ขี่ GPX Tuscany 150 ซีซี คนเดียว คันเดียว กรุงเทพฯ เบตง

* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะ
กระทู้สนทนา
บทนำ
การเดินทางไกลครั้งนี้ มีแรงบันดาลใจจากการเสียชีวิตของคุณแม่ เมื่อเดือนมิ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งระหว่างที่ท่านมีชีวิตอยู่ ผมได้พาท่านไปเที่ยวมาหมดแล้ว ทั้งเหนือสุด ตะวันออกสุด ตะวันตกสุด ขาดก็แต่ใต้สุดนี่หละ ชวนยังไงก็ไม่กล้าไป เนื่องจากกลัวเหตุความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่คงทราบกันดีอยู่แล้ว และเนื่องจากการเดินทางไปเบตงครั้งนี้ เป็นการเดินทางคนเดียว เพราะไม่อยากให้ครอบครัวไปเสี่ยงด้วย จึงเลือกการเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์ ซึ่งจะเสียค่าน้ำมันน้อยกว่ารถยนต์อย่างมาก เพื่อนำเงินส่วนนั้นไปใช้จ่ายอย่างอื่นดีกว่า
การเตรียมความพร้อม
เมื่อกายพร้อม ใจพร้อม วางแผนเส้นทางพร้อม รถก็ต้องพร้อมด้วย จัดการเข้าศูนย์ GPX วัชรพลยินดีทรัพย์ จัดการเปลี่ยนถ่ายของเหลว และเช็คทุกระบบที่สำคัญต่อการขับขี่ทางไกล เมื่อพาหนะพร้อมเรียบร้อย ก็เตรียมตัวออกเดินทางกันได้เลย
เริ่มออกเดินทาง
วันที่ 1
ทริปนี้เริ่มออกเดินทางจากบ้าน ที่สะพานใหม่ดอนเมือง วันที่ 22 ต.ค. 68 เวลาล้อหมุนหกโมงเช้า พักรถพักคนจุดแรกที่ปั๊ม ปตท.คลองโคลน หายเหนื่อยแล้วก็ไปกันต่อ วิ่งเส้นคลองโคลน นาเกลือ แล้วไปทะลุออกถนนเอเซียแถวๆเพชรบุรี ขี่ไปเรื่อยๆก็เข้าเขตประจวบฯตอน 11 โมง จังหวัดประจวบฯที่แสนยาวไกล แวะพักกินข้าวกลางวันประมาณบ่ายสองที่อ่าวประจวบฯ อิ่มแล้วก็ไปกันต่อ วันแรกถึงที่พักในเมืองชุมพรประมาณ 1 ทุ่ม ไม่ได้จองห้องพักเพราะเน้นนอนอย่างเดียว ได้ที่โรงแรมศรีชุมพร ค่าห้อง 420 บาท โรงแรมเก่ามากครับ หลีกไป๊ๆๆ พักที่อื่นเถอะ คหสต. ขออภัยเจ้าของหากเข้ามาอ่านครับ
วันที่ 2
เช้าวันที่ 23 ต.ค. 68 เริ่มต้นด้วยการใส่บาตรให้แม่ ที่เมืองชุมพร แล้วเตรียมออกเดินทาง เป้าหมายวันนี้คือขี่ลงใต้ไปให้ไกลที่สุด ถ้าเป็นไปได้จะไปให้ถึงหาดใหญ่ แต่พอจะหลุดชุมพรเข้าสุราษฎร์ฯเท่านั้น ฝนก็เตรียมมารอผมอยู่แบบจัดหนัก 55 เมื่อเป็นเช่นนั้น จัดแจงหาที่จอด ใส่ชุดกันฝนพร้อมลุย เก็บอุปกรณ์นำทางป้องกันการเสียหาย และวิ่งตามป้ายถนนเอเชียไปเรื่อยๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ฝนตกไม่ยอมหยุดเลย ตลอดทางตั้งแต่สุราษฎร์ นครศรีฯ ยันเข้าพัทลุง เปียกปอนเป็นลูกหมา หนาวด้วย ท้อนิดๆ แต่กำลังใจดี แผนที่วางไว้ได้บรรลัยไปหมดสิ้น กะว่าจะวิ่งไปเส้นชมทะเลขนอม