$ อีลอน มัสก์ ขอหุ้น 1ล้านล้าน$ แลกกับการปั้น Tesla โตขึ้น อีก เกือบ 5 เท่าใน 10 ปี ดีลบ้าๆ ที่คนธรรมดาไม่กล้าขอ $

กระทู้สนทนา
ใช่ ฟังไม่ผิด คิดเป็นเงินไทยก้อ 33ล้านล้านหรืองบประมาณเมืองไทยเกือบ30 ปี

และที่ประชุมผู้ถือหุ้น Tesla ยอมให้ตามคำขอ ผ่านมติแบบหวุดหวิด   ไปเมื่อวันที่ 6พย ที่ผ่านมา

ผมฟังแล้วสงสัยเลยค้นข่าว มันเป็นดีล ที่ออกจะกึ่งขู่ กึ่งท้าทาย ของอีลอน ที่เสนอแผนว่า จะพา Tesla สู่ความยิ่งใหญ่และเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยจะทำให้หุ้น Tesla   มีมูลค่าเพิ่มจาก 1.5 ล้านล้าน$ ไปเป็น 8.5ล้านล้าน ดอลล่า หรือเพิ่มขึ้น อีก 7 ล้านล้านดอลล่าร หรือเพิ่ม 4.66666 เท่า หรือ 466.66 %  ใน 10 ปี

เค้าบอกว่าเค้าทุ่มเทเวลา และ เสียเวลา ให้กับเทสล่ามาก  และการที่เค้ามีหุ้นแค่ 13% ในเทสล่าน้อยเกินไปเค้าอึดอัดกับการ ที่มีอำนาจตัดสินใจน้อยแค่นี้ 

ดังนั้น ถ้าเค้าทำสำเร็จ เค้าขอ ให้สิทธิการซื้อหุ้น (Stock Grants )จำนวน 12% หรือประมาณ 423 ล้านหุ้น ที่ราคา 23.34$/หุ้น เพื่อให้ อีลอนมีหุ้น รวม ประมาณ25%

ถ้าบริษัทไม่อนุมัติแผนนี้ เค้าอาจจะ ออกจากเทสล่าไปตั้งบริษัทใหม่ ของตัวเองทำ AI และหุ่นยนต์ต่างๆ สานฝันตัวเองแทน  

ฟังดูโคตรบ้า และ ดูเหมือนขู่ แต่จริงๆ นี่คือโคตรฉลาด

ในฐานะผู้ถือหุ้น แม้จะไม่พอใจที่รู้ว่านี่ อีลอนใช้ความเก่งของตัวมาต่อรองเรียกสิทธิ เพิ่ม

แต่ถ้าไม่อนุมัติแผนให้  อีลอนลาออกจริง โอกาส เทสล่าร่วงสูงมาก

แต่ถ้ายอมอนุมัติ และ ถ้าทำได้  แม้อีลอนได้เงินมหาศาล 1ล้านล้านดอลล่ารเพิ่มฟรีๆ

แต่ผู้ถือหุ้น ก้อได้หุ้นมูลค่าเพิ่มอีก 466%หรือ สูงกว่าราคาเดิมตอนนี้ 5.66 เท่า

แต่ถ้าไม่ได้ตามเป้า ผู้ถือหุ้นก้อไม่ต้องจ่ายให้ อีลอน (และไม่ต้องเสียอีลอน ออกจากเทสล่า ไปสร้างบริษัทแข่ง ซึ่ง  หุ้นเทสล่าร่วงแน่ๆ

ดังนั้นการผ่านมตินี้ จึงถือว่าเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาด เลี่ยงไม่ออก

แอบคิดว่าหุ้นไทย จะมีผู้บริหารคนไหนเก่งๆเลียนแบบมั้ย

และถ้าดีลนี้บรรลุเป้าที่ บริษัท มูลค่า 8.5ล้านล้าน$  ราคาหุ้นตอนนั้น จะประมาณ 2430 $ 

