได้มีแต่การนั่งเล่นหรือพูดคุยกับเพื่อนครับ ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด ดูดฝุ่น เก็บเสื้อผ้า หรือผลัดเวรตามที่ได้รับมอบหมาย 

เรื่องเหล่านี้อาจดูเล็กน้อย แต่สำหรับเด็กที่ไม่เคยอยู่หอมาก่อน มันเป็นการฝึกให้เรารู้ว่า การอยู่ร่วมกับคนอื่นไม่ได้หมายถึงการทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่เราต้องช่วยกันดูแลพื้นที่ส่วนรวมและรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ การอยู่หออาจไม่ได้มีอิสระมากอย่างที่จินตนาการไว้

ในช่วงที่ผมเรียน โรงเรียนมีหน้าที่รับผิดชอบและดูแลนักเรียนต่างชาติอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะนักเรียนที่อายุยังไม่มาก การขอออกไปเที่ยวเมืองใหญ่หรือเดินทางไกลจึงอาจไม่ได้รับอนุญาตง่ายๆ เพราะโรงเรียนของผมอยู่ค่อนข้างไกลจากเมืองใหญ่ และการเดินทางส่วนใหญ่ต้องพึ่งรถบัส

เรายังสามารถเดิน ปั่นจักรยาน หรือนั่งรถบัสเข้าไปในตัวเมือง Cambridge ได้ แต่ด้วยความที่เป็นเมืองเล็ก กิจกรรมส่วนใหญ่ก็จะเป็นการไปซูเปอร์มาร์เก็ต หาของกิน หรือเดินเล่นกับเพื่อน

ในตอนนั้น ผมยอมรับเลยครับว่าบางครั้งรู้สึกเบื่อ และรู้สึกว่าชีวิตในหอไม่ค่อยมีอิสระเท่าไร

แต่เมื่อมองย้อนกลับไปในวันนี้ ผมกลับรู้สึกขอบคุณช่วงเวลาเหล่านั้น

เพราะภายใต้กฎระเบียบและข้อจำกัด ผมได้เรียนรู้ทั้งความรับผิดชอบ ความอดทน และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น หอพักที่ผมเคยมองว่าน่าเบื่อ กลับกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เก็บความทรงจำของผมไว้มากที่สุด

จากประสบการณ์ของผม การอยู่หออาจดูยากในช่วงแรก แต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กคนหนึ่งเติบโตได้มาก อย่างไรก็ตาม แต่ละโรงเรียนมีสภาพแวดล้อมและกฎระเบียบที่แตกต่างกัน ผู้ปกครองจึงควรศึกษาว่าโรงเรียนและชุมชนแบบไหนเหมาะกับตัวเด็กมากที่สุด

การเรียนที่ทำให้ผมรู้จักคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง

ตลอดช่วง Year 8–13 ผมได้เห็นความแตกต่างระหว่างระบบการศึกษาของนิวซีแลนด์กับประสบการณ์ที่เคยได้รับในประเทศไทย ในช่วง Year 8–10 หลักสูตรและวิธีการสอนอาจแตกต่างกันไปในแต่ละโรงเรียน โดยเน้นการสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ระดับมัธยมปลาย

เมื่อเข้าสู่ช่วง Year 11–13 นักเรียนจะเริ่มเลือกแนวทางการเรียนที่สอดคล้องกับความสนใจและเป้าหมายของตัวเองมากขึ้น ที่โรงเรียนของผม เมื่อขึ้น Year 12 เราสามารถเลือกระหว่างหลักสูตร NCEA ซึ่งเป็นหลักสูตรของประเทศนิวซีแลนด์ และหลักสูตร IB ซึ่งเป็นหลักสูตรสากลที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลก

แต่สิ่งสำคัญที่ผมได้รับไม่ได้มีเพียงชื่อหลักสูตรหรือเนื้อหาเท่านั้น การต้องเลือกเส้นทางการเรียนของตัวเอง ทำให้ผมเริ่มคิดจริงจังว่า ผมสนใจอะไร ถนัดอะไร และการตัดสินใจในวันนี้จะส่งผลต่ออนาคตของตัวเองอย่างไร

การเรียนในต่างประเทศยังบังคับให้ผมต้องกล้าถามเมื่อไม่เข้าใจ กล้าพูดแม้ว่าภาษาอังกฤษอาจยังไม่แข็งแรง และเรียนรู้ว่าจะจัดการ แก้ปัญหาด้วยตัวเองอย่างไร แทนที่จะรอให้คนอื่นเข้ามาช่วยเสมอ 

