ช่วงนี้ใครดูตลาดน่าจะเริ่มรู้สึกเหมือนกันว่า “มันไม่ค่อยปกติแล้ว” จากที่ก่อนหน้านี้หุ้นขึ้นกันแรง โดยเฉพาะฝั่งอเมริกา แต่จู่ ๆ ก็เริ่มมีแรงขายออกมาแบบงง ๆ
ตัวจุดชนวนรอบนี้มาจากเรื่องความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านครับ ล่าสุดสหรัฐไปสกัดเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย ซึ่งปกติประเด็นมันจะไปกระจุกอยู่แถว Strait of Hormuz แต่นี่คือเริ่มลามออกมาแล้ว
พอเรื่องมันไปแตะ “เส้นเลือดใหญ่ของการค้ากับน้ำมัน” แบบนี้ ตลาดก็เริ่มไม่โอเคทันทีเลยครับ
ราคาน้ำมันขึ้นแรง Brent กลับไปยืนเหนือ $100 อีกครั้ง ซึ่งตรงนี้แหละที่กดดันหุ้นทั่วโลก เพราะต้นทุนมันจะสูงขึ้นหมด
ตอนแรกตลาดยังมีความหวังว่าอย่างน้อย ceasefire น่าจะช่วยให้สถานการณ์นิ่งลง แต่ดูทรงตอนนี้คือการเจรจาน่าจะยังไม่เกิดเร็ว ๆ นี้ ความคาดหวังที่เคยมีเลยเริ่มหายไป
ทีนี้อีกฝั่งที่คนจับตาคือ Tesla ซึ่งเพิ่งประกาศงบออกมา
เอาจริง ๆ ถ้าดูตัวเลขล้วน ๆ ถือว่า “ออกมาดีกว่าคาด” ทั้งรายได้และกำไร แต่สิ่งที่ตลาดโฟกัสไม่ใช่ตรงนั้น กลายเป็นเรื่อง “การใช้เงิน” แทน
Tesla ตัดสินใจเพิ่มงบลงทุน (capex) จากเดิม $20bn เป็น $25bn เพื่อไปลุย AI, รถไร้คนขับ แล้วก็หุ่นยนต์ Optimus
ฟังดูยิ่งใหญ่นะครับ แต่ในมุมตลาดมันแปลอีกแบบ คือ
“โอเค วิสัยทัศน์ใหญ่…แต่ต้องใช้เงินอีกเยอะ และยังไม่รู้จะได้คืนเมื่อไหร่”
ผลคือหุ้นเด้งขึ้นตอนแรก แล้วก็ไหลลงมาปิดลบแบบงง ๆ
-
อีกเรื่องที่ผมว่าหลายคนมองข้ามคือ ธุรกิจรถ EV หลักของ Tesla เองก็ไม่ได้แข็งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
การแข่งขันจากจีนหนักขึ้นเรื่อย ๆ จน Tesla ต้องเริ่มเล่นเกม “ลดราคา” เพื่อสู้ ซึ่งมันก็กระทบ margin ตรง ๆ
ยอดขายยังโตนะ แต่ไม่ได้แรงแบบที่เคยเห็น และบางไตรมาสก็ถือว่าออกมาอ่อนด้วยซ้ำ
พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจที่เป็นตัวทำเงินหลักตอนนี้ ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่สบายใจได้
ส่วนฝั่งอนาคตอย่าง Robotaxi หรือ AI subscription ก็มีสัญญาณดีอยู่บ้าง เช่น จำนวนคนใช้บริการเพิ่มขึ้น
แต่คำถามใหญ่คือ “มันจะใหญ่พอแทนรายได้จากการขายรถได้จริงไหม”
และที่ยังคาใจนักวิเคราะห์คือเรื่องหุ่นยนต์ Optimus
Elon Musk พูดถึงเป้าใหญ่ระดับผลิตเป็นล้านตัว แต่รายละเอียดจริง ๆ ยังน้อยมาก
มันเลยกลายเป็นสถานการณ์ที่ตลาด “อยากเชื่อ แต่ยังเชื่อไม่สุด”
อีกจุดที่เริ่มน่าห่วงคือธุรกิจแบตเตอรี่ รายได้ดันลดลง ซึ่งปกติส่วนนี้เคยเป็นตัวช่วยสำคัญของ Tesla
พอภาพรวมเริ่มมีหลายจุดที่แผ่วพร้อมกัน มันเลยยิ่งกด sentiment เข้าไปอีก
ถ้าดูภาพรวมตอนนี้ Tesla กลายเป็นตัวที่แย่สุดในกลุ่มหุ้นเทคใหญ่ (Magnificent 7) ไปแล้ว ปีนี้ราคาหุ้นยังติดลบอยู่ประมาณ 15%
ซึ่งในมุมผม มันไม่ใช่แค่เรื่องงบ แต่เป็นเรื่อง “ความเชื่อมั่น” มากกว่า เพราะหลายอย่างยังเป็นแค่แผน ยังไม่ได้พิสูจน์จริง
กราฟเทียบ Magnificent 7 แบบ normalized (YTD) จะเห็นว่า Tesla วิ่งแย่สุดในกลุ่ม สะท้อนว่าตลาดยังไม่ “ซื้อฝัน” เท่าไหร่ในตอนนี้
ที่มา:
XTB and Bloomberg
สรุปสั้น ๆ ในมุมผมนะครับ ช่วงนี้ตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก “กล้าลุย” เป็น “ระวังตัว” แล้ว
ส่วน Tesla ก็อยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ตัวเองหนักขึ้น ว่าฝันเรื่อง AI กับหุ่นยนต์มันจะไปถึงจริงไหม ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องเก่ง
