ผมได้ถอดเทปคำพูดในคลิปเป็นข้อความ เพื่อความสะดวกสำหรับคนที่ถนัดอ่านมากกว่าเปิดคลิปฟัง ใครสะดวกแบบไหนก็เลือกกันเองได้เลย
เนื้อหาในคลิป
1. ฝั่งเวียดนามมีการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาตอบโต้การตัดสินของ FIVB อย่างรุนแรง มีการสร้างเรื่องราวดราม่าขึ้นมาโจมตีองค์กรระดับโลกอย่าง FIVB เลยทีเดียว
2. เริ่มจากโพสต์หนึ่งที่กำลังเป็นไวรัลอย่างหนักในเวียดนาม เป็นโพสต์ของคนชื่อ ฟาน ดุย ออกมาเขียนเรื่องราวของนักกีฬาเวียดนามคนหนึ่งที่คนไทยเรียกกันว่า "ตู้แช่" เขาพยายามสร้างภาพให้ผู้หญิงคนนี้เป็นวีรสตรีของชาติที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก เนื้อหาในโพสต์นั้นเล่าว่า สมัยเด็ก ๆ นักกีฬาคนนี้ต้องเดินเท้าไปโรงเรียนไกลถึงวันละ 3-4 กิโมเมตร ผ่านเส้นทางภูเขาและป่าที่อันตราย พอขึ้นชั้นประถมก็ต้องเดินไกลขึ้นไปอีกเป็น 14-15 กิโลเมตรทุกสัปดาห์ เขาพยายามจะบอกว่า ความแข็งแรงและความมุ่งมั่นของเธอหล่อหลอมมาจากการฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ จนก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาระดับโลก เป็นดาวเด่นในการแข่งขันชิงแชมป์โลก U21 เขาพรรณาเสียสวยหรูเลยว่า เป็นนักกีฬาที่ทั้งสวยและเปี่ยมพรสวรรค์อ่อนน้อมถ่อมตนมาตลอด แต่แล้ว FIVB องค์กรที่ป่าวประกาศเรื่องความเท่าเทียมมาตลอด กลับเอามีดแทงลงไปในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียมนั้น นี่คือคำพูดจากโพสต์นั้นเลย และยังกล่าวด้วยว่า FIVB ต้องการนำนักกีฬาคนนี้ไปตรวจโครโมโซม ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดศักดิ์ศรีอย่างร้ายแรง ฟังดูแล้วเหมือนเป็นพลอตหนังเลย มีการสร้างเรื่องราวให้คนรู้สึกสงสาร เห็นใจ และโกรธแค้นไปกับชะตากรรมของหญิงสาวที่น่าสงสารคนหนึ่ง ซึ่งถูกองค์กรยักษ์ใหญ่รังแก
3. แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองภาพใหญ่ แล้วพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักการ เราจะเห็นมุมที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เรื่องราวดราม่าพวกนี้มันเป็นแค่ฉากหน้า แต่เบื้องหลังคือการที่ FIVB ทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หลังจากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของนักกีฬาหญิงเวียดนามในศึกชิงแชมป์โลก U21 ทาง FIVB ก็ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนมาตรฐานสากล แล้วผลการสอบสวนก็ออกมาอย่างที่ทราบกัน คือ FIVB พบว่านักกีฬาคนดังกล่าวไม่มีสิทธิ์ลงแข่งขันตามข้อบังคับด้านวินัยของ FIVB จึงมีคำสั่งลงโทษสถานหนักทันที ซึ่งนี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่เลื่อนลอย แต่มาจากการตรวจสอบตามหลักฐานอย่างชัดเจน
4. เรามาลงรายละเอียดบทลงโทษกันดีกว่า มันหนักหนาสาหัสมากจริง ๆ อย่างแรกเลย คือ ยกเลิกผลการแข่งขันทุกแมทช์ที่มีนักกีฬาคนดังกล่าวลงเล่น พูดง่าย ๆ คือ ชัยชนะที่เคยได้มาเหนือ เซอร์เบีย แคนาดา และอินโดนีเซีย ถูกปรับให้แพ้ 0-3 เซตทั้งหมด