อีลอน ได้สิทธิการซื้อหุ้น Stock Grants จำนวน 12%ที่ราคา23.34$  หรือจ่ายเงิน ค่าใช้สิทธิตาม grant 9872 ล้านดอลล่าร  ได้หุ้น 12% มีมูลค่ารวม 1.02ล้านล้าน$  แม้หักค่าใช้สิทธิ และค่าธรรมเนียมต่างๆและภาษี แล้ว ก้อยังเหลือ ประมาณ 1ล้านล้าน$  และอย่าลืมว่า อีลอนยังมีหุ้นเก่าเค้า อีก 13% ที่จะมีมูลค่าเพิ่มมาเป็น 1.11 ล้านล้าน$ ดังนั้นเฉพาะมูลค่าเทสล่า ที่เค้าถือครองรวม 25% จะประมาณ  2 ล้านล้าน$ หรือ 66,000,000,000,000 บาท แซงหน้าทุกคนไปเป็นอภิมหาเศรษฐีอันดับ1 โลก

(ตัวเลข ค่าใช้สิทธิ 23.34$ ต่อหุ้น อ้างอิงจาก แพ็คเกจเดิมปี 2018 ที่tesla เคยอนุมัติให้อีลอน และศาลสั่งยกเลิก แต่ ตอนหลังมีมติอนุมัติซ้ำ และ คำนวน ชดเชยการแตกหุ้นแล้ว และเทสล่ายังคงใช้ราคานี้สำหรับดีลนี้)
ล่าสุด หุ้นเทสล่าราคา 429$ จำนวนหุ้นมี 3.526 พันล้านหุ้น  มีมูลค่า(Market cap) 1.512 ล้านล้าน
อยู่ประมาณ อันดับ 7 ของตลาดแนสแดค 
ถ้าโตได้ตามเป้า ขึ้นมาเป็น 8.5ล้านๆ จะแซงหลายบริษัทไปเลย

ส่วนการให้ค่าตอบแทน musk จะให้แบ่งเป็น 12 ส่วน (Tranches) ปลดล้อคจ่ายให้ครั้งละ 1% เมื่อบรรลุเป้าแต่ละขั้นรวม ทั้งหมด 12 % โดยมีเงื่อนไขและแผนดำเนินการต่างๆ ข้างล่างที่ค่อนข้างซับซ้อน ใคร อยากทราบอ่านต่อได้

============
เงื่อนไขที่จะทำให้เขาได้รับหุ้นทั้งหมดนั้นถูกแบ่งออกเป็น 12 ส่วน (Tranches) โดยแต่ละส่วนจะปลดล็อกได้ก็ต่อเมื่อ Tesla บรรลุ เป้าหมายด้านมูลค่าตลาด (Market Capitalization) และ เป้าหมายด้านการดำเนินงาน/ผลิตภัณฑ์ ควบคู่กันไป

1. เป้าหมายด้านมูลค่าตลาด (Market Cap)
• Tesla ต้องเพิ่มมูลค่าตลาดจากปัจจุบัน (ประมาณ $1.5 ล้านล้านดอลลาร์) ไปให้ถึงระดับ $8.5 ล้านล้านดอลลาร์
• การปลดล็อกแต่ละส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อมูลค่าบริษัทเพิ่มขึ้นทีละ $500,000 ล้านดอลลาร์ไปจนถึง $6.5 ล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มขึ้นครั้งละ $1 ล้านล้านดอลลาร์สำหรับสองส่วนสุดท้าย

2. เป้าหมายด้านการดำเนินงาน/ผลิตภัณฑ์ (Operational Goals)
นี่คือส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หุ่นยนต์ (Optimus) และ AI (Robotaxi) ที่ทำให้แผนดูแปลกและทะเยอทะยานมาก:
• หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Optimus Humanoid Robots): ต้องผลิตและส่งมอบ 1 ล้านตัว
• บริการรถแท็กซี่อัตโนมัติ (Robotaxi): ต้องมีรถที่ให้บริการในเชิงพาณิชย์ 1 ล้านคัน
• ยอดส่งมอบรถยนต์: ส่งมอบรถยนต์ให้ได้ 20 ล้านคันต่อปี
• สมาชิก FSD (Full Self-Driving): มีผู้สมัครใช้งานระบบขับขี่อัตโนมัติอย่างน้อย 10 ล้านบัญชี
• กำไรหลัก: ต้องสร้างกำไรหลัก (Operating Income) สูงถึง $400,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