บางครั้งบทเรียนที่สำคัญที่สุดจึงไม่ได้อยู่บนกระดานหรือในหนังสือ แต่อยู่ในช่วงเวลาที่เราต้องตัดสินใจ ต้องยอมรับความผิดพลาด และพยายามใหม่อีกครั้ง

การเดินทางที่พาผมออกจาก Comfort Zone

นอกเหนือจากการเรียนและชีวิตในหอ โรงเรียนยังจัดกิจกรรมและทริปสำหรับนักเรียนต่างชาติอยู่เป็นระยะ บางครั้งพวกเราสามารถช่วยกันโหวตว่าจะเดินทางไปที่ไหน โดยมีครูหรือเจ้าหน้าที่คอยดูแล

สำหรับนักเรียนที่เพิ่งเดินทางมาอยู่ต่างประเทศ หรือยังไม่กล้าเดินทางด้วยตัวเอง กิจกรรมแบบนี้ช่วยเปิดโอกาสให้เราได้ออกไปเห็นสถานที่ใหม่ๆ และสนิทกับเพื่อนมากขึ้น

ตลอด 6 ปี ผมมีโอกาสเดินทางไปหลายเมืองทั้งในเกาะเหนือและเกาะใต้ ตั้งแต่ Auckland, Rotorua, Taupō และ Wellington ไปจนถึง Christchurch, Queenstown, Wānaka, Aoraki/Mount Cook และ Milford Sound

แต่ละแห่งมีบรรยากาศที่แตกต่างกัน บางเมืองเต็มไปด้วยผู้คนและร้านอาหาร ขณะที่บางแห่งมีเพียงภูเขา ทะเลสาบ และธรรมชาติที่เงียบสงบอยู่ตรงหน้า

สำหรับผม การเดินทางเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงการถ่ายรูปหรือเช็กอินตามสถานที่ต่างๆ แต่มันทำให้ผมได้เรียนรู้ที่จะเปิดใจ กล้าลองสิ่งใหม่ และรู้จักใช้ชีวิตให้ช้าลงบ้าง ขณะเดียวกัน บางทริปก็เปิดโอกาสให้ผมได้ลองทำกิจกรรมแนว extreme เช่น Bungee Jump หรือออกแนวผจญภัยไปเลย 555555

นิวซีแลนด์ทำให้ผมเข้าใจว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องอยู่ในเมืองใหญ่หรือมีสิ่งอำนวยความสะดวกอยู่รอบตัวตลอดเวลา เราก็สามารถมีความสุขกับการเดินเล่น ทำกิจกรรม พูดคุยกับเพื่อน ทักทายผู้คนระหว่างทาง หรือเพียงแค่หยุดมองธรรมชาติที่อยู่ตรงหน้าก็พอแล้ว

ความอบอุ่นจากครอบครัวและชุมชนชาวนิวซีแลนด์

นิวซีแลนด์เป็นประเทศที่มีผู้คนจากหลายเชื้อชาติและหลายวัฒนธรรม ทั้งชาวเมารี ชาวนิวซีแลนด์เชื้อสายยุโรป รวมถึงผู้คนจากเอเชียและส่วนอื่นๆ ของโลก แม้ว่าภาษาอังกฤษจะเป็นภาษาหลักที่ใช้สื่อสาร แต่เราจะได้เห็นและได้ยินภาษาเมารีอยู่ในชื่อเมือง สถานที่ และชีวิตประจำวันอยู่เสมอ

หนึ่งเหตุการณ์ที่ทำให้ผมเห็นถึงความร่วมมือของคนในนิวซีแลนด์ได้ชัดมาก คือช่วงการระบาดของโควิด-19 ตอนนั้นทั้งภาครัฐและประชาชนค่อนข้างให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามมาตรการอย่างจริงจัง ทำให้จากมุมมองของผม การรับมือและควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นระบบ

แน่นอนว่านิวซีแลนด์อาจได้เปรียบจากการเป็นประเทศที่มีประชากรไม่มากนัก แต่สิ่งที่ผมประทับใจจริงๆ คือความร่วมมือของผู้คน รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ค่อนข้างทั่วถึง ช่วงเวลานั้นทำให้ผมได้เห็นว่า เมื่อทุกคนเข้าใจสถานการณ์และช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเอง สังคมก็สามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปด้วยกันได้

นอกจากความร่วมมือในระดับสังคมแล้ว ผมยังได้สัมผัสถึงความเอาใจใส่ของผู้คนในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะจากครอบครัวโฮสต์ที่เปิดบ้านต้อนรับนักเรียนต่างชาติอย่างอบอุ่น