5. ผลกระทบมันร้ายแรงมาก จากเดิมที่เวียดนามทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ในอันดับ 2 ของกลุ่ม มีลุ้นเข้ารอบลึก ๆ กลายเป็นว่าถูกตัดแต้มทั้งหมด ก็ร่วงลงไปอยู่อันดับสุดท้ายทันที ต้องหล่นลงไปแข่งจัดอันดับ 17-24 แทน เรียกได้ว่าความฝันในการสร้างประวัติศาสตร์ต้องพังทลายลงในพริบตา ยังไม่หมดแค่นั้น ยังมีโทษปรับเป็นเงินอีก 30,000 ฟรังก์สวิสหรือประมาณ 1.3 ล้านบาท และที่น่ากลัวที่สุดคือ อาจมีการสั่งแบนทีมงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นเวลานานสูงสุดถึง 2 ปีอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เรื่องถูกส่งไปให้คณะกรรมการด้านวินัยของ FIVB พิจารณาบทลงโทษเพิ่มเติมแล้ว นี่คือมาตรฐานการทำงานขององค์กรกีฬาระดับโลก เมื่อมีกฎก็ต้องบังคับใช้กฎอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ถ้ามีการละเมิดกฎก็ต้องมีบทลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการแข่งขันและความยุติธรรมต่อนักกีฬาทุกชาติที่ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด
6. แต่ทางฝั่งเวียดนามไม่มองแบบนั้น พวกเขายังพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้ง ทางเลขาธิการสมาคมวอลเลย์บอลเวียดนาม (VFV) ออกมาบอกว่า ทีมได้ปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง เอกสารครบถ้วน ไม่มีการปลอมแปลง แล้วก็ยกประเด็นสูติบัตรที่ออกล่าช้าไป 1-2 ปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ชนบทของเวียดนามขึ้นมาอ้าง ประเด็นนี้ฟังแล้วต้องบอกว่าเป็นการเบี่ยงเบนจากสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิง การที่สูติบัตรจะออกช้าหรือเร็วมันเป็นเรื่องของระบบราชการภายในประเทศเวียดนาม แต่สิ่งที่ FIVB ตรวจสอบและเป็นเหตุให้เกิดการลงโทษ มันเป็นเรื่องคุณสมบัติทางชีววิทยาของนักกีฬา ก็คือผลการตรวจโครโมโซมนั่นเอง เรื่องนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์ มันไม่ใช่เรื่องของเอกสารที่ใครจะมาอ้างความเป็นปกติของพื้นที่ชนบทได้
7. นี่คือจุดที่ต้องขีดเส้นใต้ การตรวจโครโมโซมไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่มันเป็นกระบวนการยืนยันเพศสภาพหรือ Sex Verification (การตรวจสอบเพศ) ที่ใช้กันในวงการกีฬาโลกมานานแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า การแข่งขันในประเภทหญิงนั้นมีแต่ผู้หญิงจริง ๆ ที่ลงแข่งขัน เพื่อรักษาหลักการที่สำคัญที่สุดของกีฬา นั่นคือ Fair Play หรือความยุติธรรมในการแข่งขัน ถูกต้องเลย ลองคิดดูสิ นักกีฬาหญิงจากประเทศอื่น ๆ เขาฝึกซ้อมมาอย่างหนักตลอดชีวิต ต้องมาแข่งขันกับคนได้เปรียบทางสรีระและพละกำลังแบบผู้ชาย มันจะยุติธรรมกับพวกเขาได้อย่างไร การที่ FIVB ยืนหยัดในหลักการนี้ คือการปกป้องนักกีฬาหญิงส่วนรวมทั้งหมด ไม่ใช่การจ้องทำลายนักกีฬาคนใดคนหนึ่ง