สิชล ก็ไม่จำเป็นต้องไปแล้ว ฝนตกหนักขนาดนี้ หมดอารมณ์จะชมอะไร ในชีวิตไม่เคยต้องตากฝนตลอดวันแบบนี้มาก่อน สะใจดีครับ 🛵🌧🌧🌧😅 สรุปคืนที่สอง เข้าพักที่เมืองพัทลุงเพราะเริ่มมืดแล้ว มืด ตจว. นี่น่ากลัว หาที่นอนดีกว่า จองโรงแรม Grand PL ผ่านแอปฯอโกด้า ค่าห้องหลังส่วนลด ไม่ถึงคืนละสี่ร้อย แต่ห้องพัก สิ่งอำนวยความสะดวก และวิวที่ได้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม! แนะนำเลยครับ แต่ระหว่างทางไปที่พัก เกิดเหตุไม่คาดฝัน คืออาการล้อหลังมันแปลกๆแบบรู้ได้เลย จอดรถลงมาดู นั่นไง ยางหลังเริ่มอ่อน คงต้องเหยียบโดนอะไรแน่นอน เริ่มมืดแล้ว ฝืนขี่ต่อไปเรื่อยๆแบบช้าๆมุ่งหน้าเข้าเมืองพัทลุง แต่ในความโชคร้ายยังมีความโชคดีอยู่ ก่อนเข้าเมืองประมาณ 5 กม. มองไปทางซ้าย เห็นกลุ่มวัยรุ่นและรถมอไซหลายคัน รวมตัวกันอยู่ที่บ้านริมถนน คิดว่าน่าจะเป็นร้านซ่อมมอไซแน่เลย ตัดสินใจขี่ย้อนศรไปสอบถามและใช่จริงๆ โชคดีมากๆ น้องเขาจัดแจงปะยางแบบเบื้องต้นให้ก่อน และแนะนำร้านปะยางในเมืองให้เราไปจัดการต่อในช่วงเช้าวันพรุ่งนี้ ขอบคุณน้ำใจน้องๆชาวพัทลุงอย่างมากเลยครับ
วันที่ 3
เช้าวันที่ 24 ต.ค. 68 เริ่มต้นด้วยการไปปะยางที่ร้านตามที่น้องเขาแนะนำ ใช้เวลาประมาณ 1 ชม.ก็เรียบร้อย เตรียมตัวออกเดินทางกันต่อ คืนนี้มีแผนจองที่พักไว้แล้วล่วงหน้า ที่เมืองปัตตานี ดินแดนลังกาสุกะ ตั้งใจไปนอนเลยครับ กลัวหรือระแวงสิ่งไหน ให้ทำในสิ่งนั้น เริ่มเดินทางจากพัทลุง วิ่งเส้นอำเภอควนขนุน ไปสะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา หรือที่ชาวบ้านเรียกสะพานเอกชัย เป็นสะพานทอดยาวข้ามทะเลน้อยพัทลุง สะพานสวย วิวก็สวย ได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านตลอดเส้นทาง ชอบมากครับ และเราก็จะเริ่มเข้าเขตจังหวัดสงขลากันล่ะนะ ถึงตอนนี้ช่วงบ่ายๆ อากาศปรอดโปร่ง ไม่โดนฝนแต่อย่างใด และก็มาถึงหมุดหมายที่ตั้งใจอีกจุดนึงตอนประมาณบ่ายสาม คือปั๊มน้ำมันริมทะเลแห่งเดียวของประเทศไทย อยู่เขตอำเภอเทพา จังหวัดสงขลา อำเภอสุดท้ายก่อนเข้าปัตตานี ก็ต้องแวะถ่ายรูปกันตามระเบียบ ปั๊มนี้มีแค่น้ำมันกับห้องน้ำนะครับ ไม่มีร้านสะดวกซื้อ พักคนพักรถแล้ว เตรียมเดินทางกันต่อ ปัตตานีรออยู่ กะว่าวันนี้ถึงก่อนมืดแน่นอน ด้วยความชล่าใจ จึงแวะซื้อข้าวหมกแพะ และไก่ทอดขมิ้น กะว่าจะเอาไปกินที่ที่พัก เสียเวลาไปเกือบๆครึ่งชม. และแล้ว... พายุก็ก่อตัว ฝนเทกระหน่ำลงมาแบบบ้าคลั่ง ความเร็วในการขับขี่จึงน้อยลง สุดท้าย เข้าเมืองมืดอีกตามเคย ทางเข้าเมืองปัตตานี มืดน่ากลัวมากครับ ไม่มีไฟถนนเลย และมีด่านความมั่นคงเป็นระยะๆ ตอนนี้เริ่มรู้สึกได้ถึงความกลัวแล้ว 55 แต่ไม่มากหรอก ผมมาดี และแล้วก็มาถึงที่พักตอนทุ่มครึ่ง พักที่ Rainbow Mansion ริมแม่น้ำปัตตานี ค่าห้อง 790 บาทกับที่พักวิวแม่น้ำ ถือว่าราคาสมเหตุสมผล พักผ่อนกันได้แล้วครับ