ใครถือTesla อยู่ หรือมองตลาดช่วงนี้ยังไง มาแชร์กันครับ
หุ้นเริ่มแกว่งเพราะสงคราม + Tesla งบดีแต่หุ้นลง มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ตัวจุดชนวนรอบนี้มาจากเรื่องความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านครับ ล่าสุดสหรัฐไปสกัดเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในน่านน้ำเอเชีย ซึ่งปกติประเด็นมันจะไปกระจุกอยู่แถว Strait of Hormuz แต่นี่คือเริ่มลามออกมาแล้ว
พอเรื่องมันไปแตะ “เส้นเลือดใหญ่ของการค้ากับน้ำมัน” แบบนี้ ตลาดก็เริ่มไม่โอเคทันทีเลยครับ
ราคาน้ำมันขึ้นแรง Brent กลับไปยืนเหนือ $100 อีกครั้ง ซึ่งตรงนี้แหละที่กดดันหุ้นทั่วโลก เพราะต้นทุนมันจะสูงขึ้นหมด
ตอนแรกตลาดยังมีความหวังว่าอย่างน้อย ceasefire น่าจะช่วยให้สถานการณ์นิ่งลง แต่ดูทรงตอนนี้คือการเจรจาน่าจะยังไม่เกิดเร็ว ๆ นี้ ความคาดหวังที่เคยมีเลยเริ่มหายไป
ทีนี้อีกฝั่งที่คนจับตาคือ Tesla ซึ่งเพิ่งประกาศงบออกมา
เอาจริง ๆ ถ้าดูตัวเลขล้วน ๆ ถือว่า “ออกมาดีกว่าคาด” ทั้งรายได้และกำไร แต่สิ่งที่ตลาดโฟกัสไม่ใช่ตรงนั้น กลายเป็นเรื่อง “การใช้เงิน” แทน
Tesla ตัดสินใจเพิ่มงบลงทุน (capex) จากเดิม $20bn เป็น $25bn เพื่อไปลุย AI, รถไร้คนขับ แล้วก็หุ่นยนต์ Optimus
ฟังดูยิ่งใหญ่นะครับ แต่ในมุมตลาดมันแปลอีกแบบ คือ
“โอเค วิสัยทัศน์ใหญ่…แต่ต้องใช้เงินอีกเยอะ และยังไม่รู้จะได้คืนเมื่อไหร่”
ผลคือหุ้นเด้งขึ้นตอนแรก แล้วก็ไหลลงมาปิดลบแบบงง ๆ
-
อีกเรื่องที่ผมว่าหลายคนมองข้ามคือ ธุรกิจรถ EV หลักของ Tesla เองก็ไม่ได้แข็งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
การแข่งขันจากจีนหนักขึ้นเรื่อย ๆ จน Tesla ต้องเริ่มเล่นเกม “ลดราคา” เพื่อสู้ ซึ่งมันก็กระทบ margin ตรง ๆ
ยอดขายยังโตนะ แต่ไม่ได้แรงแบบที่เคยเห็น และบางไตรมาสก็ถือว่าออกมาอ่อนด้วยซ้ำ
พูดง่าย ๆ คือ ธุรกิจที่เป็นตัวทำเงินหลักตอนนี้ ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่สบายใจได้
ส่วนฝั่งอนาคตอย่าง Robotaxi หรือ AI subscription ก็มีสัญญาณดีอยู่บ้าง เช่น จำนวนคนใช้บริการเพิ่มขึ้น
แต่คำถามใหญ่คือ “มันจะใหญ่พอแทนรายได้จากการขายรถได้จริงไหม”
และที่ยังคาใจนักวิเคราะห์คือเรื่องหุ่นยนต์ Optimus
Elon Musk พูดถึงเป้าใหญ่ระดับผลิตเป็นล้านตัว แต่รายละเอียดจริง ๆ ยังน้อยมาก
มันเลยกลายเป็นสถานการณ์ที่ตลาด “อยากเชื่อ แต่ยังเชื่อไม่สุด”
อีกจุดที่เริ่มน่าห่วงคือธุรกิจแบตเตอรี่ รายได้ดันลดลง ซึ่งปกติส่วนนี้เคยเป็นตัวช่วยสำคัญของ Tesla
พอภาพรวมเริ่มมีหลายจุดที่แผ่วพร้อมกัน มันเลยยิ่งกด sentiment เข้าไปอีก
ถ้าดูภาพรวมตอนนี้ Tesla กลายเป็นตัวที่แย่สุดในกลุ่มหุ้นเทคใหญ่ (Magnificent 7) ไปแล้ว ปีนี้ราคาหุ้นยังติดลบอยู่ประมาณ 15%
ซึ่งในมุมผม มันไม่ใช่แค่เรื่องงบ แต่เป็นเรื่อง “ความเชื่อมั่น” มากกว่า เพราะหลายอย่างยังเป็นแค่แผน ยังไม่ได้พิสูจน์จริง
กราฟเทียบ Magnificent 7 แบบ normalized (YTD) จะเห็นว่า Tesla วิ่งแย่สุดในกลุ่ม สะท้อนว่าตลาดยังไม่ “ซื้อฝัน” เท่าไหร่ในตอนนี้
ที่มา: XTB and Bloomberg
สรุปสั้น ๆ ในมุมผมนะครับ ช่วงนี้ตลาดเริ่มเปลี่ยนจาก “กล้าลุย” เป็น “ระวังตัว” แล้ว
ส่วน Tesla ก็อยู่ในจุดที่ต้องพิสูจน์ตัวเองหนักขึ้น ว่าฝันเรื่อง AI กับหุ่นยนต์มันจะไปถึงจริงไหม ไม่ใช่แค่เล่าเรื่องเก่ง
ใครถือTesla อยู่ หรือมองตลาดช่วงนี้ยังไง มาแชร์กันครับ