8. แต่ทางเวียดนามเลือกที่จะสื่อสารกับประชาชนในชาติ ด้วยการสร้างเรื่องราวดราม่า โจมตีว่า FIVB ไม่มีเหตุผล มีอคติ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว FIVB ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่แท้จริงต่อสาธารณะด้วยซ้ำ เพราะมีข้อบังคับที่ต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวของนักกีฬา พวกเขาจะแจ้งเหตุผลให้เฉพาะคู่กรณีโดยตรง คือ ตัวนักกีฬาและสมาคมเท่านั้นได้รับทราบ ซึ่งนี่คือความเป็นมืออาชีพและเป็นการให้เกียรตินักกีฬาด้วยซ้ำ
9. การกระทำของ FIVB ถือเป็นมาตรฐานสากล เคยมีกรณีคล้าย ๆ นี้เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่การเจาะจงเล่นงานเวียดนาม แต่การตอบสนองของสมาคมและสื่อในเวียดนามดูเหมือนจะพยายามทำให้เป็นเรื่องแบบนั้น พยายามเล่นบทผู้ถูกกระทำ แทนที่จะออกมายอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมา และแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากลับเลือกที่จะยื่นอุทธรณ์และเรียกร้องให้ FIVB ชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนไปอีก ซึ่งมันดูย้อนแย้งไปมาก ๆ ในเมื่อผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์มันชัดเจนอยู่แล้ว หลักฐานมันมัดตัวแน่น แต่ก็ยังไม่ยอมรับความจริงกันอีก
10. สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุด คือ การใช้พยายามใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล และใช้เรื่องเล่ามาบิดเบือนข้อเท็จจริง การสร้างเรื่องราวความยากลำบากในวัยเด็กของนักกีฬาคนนั้นขึ้นมา มันอาจจะเรียกความเห็นใจได้ แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลโครโมโซม XY ได้ ไม่ว่าคุณจะเคยเดินไปโรงเรียนไกลแค่ไหน หรือฝึกฝนมาหนักแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำให้คุณสมบัติทางชีววิทยาของคุณเปลี่ยนไปเพื่อให้ลงแข่งในประเภทหญิงได้
11. มันเหมือนกับว่า พวกเขากำลังหลงประเด็นอย่างรุนแรง และกำลังสอนให้คนในชาติเชื่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่น่าสงสารพอ เราจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์สากลได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อันตรายมากในโลกของกีฬา ที่ทุกอย่างต้องตัดสินกันด้วยกฎ กติกา และความเท่าเทียม
12. จริง ๆ แล้วเรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสมาคมวอลเลย์บอลเวียดนามเลยว่า การจะส่งนักกีฬาไปแข่งในระดับโลกนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือ แต่ยังต้องตรวจสอบคุณสมบัติต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างละเอียดถี่ถ้วนและโปร่งใสด้วย การทำแบบนี้มันเหมือนรู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังจะส่งลงไปแข่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติตัวเอง ไม่ให้เกียรติคู่แข่ง และไม่ให้เกียรติวงการวอลเลย์บอลโลก