วันที่ 4
เช้าวันที่ 25 ตุลา 68 เตรียมออกเดินทางสู่จุดหมาย เบตง ใต้สุดสยาม ซึ่งวันนี้เตรียมออกเร็วขึ้นอีกนิด คิดว่ายังไงวันนี้ถึงไม่มืดแน่ เพราะเหลือระยะทางไม่ถึงสองร้อยกิโล สบายมาก 😁 เลยเริ่มจากการไปตามหาไก่ย่างกอและ ของแท้ เจ้าเก่าดั้งเดิม แถวรามโกมุทซอย 4 ตามที่ทำการบ้านมา จัดการซื้อทั้งไก่กอและ หอยกอและ และปลาทูกอและ หิ้วไปกินที่เบตง และส่วนหนึ่งใส่บาตรให้แม่ ที่วัดตานีสโมสร ในเมืองปัตตานี ใส่บาตรเสร็จก็ไปเก็บภาพที่มัสยิดกลางปัตตานี ที่งดงาม และศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เพื่อขอพรให้เดินทางแคล้วคลาดปลอดภัย ในเมืองปัตตานียามเช้า มีทหารคุ้มครองระวังความปลอดภัยเข้มข้นมาก อยู่กันเป็นคู่บัดดี้ ทั้งเดินเท้า ยืนตามจุด และขี่มอไซตามถนน อาวุธครบมือ เพื่อป้องกันเหตุไม่สงบ ถ้าผมไม่เห็นกับตา คงไม่จินตนาการได้ว่าจะถึงขนาดนี้ และถ้าผมเป็นชาวบ้านในพื้นที่ ก็คงไม่มีความสุข กับชีวิตแบบนี้เช่นกัน ขอให้เหตุการณ์สถานการณ์ทุกอย่าง กลับสู่ภาวะปกติ และสันติโดยเร็ววัน สาธุๆๆ
ไปครับ ออกเดินทาง มุ่งหน้าสู่เบตงกันได้แล้ว ออกจากปัตตานีประมาณ 11 โมง วิ่งเส้นหลักสู่เมืองยะลา แต่จากการขี่ขามาได้ประเมินแล้วว่าคงขี่กลับไม่ไหวแน่ๆ 55 เลยมุ่งหน้าไปที่สถานีรถไฟยะลาก่อนเลยเป็นอันดับแรก และจัดการจองตั๋วรถไฟขากลับ สำหรับ 1 คน วันที่ 28 ตุลา 68 คนจองแน่นมากเลยได้ตั๋วรถเร็วชั้น 3 เที่ยวสุดท้าย ราคา 275 บาท รถไฟออกบ่ายสี่โมงครึ่ง ถึงสถานีกลางบางซื่อสิบโมงห้าสิบ เห้ยยย!! ค่าตั๋วรถไฟถูกมากกก กับระยะทางร่วมๆพันหนึ่งร้อยกิโล ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะถูกแบบนี้ จงตั๋วคนเสร็จแล้ว ก็ไปติดต่อที่ห้องส่งสินค้าเพื่อนำเจ้าทัสคานี่ขึ้นรถไฟกลับ ซึ่งจนท.แจ้งว่าสำหรับยานพาหนะ ให้มาติดต่ออีกครั้งในวันเดินทาง คือวันที่ 28 ตุลา โดยต้องส่งรถได้ไม่เกินบ่ายสอง หลักฐานที่ต้องใช้มีสำเนาทะเบียนรถ และบัตรประชาชนตัวจริง ค่าธรรมเนียมขึ้นอยู่กับซีซีรถมอไซ แต่ปัญหาคือ เราต้องถอดอุปกรณ์ต่อเติมออกให้หมดเสียก่อน เหลือแต่รถมอไซสภาพเดิมๆ เหตุผลคือเพื่อป้องกันการกระทบกระแทกกับรถมอไซคันอื่นๆระหว่างการเดินทาง เพราะอาจทำให้คันของเราและของคันอื่นเกิดความเสียหายได้ มันเป็นมาตรการของการรถไฟเขาครับ เอาล่ะสิ! ของเรามีแร็คท้ายบรรทุกกล่องสัมภาระด้านหลัง ซึ่งต้องถอดออกก่อนส่งมอบรถ ไม่เป็นไร มีเวลาวางแผนอีกตั้ง 2 วัน ไปเบตงกันก่อนดีกว่า เวลาประมาณบ่ายโมง จึงเริ่มออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เบตง โดยวันนี้อดท้องไว้เพื่อไปหาบะหมี่เบตงกินโดยเฉพาะ ตั้งใจแบบนั้นเลยเพราะยังอิ่มกับอาหารเช้าอยู่ แต่แล้ว!! ฝนเจ้ากรรมก็ตามไปส่งผมอีกจนได้ แงๆๆ 😭🌧🌧🌧 หยิบชุดกันฝนมาใส่ แล้วลุยกันต๊อออ ขี่ไปเรื่อย ผ่านอำเภอกรงปินัง เข้าเขตอำเภอบันนังสตาและก็ธารโต ได้ยินแค่ชื่ออำเภอก็ขนลุกแล้วใช่มั้ยล่าา 😅😅 ถ้าจะไปเบตง ยังไงก็ต้องผ่านไม่มีทางเลี่ยงทางอื่นนะครับ แต่วิวตั้งแต่บันนังสตานี่สวยงามมากๆเลยครับ เป็นเขาหินปูนสลับซับซ้อน เส้นทางก็สวยขึ้นลงเขา ขับกินลมชมวิวเพลินมาก เสียอย่างเดียวฝนตกตลอดทาง ก็มันพายุเข้าด้วย และเป็นสภาพป่าดิบชื้นด้วย ฝนก็ต้องชุกเป็นธรรมดา ขี่มาซักพักก็มาถึงสะพานโต๊ะกูแช ข้ามเขื่อนบางลาง ผืนป่าฮาลา บาลา อันโด่งดัง สะพานสวยงาม วิวสวยงาม ประกอบกับมีความชุ่มชื่นจากฝน ทำให้มีหมอกลอยอยู่บนภูเขา มันช่างสวยจับใจจริงๆ ชื่นชมธรรมชาติซักพักก็เตรียมไปกันต่อ อีกเพียง 60 กม. ก็จะถึงเบตงกันแล้ว เริ่มออกจากสะพานโต๊ะกูแชประมาณสี่โมงเย็น ซึ่งน่าจะถึงเบตงไม่เกินห้าโมงครึ่ง แต่แล้ว....!!! ความเรือหายวายป่วงที่สุดก็ได้เริ่มขึ้นที่จุดนี้ ขี่มาสักพักได้กลิ่นน้ำมันเบนซิน ตอนแรกเราก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอเข้าโค้งเท่านั้นแหละ ล้อหลังปัดจนเกือบล้ม ดีที่ขี่มาไม่เร็ว พอเลยมาอีกซักพักเจอรถกระบะตกข้างทาง ชาวบ้านกำลังช่วยเหลือกันอยู่ เลยจอดสอบถาม เขาว่าเพิ่งเกิดเหตุ ลื่นคราบน้ำมันบนถนน! พอเราสังเกตุดีๆแล้วเห็นได้ชัดเลยว่า คราบน้ำมันบนพื้นถนน เป็นทางยาว สีรุ้งสะท้อนกับน้ำฝนที่เปียกอยู่บนถนน ทำให้เห็นคราบน้ำมันเป็นทางได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ซวยแล้วกู มันจะยาวไปถึงไหนวะเนี่ย!? สรุปคือยิ้มยาวไปถึงทางเข้าเบตงเลย เราต้องขี่ที่ความเร็วแค่ 20-30 กม./ชม. ด้วยระยะทางร่วมๆ 60 กม. ในสภาพขึ้นลงเขาคดโค้ง และในที่สุดก็มืดจนได้ ยิ่งเพิ่มความหลอนเข้าไปอี๊กก ขี่อยู่คันเดียว ในความมืด ในป่าในเขา ในสภาวะฝนตกถนนลื่น ใช้ความเร็วไม่ได้ นานๆจะมีรถสวนหรือตามหลังมาซักคัน ยอมรับว่าจุดๆนี้คือความกลัวถึงขีดสุดในชีวิตแล้วครับ ข้าวก็ไม่ได้กิน หิวก็หิว แต่ในที่สุด ผมก็มาถึงทางเข้าเมืองเบตงจนได้ตอน 1 ทุ่มพอดี ที่ป้าย OK BETONG จอดถ่ายรูปเสร็จรีบมุ่งหน้าไปที่พัก บ้านชาหอม เลย จองไว้ 2 คืนๆละ 650 บาท ต้องการอาบน้ำอุ่นๆเร็วๆ จะได้ออกไปหาไรกินซะที หิวมากกก