============
ส่วนความเห็น ของความเป็นไปได้ของโครงการ 
ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ตลาดสรุปได้เป็นสองกลุ่มหลัก คือ กลุ่มมองโลกในแง่ดีอย่างสุดโต่ง (Bull Case) และ กลุ่มมองโลกในแง่ความเป็นจริง/อนุรักษ์นิยม (Bear/Skeptic Case)

 มุมมองของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่: "ยากมาก" หรือ "เหมือนเทพนิยาย"

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป้าหมาย $8.5 ล้านล้านดอลลาร์นั้น "ทะเยอทะยานอย่างเหลือเชื่อ" (Incredibly Ambitious) และอาจถือเป็น "เทพนิยาย" (Fairy Tale) หากพิจารณาจากธุรกิจปัจจุบัน
1. ความท้าทายด้านขนาด (Scale Challenge)
• ต้องใหญ่กว่าหลายอุตสาหกรรมรวมกัน: การจะถึง $8.5T Tesla ต้องเพิ่มมูลค่าอีกประมาณ $7 ล้านล้านดอลลาร์ นั่นหมายถึงต้องมีมูลค่าตลาดรวมกันมากกว่า Amazon, Alphabet (Google), Meta และ ExxonMobil รวมกันในปัจจุบัน 
• อัตราการเติบโต: แม้ว่า Tesla เคยทำได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่การเติบโต 5-6 เท่า จากฐาน $1.5 ล้านล้าน เป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นกับบริษัทขนาดใหญ่อยู่แล้ว
2. ความท้าทายด้านธุรกิจหลัก (EV Slowdown)
• ยอดขายรถยนต์ EV ชะลอตัว: ณ เวลาที่อนุมัติแพ็กเกจ Tesla กำลังเผชิญกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ชะลอตัว การแข่งขันที่สูงขึ้นจาก BYD และแบรนด์จีนอื่น ๆ รวมถึงปัญหารุ่นรถที่เริ่มเก่า การสร้างรายได้จากธุรกิจรถยนต์หลักจึงอาจไม่เพียงพอที่จะดันมูลค่าตลาดไปถึงจุดนั้นได้
3. บทสรุปจากนักวิเคราะห์: เป้าหมาย $8.5T จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อ:
• Optimus (หุ่นยนต์) ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์: บางบทวิเคราะห์ชี้ว่า Optimus ต้องขายได้ 100 ล้านตัวต่อปี เพื่อให้ถึงเป้าหมายกำไรหลัก ($400,000 ล้านดอลลาร์) ที่ผูกกับโบนัส
• Robotaxi ครองโลก: เครือข่าย Robotaxi ต้องใหญ่กว่า Uber หลายเท่า และสร้างรายได้มหาศาล ($600,000 ล้าน - $950,000 ล้านต่อปี)

มุมมองมองโลกในแง่ดี (Bull Case)
นักวิเคราะห์กลุ่มที่สนับสนุน Tesla เชื่อว่าเป้าหมายนี้ เป็นไปได้ เพราะพวกเขาไม่ได้มอง Tesla เป็นแค่บริษัทรถยนต์ แต่เป็น บริษัท AI, Robotics และ Energy Platform
• ARK Invest (Cathie Wood): เป็นกลุ่มที่สนับสนุน Tesla อย่างแข็งขัน โดยเคยคาดการณ์มูลค่าบริษัทไว้ที่ $7 ล้านล้านถึง $10.9 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2029 โดยมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจ Robotaxi และ FSD
• Gene Munster (Deepwater Asset Management):วิเคราะห์ว่าธุรกิจ Robotaxi และซอฟต์แวร์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (FSD) เพียงอย่างเดียว อาจมีมูลค่าตลาดรวมกันหลายล้านล้านดอลลาร์ และ Optimus คือกุญแจสำคัญที่จะกำหนดว่าเป้าหมาย $8.5T จะสำเร็จหรือไม่
• การจูงใจของ Musk: ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ที่โหวตเห็นด้วย เชื่อว่าการให้โบนัสขนาดนี้เป็นการ "ซื้อตัว" Elon Musk และวิสัยทัศน์ของเขาให้ทุ่มเทกับ Tesla เท่านั้น ซึ่งการทุ่มเทนี้เองคือสิ่งที่สร้างความแตกต่างและอาจผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด (Moonshot Growth) ได้