13. ที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของแฟนวอลเลย์บอลทั่วโลกส่วนใหญ่เข้าใจและสนับสนุนการตัดสินใจของ FIVB เพราะทุกคนรู้ดีว่า นี่คือการปกป้องความสมบูรณ์ของกีฬาวอลเลย์บอลหญิง มีแต่ในเวียดนามเท่านั้นที่มีการประนาม FIVB อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้ถึงการไม่ยอมรับความจริง และพยายามจะเอาชนะด้วยกระแสสังคมมากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
14. การที่สมาคมของเวียดนามยังคงยืนยันปฏิเสธและเตรียมสู้คดี ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของวงการกีฬาเวียดนามดูแย่ลงไปอีก แทนที่จะจัดการปัญหาภายในอย่างเงียบ ๆ และยอมรับบทลงโทษเพื่อเริ่มต้นใหม่ พวกเขากลับเลือกที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งสุดท้ายแล้วผลเสียก็จะตกอยู่ที่ตัวนักกีฬาและวงการวอลเลย์บอลของพวกเขาเองในระยะยาว
15. สรุปแล้วเหตุการณ์นี้ถ้ามองอย่างปราศจากอคติและไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง จะเห็นได้ชัดเลยว่า FIVB ได้ทำหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลกีฬาระดับโลกอย่างถูกต้องและสมบูรณ์แล้ว พวกเขาบังคับใช้กฏอย่างเสมอภาค มีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ และมีบทลงโทษที่ชัดเจนสมเหตุสมผล
16. ส่วนทางเวียดนามนั้น กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าไม่ออก การยอมรับความจริงก็เท่ากับยอมรับว่าตัวเอง ส่งนักกีฬาที่ขาดคุณสมบัติตามหลักชีววิทยาลงแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่การดึงดันปฏิเสธต่อไปก็เท่ากับเป็นการท้าทายองค์กรระดับโลกและหลักการสากล ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษที่หนักหน่วงยิ่งกว่าในอนาคต
สุดท้ายก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ คือ มันได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ และเป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกชาติว่า ในโลกของกีฬา ความซื่อสัตย์และความยุติธรรมต้องมาก่อนเสมอ
สื่อเวียดนามกล่าวหา FIVB ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของดัง ธิ ฮอง หรือ ตู้แช่
เนื้อหาในคลิป
1. ฝั่งเวียดนามมีการปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาตอบโต้การตัดสินของ FIVB อย่างรุนแรง มีการสร้างเรื่องราวดราม่าขึ้นมาโจมตีองค์กรระดับโลกอย่าง FIVB เลยทีเดียว
2. เริ่มจากโพสต์หนึ่งที่กำลังเป็นไวรัลอย่างหนักในเวียดนาม เป็นโพสต์ของคนชื่อ ฟาน ดุย ออกมาเขียนเรื่องราวของนักกีฬาเวียดนามคนหนึ่งที่คนไทยเรียกกันว่า "ตู้แช่" เขาพยายามสร้างภาพให้ผู้หญิงคนนี้เป็นวีรสตรีของชาติที่ต้องต่อสู้กับความยากลำบากมาตั้งแต่เด็ก เนื้อหาในโพสต์นั้นเล่าว่า สมัยเด็ก ๆ นักกีฬาคนนี้ต้องเดินเท้าไปโรงเรียนไกลถึงวันละ 3-4 กิโมเมตร ผ่านเส้นทางภูเขาและป่าที่อันตราย พอขึ้นชั้นประถมก็ต้องเดินไกลขึ้นไปอีกเป็น 14-15 กิโลเมตรทุกสัปดาห์ เขาพยายามจะบอกว่า ความแข็งแรงและความมุ่งมั่นของเธอหล่อหลอมมาจากการฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ จนก้าวขึ้นมาเป็นนักกีฬาระดับโลก เป็นดาวเด่นในการแข่งขันชิงแชมป์โลก U21 เขาพรรณาเสียสวยหรูเลยว่า