ท่าน นิทเทส สืบสำนัก ตอบกระทู้ ที่ดูคล้อยไป หรือดูคล้ายว่าจะโจมตีพระ ของนักการศาสนา พลเรือตรี ทองย้อย แสงสินชัย
โครงการ พิสูจน์ใจ พิสูจน์ตำรา พิสูจน์อักษร?
แนวทางการพิจารณา และการให้สิทธิ์ในการใช้งาน
“อ้างอาการอันดี และอ้างว่าอุทิศพระพุทธเจ้า ดีกว่าอ้างธรรมวินัย, เพราะธรรมวินัยเป็นเรื่องของเวลา และโอกาส และการอยู่ร่วม, ฉะนั้น เมื่ออยู่แต่องค์เดียวรูปเดียวสันโดษ ถ้าบ้าคิด และพิจารณาแต่เรื่องธรรมวินัย ก็น่าจะเท่ากับอาการเพ้อเจ้อ, ซึ่งการ อ้าง หรือจำพึงสำเหนียก ให้ต้องสำเหนียกว่า จะมีสมประดี ในขณะที่จะประพฤติอาการอันดี และสิ่งความอันดี นี้ อุทิศพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, และให้สิทธิ์ และประกันสิทธิ์ สำหรับการเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ยกธรรมวินัยขึ้นเพื่อประกันสมมติว่าเป็นอรหันต์, เพราะการเป็นมนุษย์ ที่มีกิเลสชนิดดี สำคัญกว่าการเป็น เทวะ พรหม หรืออมนุษย์
ดังนั้น เพราะ เหตุที่จะเอาผิดกับนักบวช อย่างไร? ย่อมที่จะไม่ถูกต้องเลย เพราะที่สุด กฎหมาย หรือกฎธรรมชาติก็ตาม จะต้องพิสูจน์สิทธิ์ หรือพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ของสัตว์นั้น หรือคนนั้น ในการที่จะประกันให้ ว่าการได้เกิดมา ได้อัตภาพ ไม่เป็นโมฆะสูญเปล่า, เพราะจริง ๆ แล้ว การถือว่า เด็ดดอกไม้ เป็นปาราชิก การเด็ดดอกไม้นั้นก็ย่อมเป็นปาราชิก และเช่นกัน การถือว่า การฆ่าคนเป็นปาราชิก การฆ่าคนนั้นก็เป็นปาราชิก ซึ่งรูปความเช่นนี้ พระสัมพุทธเจ้า ให้อรรถาธิบายเอง ซึ่งเรื่อง ปาราชิก สำหรับนัยแห่งข้อที่ ๕, ซึ่งนัย แห่งปาราชิกดังกล่าว นักบวชที่ไม่มีเรื่องแห่งปาราชิก มาในกมลสันดาน จะต้องสืบทราบ ค้น หา และตระหนักได้เอง ว่าปาราชิกของตนคือเรื่องอะไร?
ดังนั้น จึงจะต้องเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การสอนไปให้วก เรื่อง ไปเข้าอย่างนั้น คือ ให้วกไปที่ เวลา โอกาส และการอยู่ร่วม ซึ่งจริง ๆ กฎของการอยู่ร่วม ที่เป็นแค่ ธรรมและวินัย ในระดับชนเผ่า ก็ใช้ได้แล้ว ในการที่จะได้ให้มีพระที่ดี ได้ ถ้าหากพระ หรือนักบวชนั้นเป็นคนดีจริง ๆ ก็มิมีใดจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ การแสดงตัว ในทางรูปแบบเลย เพราะความจริงแล้ว ถ้าหากต้องการความเจริญวัฒนาสถาพรตลอดไป มันไม่ใช่เรื่อง การสร้าง ธรรมจักร หรือพุทธจักร ไปตามธรรมวินัย, นัยเพราะว่า ธรรมวินัย ฉะนั้น มันเป็นเรื่องรับประกันว่า ให้เสื่อม และให้สลาย
ฉะนั้น เมื่อ มิต้องมีใด หรือความจำเพาะ แต่จะให้หนักมือ การยุติธรรม หรืองานกฎหมาย ในการที่จะทำ พุทธจักร พุทธเขต และพุทธอาณา ไปตามอาการ แห่งพระธรรมจักร, แล้ว อรรถประโยชน์ จึงควรต้องใส่ใจ พุทธศาตร์ เป็นหลัก คือ มุ่งถือเอา การศึกษาอาการอันดี หรือสิ่งความอันดี นั้น ที่สำคัญ หรือให้สำแดงไว้แล้ว สำหรับการอุทิศต่อพระพุทธเจ้า ด้วยซึ่งโดยที่สุด สิ่งนั้น ก็จะต้องมีความธรรมดา ที่จะต้องเข้ามารับประกันความเป็นมนุษย์ หรือความเป็นคน ไม่ใช่การสั่งสอน ให้ใช้ยาหลอก หรือการบังคับสิทธิ์ ในลักษณะ ที่จะเข้ารับประกัน เทวะ พรหม หรืออมนุษย์
”
ไม่ว่าจะอุตสาหะเพื่อจะบวช หรือไม่ว่าจะอุตสาหะเพื่อจะครองโลก ก็ต้องพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่พิสูจน์ธรรมวินัย?