ในช่วงวันหยุดยาว เช่น Easter หรือช่วงปิดภาคเรียน นักเรียนต่างชาติบางคนอาจไม่ได้เดินทางกลับประเทศของตัวเอง โรงเรียนจึงช่วยประสานงานกับครอบครัวโฮสต์ หรือ Homestay ในเมือง Cambridge และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อให้นักเรียนได้ไปพักอาศัยด้วย

ผมมีโอกาสพักกับครอบครัวโฮสต์หลายบ้าน และสิ่งหนึ่งที่ผมจำได้ชัดคือ ความเป็นกันเองและความอบอุ่นที่พวกเขามอบให้

บางครอบครัวเป็นคู่สามีภรรยาสูงวัย แต่พวกเขาก็ยังดูแล พูดคุย และชวนเราทำกิจกรรมเหมือนเป็นสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน การได้นั่งกินข้าวและพูดคุยกัน ทำให้ผมได้เรียนรู้วิธีคิดและวิถีชีวิตของคน local ในแบบที่การพักตามโรงแรมหรือการไปเที่ยวทั่วไปไม่สามารถให้ได้ ในขณะเดียวกัน ก็มีการแลกเปลี่ยนเรื่องประเทศไทย อาหารไทย และวัฒนธรรมของเราให้พวกเขาฟังเช่นกัน

บทสนทนาธรรมดาบนโต๊ะอาหารอาจดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่สำหรับผม มันคือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นอย่างจริงใจระหว่างคนจากสองประเทศ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับนิวซีแลนด์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงในระดับรัฐบาลหรือในเอกสารทางการทูตเท่านั้น แต่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ผ่านมิตรภาพ ความไว้ใจ และความอบอุ่นระหว่างเราด้วยกัน

จากเด็กที่คิดถึงบ้าน สู่ตัวผมในวันนี้

เมื่อมองย้อนกลับไป ตลอด 6 ปีในนิวซีแลนด์ ผมได้รับมากกว่าความรู้ในห้องเรียนและทักษะภาษาอังกฤษ

ผมได้เรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยตัวเอง รู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเอง กล้าเข้าสังคม และเปิดใจทำความรู้จักกับคนที่มีพื้นฐานแตกต่างจากผม ผมมีทั้งเพื่อนชาวนิวซีแลนด์ เพื่อนคนไทย และเพื่อนจากอีกหลายประเทศ หลายคนอาจไม่ได้เจอกันบ่อยเหมือนเมื่อก่อน แต่เราก็ยังมีการ keep contact กันอยู่เรื่อยๆ

แน่นอนว่า 6 ปีนั้นไม่ได้มีแต่ช่วงเวลาที่ง่ายหรือสนุก ผมเคยคิดถึงบ้าน เคยรู้สึกเบื่อ เคยไม่มั่นใจ และเคยรู้สึกว่าการอยู่ภายใต้กฎของโรงเรียนนั้นอึดอัด

แต่หากไม่มีช่วงเวลาที่ยากเหล่านั้น ผมก็คงไม่ได้เติบโตขึ้นมาเป็นตัวเองในวันนี้

สำหรับผม นิวซีแลนด์จึงไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่มีธรรมชาติสวยงาม หรือประเทศที่ผมเคยเดินทางไปเรียนเท่านั้น แต่นิวซีแลนด์คือสถานที่ที่สอนให้เด็กไทยคนหนึ่งกล้าออกจาก comfort zone ของตัวเอง เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตร่วมกับผู้คนที่แตกต่าง และค่อยๆ เติบโตขึ้นทีละวัน

ประเทศไทยคือบ้านที่ผมเกิดและเติบโตมา ส่วนนิวซีแลนด์คือบ้านอีกหลังหนึ่งที่ช่วยสอนให้ผมรู้ว่า โลกใบนี้กว้างกว่าที่เคยคิด และไม่ว่าเราจะมาจากประเทศไหน ความจริงใจและความอบอุ่นก็สามารถเชื่อมผู้คนเข้าหากันได้เสมอ

แม้ช่วงเวลา 6 ปีนั้นจะจบลงแล้ว แต่สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ยังคงอยู่กับผมจนถึงวันนี้ และคงเป็นหนึ่งในบทสำคัญของชีวิตที่ผมจะไม่มีวันลืมครับ

ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ 🙏



#My New Zealand Education Story Blog Writing Contest 
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่