เป็นนักกีฬาที่ทั้งสวยและเปี่ยมพรสวรรค์อ่อนน้อมถ่อมตนมาตลอด แต่แล้ว FIVB องค์กรที่ป่าวประกาศเรื่องความเท่าเทียมมาตลอด กลับเอามีดแทงลงไปในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียมนั้น นี่คือคำพูดจากโพสต์นั้นเลย และยังกล่าวด้วยว่า FIVB ต้องการนำนักกีฬาคนนี้ไปตรวจโครโมโซม ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดศักดิ์ศรีอย่างร้ายแรง ฟังดูแล้วเหมือนเป็นพลอตหนังเลย มีการสร้างเรื่องราวให้คนรู้สึกสงสาร เห็นใจ และโกรธแค้นไปกับชะตากรรมของหญิงสาวที่น่าสงสารคนหนึ่ง ซึ่งถูกองค์กรยักษ์ใหญ่รังแก
3. แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองภาพใหญ่ แล้วพิจารณาจากข้อเท็จจริงและหลักการ เราจะเห็นมุมที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เรื่องราวดราม่าพวกนี้มันเป็นแค่ฉากหน้า แต่เบื้องหลังคือการที่ FIVB ทำตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หลังจากมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับคุณสมบัติของนักกีฬาหญิงเวียดนามในศึกชิงแชมป์โลก U21 ทาง FIVB ก็ได้เริ่มกระบวนการสอบสวนตามขั้นตอนมาตรฐานสากล แล้วผลการสอบสวนก็ออกมาอย่างที่ทราบกัน คือ FIVB พบว่านักกีฬาคนดังกล่าวไม่มีสิทธิ์ลงแข่งขันตามข้อบังคับด้านวินัยของ FIVB จึงมีคำสั่งลงโทษสถานหนักทันที ซึ่งนี่ไม่ใช่การตัดสินใจที่เลื่อนลอย แต่มาจากการตรวจสอบตามหลักฐานอย่างชัดเจน
4. เรามาลงรายละเอียดบทลงโทษกันดีกว่า มันหนักหนาสาหัสมากจริง ๆ อย่างแรกเลย คือ ยกเลิกผลการแข่งขันทุกแมทช์ที่มีนักกีฬาคนดังกล่าวลงเล่น พูดง่าย ๆ คือ ชัยชนะที่เคยได้มาเหนือ เซอร์เบีย แคนาดา และอินโดนีเซีย ถูกปรับให้แพ้ 0-3 เซตทั้งหมด
5. ผลกระทบมันร้ายแรงมาก จากเดิมที่เวียดนามทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมอยู่ในอันดับ 2 ของกลุ่ม มีลุ้นเข้ารอบลึก ๆ กลายเป็นว่าถูกตัดแต้มทั้งหมด ก็ร่วงลงไปอยู่อันดับสุดท้ายทันที ต้องหล่นลงไปแข่งจัดอันดับ 17-24 แทน เรียกได้ว่าความฝันในการสร้างประวัติศาสตร์ต้องพังทลายลงในพริบตา ยังไม่หมดแค่นั้น ยังมีโทษปรับเป็นเงินอีก 30,000 ฟรังก์สวิสหรือประมาณ 1.3 ล้านบาท และที่น่ากลัวที่สุดคือ อาจมีการสั่งแบนทีมงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นเวลานานสูงสุดถึง 2 ปีอีกด้วย ซึ่งตอนนี้เรื่องถูกส่งไปให้คณะกรรมการด้านวินัยของ FIVB พิจารณาบทลงโทษเพิ่มเติมแล้ว นี่คือมาตรฐานการทำงานขององค์กรกีฬาระดับโลก เมื่อมีกฎก็ต้องบังคับใช้กฎอย่างเท่าเทียมกันทุกคน ถ้ามีการละเมิดกฎก็ต้องมีบทลงโทษที่เด็ดขาดเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของการแข่งขันและความยุติธรรมต่อนักกีฬาทุกชาติที่ปฏิบัติตามกฎอย่างเคร่งครัด