โครงการ พิสูจน์ใจ พิสูจน์ตำรา พิสูจน์อักษร?
แนวทางการพิจารณา และการให้สิทธิ์ในการใช้งาน
“อ้างอาการอันดี และอ้างว่าอุทิศพระพุทธเจ้า ดีกว่าอ้างธรรมวินัย, เพราะธรรมวินัยเป็นเรื่องของเวลา และโอกาส และการอยู่ร่วม, ฉะนั้น เมื่ออยู่แต่องค์เดียวรูปเดียวสันโดษ ถ้าบ้าคิด และพิจารณาแต่เรื่องธรรมวินัย ก็น่าจะเท่ากับอาการเพ้อเจ้อ, ซึ่งการ อ้าง หรือจำพึงสำเหนียก ให้ต้องสำเหนียกว่า จะมีสมประดี ในขณะที่จะประพฤติอาการอันดี และสิ่งความอันดี นี้ อุทิศพระสัมมาสัมพุทธเจ้า, และให้สิทธิ์ และประกันสิทธิ์ สำหรับการเป็นมนุษย์ ไม่ใช่ยกธรรมวินัยขึ้นเพื่อประกันสมมติว่าเป็นอรหันต์, เพราะการเป็นมนุษย์ ที่มีกิเลสชนิดดี สำคัญกว่าการเป็น เทวะ พรหม หรืออมนุษย์
ดังนั้น เพราะ เหตุที่จะเอาผิดกับนักบวช อย่างไร? ย่อมที่จะไม่ถูกต้องเลย เพราะที่สุด กฎหมาย หรือกฎธรรมชาติก็ตาม จะต้องพิสูจน์สิทธิ์ หรือพิสูจน์ความเป็นมนุษย์ของสัตว์นั้น หรือคนนั้น ในการที่จะประกันให้ ว่าการได้เกิดมา ได้อัตภาพ ไม่เป็นโมฆะสูญเปล่า, เพราะจริง ๆ แล้ว การถือว่า เด็ดดอกไม้ เป็นปาราชิก การเด็ดดอกไม้นั้นก็ย่อมเป็นปาราชิก และเช่นกัน การถือว่า การฆ่าคนเป็นปาราชิก การฆ่าคนนั้นก็เป็นปาราชิก ซึ่งรูปความเช่นนี้ พระสัมพุทธเจ้า ให้อรรถาธิบายเอง ซึ่งเรื่อง ปาราชิก สำหรับนัยแห่งข้อที่ ๕, ซึ่งนัย แห่งปาราชิกดังกล่าว นักบวชที่ไม่มีเรื่องแห่งปาราชิก มาในกมลสันดาน จะต้องสืบทราบ ค้น หา และตระหนักได้เอง ว่าปาราชิกของตนคือเรื่องอะไร?
ดังนั้น จึงจะต้องเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การสอนไปให้วก เรื่อง ไปเข้าอย่างนั้น คือ ให้วกไปที่ เวลา โอกาส และการอยู่ร่วม ซึ่งจริง ๆ กฎของการอยู่ร่วม ที่เป็นแค่ ธรรมและวินัย ในระดับชนเผ่า ก็ใช้ได้แล้ว ในการที่จะได้ให้มีพระที่ดี ได้ ถ้าหากพระ หรือนักบวชนั้นเป็นคนดีจริง ๆ ก็มิมีใดจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ การแสดงตัว ในทางรูปแบบเลย เพราะความจริงแล้ว ถ้าหากต้องการความเจริญวัฒนาสถาพรตลอดไป มันไม่ใช่เรื่อง การสร้าง ธรรมจักร หรือพุทธจักร ไปตามธรรมวินัย, นัยเพราะว่า ธรรมวินัย ฉะนั้น มันเป็นเรื่องรับประกันว่า ให้เสื่อม และให้สลาย
ฉะนั้น เมื่อ มิต้องมีใด หรือความจำเพาะ แต่จะให้หนักมือ การยุติธรรม หรืองานกฎหมาย ในการที่จะทำ พุทธจักร พุทธเขต และพุทธอาณา ไปตามอาการ แห่งพระธรรมจักร, แล้ว อรรถประโยชน์ จึงควรต้องใส่ใจ พุทธศาตร์ เป็นหลัก คือ มุ่งถือเอา การศึกษาอาการอันดี หรือสิ่งความอันดี นั้น ที่สำคัญ หรือให้สำแดงไว้แล้ว สำหรับการอุทิศต่อพระพุทธเจ้า ด้วยซึ่งโดยที่สุด สิ่งนั้น ก็จะต้องมีความธรรมดา ที่จะต้องเข้ามารับประกันความเป็นมนุษย์ หรือความเป็นคน ไม่ใช่การสั่งสอน ให้ใช้ยาหลอก หรือการบังคับสิทธิ์ ในลักษณะ ที่จะเข้ารับประกัน เทวะ พรหม หรืออมนุษย์”