ทุ่มครึ่งถึงที่พัก บ้านชาหอม เป็นเกสต์เฮ้าส์ ตกแต่งสไตล์มินิมอล สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน สมาร์ททีวี Wireless Charger มีระเบียง เจ้าของน่ารักใจดี สนใจเข้าพักติดต่อ น้องหอม 0918922362​​ ได้เลยครับ อาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยออกไปหาอะไรร้อนๆกิน ได้เป็นบะหมี่น้ำไก่ บอกเลย อร่อยสุดๆ เส้นบะหมี่ที่นี่ เป็นเส้นสด ซึ้งเส้นจะกลมใหญ่ เกือบเท่าเส้นยากิโซบะ ชอบมากครับ กินเสร็จแล้วแวะเข้าเซเว่นข้างที่พัก หาซื้อเบียร์ดื่มฉลองให้ชื่นใจก่อนเข้านอน จบอีกวันที่แสนยาวนาน
วันที่ 5
เช้าวันที่ 26 ตุลา 68 ออกเดินทางสู่หมุดหมายหลักของทริปนี้ก่อนเลย คือป้ายใต้สุดสยาม ตรงด่านศุลกากรชายแดน ไทย มาเลเซีย พอถึงป้าย เราก็นำรูปคุณแม่ที่เอาติดตัวมาด้วย รบกวนนักท่องเที่ยวแถวนั้น ให้ถ่ายรูปให้ที ผมถือรูปคุณแม่เอาไว้ ยืนอยู่ที่หน้าป้าย ใต้สุดสยาม ผมทำสำเร็จแล้ว ผมพาแม่ไปเที่ยวจนครบ ทั้งเหนือสุด ตะวันออกสุด ตะวันตกสุด และใต้สุด ของสยามประเทศแห่งนี้ ได้ตามความตั้งใจตั้งแต่วัยเด็ก ที่สักวันนึงจะพาแม่เที่ยวให้ทั่วไทย ผมรักแม่ครับ ❤️🙏 ขอบคุณที่ให้กำเนิดผมมา แม้วันนี้แม่จะไม่อยู่แล้ว แต่ผมจะใช้ชีวิตที่เหลือของผมต่อ ให้มีคุณค่า จะรักและดูแลครอบครัวเล็กๆของผมให้ดีที่สุด แม่ไม่ต้องเป็นห่วง หลับพักผ่อนให้สบายครับ
จากนั้นก็ไปเที่ยวต่อตามโปรแกรมที่วางไว้เริ่มด้วยสกายวอร์คอัยเยอร์เวง อุโมงค์ปิยมิตร และบ่อน้ำพุร้อน หมดวันที่สำคัญที่สุดของการเดินทาง
วันที่ 6
เช้ามืดวันที่ 27 ตุลา 68 มีนัดเดินป่าปีนเขาขึ้นทะเลหมอกฆูนุงซีลีปัต ซึ่งแบยาเป็นทั้งคนขับรถนำเที่ยว และไกด์พาเดินขึ้นลง คุยเก่งมากครับ สนใจโทร 063-6077005 ฆูนุงซีลีปัต ทะเลหมอก 360 องศา ใต้สุดสยาม งดงามมากครับ
กลับถึงที่พัก อาบน้ำแต่งตัว เก็บของ เช็คเอ้าท์ แวะกินข้าวมันไก่เบตง ก่อนอำลากลับไปพักที่เมืองยะลา 1 คืน พักที่ The Guest Yala หาร้านถอดแร็คท้าย ส่งไปรษณีย์กลับกทม. พร้อมส่งมอบรถมอไซแล้วครัย
วันที่ 7
เช้าวันที่ 28 ตุลา 68 เดินทางกลับ ช่วงเช้าติดต่อห้องส่งสินค้านำมอไซขึ้นรถไฟ ค่าธรรมเนียม 1,790 บาท ส่วนเรารอขึ้นรถตอนบ่ายสี่โมงครึ่ง
วันที่ 8
ถึงสถานีกลางบางซื่อตอนสิบโมงห้าสิบ รับรถมอไซที่ห้องสินค้าตอนเที่ยง จบแล้วครับผม

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่