6. แต่ทางฝั่งเวียดนามไม่มองแบบนั้น พวกเขายังพยายามหาเหตุผลมาโต้แย้ง ทางเลขาธิการสมาคมวอลเลย์บอลเวียดนาม (VFV) ออกมาบอกว่า ทีมได้ปฏิบัติตามกฎทุกอย่าง เอกสารครบถ้วน ไม่มีการปลอมแปลง แล้วก็ยกประเด็นสูติบัตรที่ออกล่าช้าไป 1-2 ปี ซึ่งเป็นเรื่องปกติในพื้นที่ชนบทของเวียดนามขึ้นมาอ้าง ประเด็นนี้ฟังแล้วต้องบอกว่าเป็นการเบี่ยงเบนจากสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิง การที่สูติบัตรจะออกช้าหรือเร็วมันเป็นเรื่องของระบบราชการภายในประเทศเวียดนาม แต่สิ่งที่ FIVB ตรวจสอบและเป็นเหตุให้เกิดการลงโทษ มันเป็นเรื่องคุณสมบัติทางชีววิทยาของนักกีฬา ก็คือผลการตรวจโครโมโซมนั่นเอง เรื่องนี้มันเป็นวิทยาศาสตร์ มันไม่ใช่เรื่องของเอกสารที่ใครจะมาอ้างความเป็นปกติของพื้นที่ชนบทได้
7. นี่คือจุดที่ต้องขีดเส้นใต้ การตรวจโครโมโซมไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่มันเป็นกระบวนการยืนยันเพศสภาพหรือ Sex Verification (การตรวจสอบเพศ) ที่ใช้กันในวงการกีฬาโลกมานานแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่า การแข่งขันในประเภทหญิงนั้นมีแต่ผู้หญิงจริง ๆ ที่ลงแข่งขัน เพื่อรักษาหลักการที่สำคัญที่สุดของกีฬา นั่นคือ Fair Play หรือความยุติธรรมในการแข่งขัน ถูกต้องเลย ลองคิดดูสิ นักกีฬาหญิงจากประเทศอื่น ๆ เขาฝึกซ้อมมาอย่างหนักตลอดชีวิต ต้องมาแข่งขันกับคนได้เปรียบทางสรีระและพละกำลังแบบผู้ชาย มันจะยุติธรรมกับพวกเขาได้อย่างไร การที่ FIVB ยืนหยัดในหลักการนี้ คือการปกป้องนักกีฬาหญิงส่วนรวมทั้งหมด ไม่ใช่การจ้องทำลายนักกีฬาคนใดคนหนึ่ง
8. แต่ทางเวียดนามเลือกที่จะสื่อสารกับประชาชนในชาติ ด้วยการสร้างเรื่องราวดราม่า โจมตีว่า FIVB ไม่มีเหตุผล มีอคติ ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว FIVB ไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่แท้จริงต่อสาธารณะด้วยซ้ำ เพราะมีข้อบังคับที่ต้องปกป้องข้อมูลส่วนตัวของนักกีฬา พวกเขาจะแจ้งเหตุผลให้เฉพาะคู่กรณีโดยตรง คือ ตัวนักกีฬาและสมาคมเท่านั้นได้รับทราบ ซึ่งนี่คือความเป็นมืออาชีพและเป็นการให้เกียรตินักกีฬาด้วยซ้ำ
9. การกระทำของ FIVB ถือเป็นมาตรฐานสากล เคยมีกรณีคล้าย ๆ นี้เกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องใหม่ และไม่ใช่การเจาะจงเล่นงานเวียดนาม แต่การตอบสนองของสมาคมและสื่อในเวียดนามดูเหมือนจะพยายามทำให้เป็นเรื่องแบบนั้น พยายามเล่นบทผู้ถูกกระทำ แทนที่จะออกมายอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมา และแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากลับเลือกที่จะยื่นอุทธรณ์และเรียกร้องให้ FIVB ชี้แจงหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนไปอีก ซึ่งมันดูย้อนแย้งไปมาก ๆ ในเมื่อผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์มันชัดเจนอยู่แล้ว หลักฐานมันมัดตัวแน่น แต่ก็ยังไม่ยอมรับความจริงกันอีก
10. สิ่งที่น่าผิดหวังที่สุด คือ การใช้พยายามใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผล และใช้เรื่องเล่ามาบิดเบือนข้อเท็จจริง การสร้างเรื่องราวความยากลำบากในวัยเด็กของนักกีฬาคนนั้นขึ้นมา มันอาจจะเรียกความเห็นใจได้ แต่มันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงผลโครโมโซม XY ได้ ไม่ว่าคุณจะเคยเดินไปโรงเรียนไกลแค่ไหน หรือฝึกฝนมาหนักแค่ไหน มันก็ไม่ได้ทำให้คุณสมบัติทางชีววิทยาของคุณเปลี่ยนไปเพื่อให้ลงแข่งในประเภทหญิงได้