ส่วนตัว เองผมมองว่าการที่บริษัทใหญ่ขนาดนี้จะโต และดึงเม็ดเงินมหาศาลเข้าตลาดยากมาก แต่ถ้า ถามว่าเป็นไปได้มั้ย ต้องยอมรับว่ายังอาจจะเป็นไปได้ เพราะว่า ธุรกิจ AI มันหนุนกลุ่มนี้มาก

เป้าโตจาก 1.5Trillion ไป 8.5Trillion ต้องโตต่อเนื่องปีล่ะ 19% ตลอด10 ปี ด้วยบริษัทขนาดใหญ่ขนาดนี้ยาก แต่ว่าก้อยังเป็นได้  แจะปัจจัยที่สำคัญอีกอันที่จะทำให้ตัว้ลขนี้เป็นจริงได้ ก้อคือ การเสื่อมค่าของ US$ เองที่ทำให้สินทรัพย์อื่นๆ อย่างทอง Bitcoin และหุ้นราคาเพิ่มขึ้นอีก แรง 5555

------------
#Updateล่าสุด

จากที่ลองเช็คสอบถามกับ AI โครงการโบนัส 12%ให้ อีลอนนี้ มันเหมือนการกู้คืน แพคเกจที่อีลอนเคยทำสำเร็จไปแล้ว จากแพ้คเกจ 2018 ที่ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าหุ้น ให้ถึง650พันล้าน $ ซึ่งอีลอนทำสำเร็จก่อนกำหนดไปตั้งแต่ตอน ปี 2023 แต่ถูกศาลตัดสินว่า มันไม่ถูกต้อง และยกเลิกการให้โบนัสนี้ คดียังสู้กันต่อ

ในแพคเกจชั่วคราว2025นี้ ทางกรรมการอนุมัติ grants หุ้น 96ล้านหุ้น ให้อีลอนไว้ แทนหุ้น 12%(423ล้านหุ้นที่ยังค้างคดี) แลกกลับสัญญาว่า อัลอนจะ ยังอยู่กับเทสล่าต่อ อย่างน้อย อีก 2 ปีถึงประมาณ เดือน สิงหา 2027

ถ้าลาออกไปก่อน ก้อ จะใช้สิทธิ์ ซื้อหุ้นตามgrants 96 ล้านหุ้นนี่ไม่ได้ (อด) รวมทั้งแม้ศาลจะตัดสินให้ชนะ 12% นั้น ก้อจะไม่ได้ด้วย เรียกว่าเอา 96 ล้านหุ้นนี้มัดจำ ให้อีลอนรอ อยู่ต่อ

ถ้าอยู่ครบ 2ปี และศาลกลับคำตัดสินให้ชนะได้หุ้น 12%นั้นก้อจะได้รับเต็ม 423ล้านหุ้น(รวม96 ล้านที่มัดจำไว้แล้ว)

แต่ถ้าอยู่ครบ 2ปี และศาล ยืนยันไม่จ่าย 423 ล้านหุ้น 12% เก่า ก้อจะได้แค่  96 ล้านหุ้นนี้ (ถ้าไม่โดนใครร้องระงับให้ยกเลิกนะ 5555)

ส่วนเป้าหมาย 8.5 ล้าน และ เป้าต่างๆ เค้าประมาณว่า ถ้าทำได้423 ล้านหุ้นนั่นจะมีมูลค่า 1ล้านล้านดอลล่า

ส่วนที่ดึงอีลอนให้อยู่ อย่างน้อยอีก 2 ปีคือหุ้นสิทธิการจะซื้อหุ้น 96ล้านหุ้น อันนี้ นี่เอง
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่