11. มันเหมือนกับว่า พวกเขากำลังหลงประเด็นอย่างรุนแรง และกำลังสอนให้คนในชาติเชื่อว่า ถ้าเรามีเรื่องที่น่าสงสารพอ เราจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์สากลได้ ซึ่งเป็นแนวคิดที่อันตรายมากในโลกของกีฬา ที่ทุกอย่างต้องตัดสินกันด้วยกฎ กติกา และความเท่าเทียม
12. จริง ๆ แล้วเรื่องนี้น่าจะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสมาคมวอลเลย์บอลเวียดนามเลยว่า การจะส่งนักกีฬาไปแข่งในระดับโลกนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของฝีมือ แต่ยังต้องตรวจสอบคุณสมบัติต่าง ๆ ให้เป็นไปตามกฎระเบียบอย่างละเอียดถี่ถ้วนและโปร่งใสด้วย การทำแบบนี้มันเหมือนรู้ทั้งรู้ แต่ก็ยังจะส่งลงไปแข่ง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติตัวเอง ไม่ให้เกียรติคู่แข่ง และไม่ให้เกียรติวงการวอลเลย์บอลโลก
13. ที่น่าสนใจคือปฏิกิริยาของแฟนวอลเลย์บอลทั่วโลกส่วนใหญ่เข้าใจและสนับสนุนการตัดสินใจของ FIVB เพราะทุกคนรู้ดีว่า นี่คือการปกป้องความสมบูรณ์ของกีฬาวอลเลย์บอลหญิง มีแต่ในเวียดนามเท่านั้นที่มีการประนาม FIVB อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้ถึงการไม่ยอมรับความจริง และพยายามจะเอาชนะด้วยกระแสสังคมมากกว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
14. การที่สมาคมของเวียดนามยังคงยืนยันปฏิเสธและเตรียมสู้คดี ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของวงการกีฬาเวียดนามดูแย่ลงไปอีก แทนที่จะจัดการปัญหาภายในอย่างเงียบ ๆ และยอมรับบทลงโทษเพื่อเริ่มต้นใหม่ พวกเขากลับเลือกที่จะทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต ซึ่งสุดท้ายแล้วผลเสียก็จะตกอยู่ที่ตัวนักกีฬาและวงการวอลเลย์บอลของพวกเขาเองในระยะยาว
15. สรุปแล้วเหตุการณ์นี้ถ้ามองอย่างปราศจากอคติและไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้ง จะเห็นได้ชัดเลยว่า FIVB ได้ทำหน้าที่ขององค์กรกำกับดูแลกีฬาระดับโลกอย่างถูกต้องและสมบูรณ์แล้ว พวกเขาบังคับใช้กฏอย่างเสมอภาค มีกระบวนการตรวจสอบที่เป็นวิทยาศาสตร์ และมีบทลงโทษที่ชัดเจนสมเหตุสมผล
16. ส่วนทางเวียดนามนั้น กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าไม่ออก การยอมรับความจริงก็เท่ากับยอมรับว่าตัวเอง ส่งนักกีฬาที่ขาดคุณสมบัติตามหลักชีววิทยาลงแข่งขัน ซึ่งเป็นเรื่องน่าอับอาย แต่การดึงดันปฏิเสธต่อไปก็เท่ากับเป็นการท้าทายองค์กรระดับโลกและหลักการสากล ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษที่หนักหน่วงยิ่งกว่าในอนาคต
สุดท้ายก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ ๆ คือ มันได้กลายเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญ และเป็นเครื่องเตือนใจให้กับทุกชาติว่า ในโลกของกีฬา ความซื่อสัตย์และความยุติธรรมต้องมาก่อนเสมอ