ปกติก่อนกดซื้อสินค้า ควรดูรีวิวของผู้ที่เคยซื้อ จำนวนผู้ที่เคยซื้อ และ ดูราคาสินค้าถ้าถูกมากๆ มักจะเป็นของปลอม 
เจาะลึกปัญหา – เปิดทางออก! ETDA ชวน ‘รัฐ-เอกชน-แพลตฟอร์มดิจิทัล’ ร่วมถก ‘สินค้าออนไลน์ผิดกฎหมาย-ไม่ได้มาตรฐาน’
ในยุคที่การซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล กำลังกลายเป็นช่องทางหลักที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายเพียงปลายนิ้ว แต่ในความสะดวกสบายก็อาจแฝงความเสี่ยงโดยไม่รู้ตัว หากใช้โดยขาดวิจารณญาณและการรู้เท่าทัน
ปัจจุบันมิจฉาชีพฉกฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของกฎหมาย สร้างกลลวงและวงจร “สินค้าผิดกฎหมาย – ไม่ได้มาตรฐาน” บนโลกออนไลน์ อย่างกรณีที่ตกเป็นประเด็นดัง หญิงสาวสั่งซื้อกระดาษทิชชูเปียกผ่านทางออนไลน์ แต่กลับได้ลำโพงที่ภายในซุกซ่อนยาเสพติด หรืออีกหลายกรณีที่ผู้บริโภคต้องตกเป็นเหยื่อ ทั้งจากสินค้าไม่ตรงปก สินค้าไม่มีคุณภาพ ไม่ได้มาตรฐาน
ETDA หน่วยงานกำกับดูแลแพตฟอร์มดิจิทัล ที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการสร้างระบบนิเวศน์ของการทำธุรกรรมออนไลน์ที่ทุกคนมั่นใจ เปิดเวทีเสวนาเดินหน้าแคมเปญใหญ่ “DPS Trust Every Click” ใต้แนวคิด “รวมพลังต้านภัย สินค้าออนไลน์ ผิดกฎหมาย - ไร้มาตรฐาน” เชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์โดยตรงกับการจัดการปัญหาการซื้อ-ขาย ‘สินค้าออนไลน์’ จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้ง สภาองค์กรของผู้บริโภค,ศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย., สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.), กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และแพลตฟอร์มดิจิทัล อย่าง Shopee (ประเทศไทย) มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองพร้อมเจาะลึกปัญหา ร่วมหาแนวทางสกัดกั้นปัญหา สร้างพื้นที่การทำธุรกรรมออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น
‘ของถูก’ กลายเป็นกับดัก ปัญหาไม่ใช่แค่ตัวเลขร้องเรียน แต่คือ ‘วิกฤตสาธารณะ’
ปฏิเสธไม่ได้ว่า ปัญหาการซื้อขายสินค้าออนไลน์ในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากเจตนาร้ายของมิจฉาชีพเพียงฝ่ายเดียว แต่มักเป็นผลจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ขาดความตระหนัก และมีแนวโน้มเลือกซื้อสินค้าจาก “ราคาถูก” มากกว่าคุณภาพหรือแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือ หลายกรณีผู้บริโภคซื้อสินค้าราคาต่ำผิดปกติ เช่น ตู้เย็นราคาไม่ถึง 200 บาท หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าไร้มาตรฐาน
ส่งผลให้ไม่ได้รับสินค้าตามที่สั่ง ถูกหลอกให้โอนเงิน หรือได้รับสินค้าที่ไม่สามารถใช้งานได้ และไม่แจ้งความหรือติดต่อหน่วยงานเพราะมูลค่าความเสียหายต่ำ จนนำไปสู่พฤติกรรม “ยอมรับความเสียหาย” ซึ่งเปิดช่องให้กลุ่มมิจฉาชีพเติบโตในโลกออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
สถิติจากศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหาออนไลน์ หรือ 1212 ETDA พบว่า ปี 2567 มีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 35,358 ครั้ง ปัญหาที่พบมากสุดคือ ‘การซื้อขายของออนไลน์’ เช่น ได้ของไม่ตรงปก ไม่ได้รับสินค้า หรือสินค้าปลอม รวมถึงถูกฉ้อโกงต่าง ๆ จากแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งเป็น 74% ของเรื่องที่ถูกร้องเรียนทั้งหมด
สภาองค์กรของผู้บริโภคชี้ว่า แม้มูลค่าความเสียหายต่อรายจะเฉลี่ยเพียง 500 บาท แต่เมื่อรวมกันในระดับประเทศ ความเสียหายกลับอยู่ในระดับ "หมื่นล้านบาท" จนทำให้ปัญหาระดับปัจเจกบุคคลกลายเป็น ‘วิกฤตสาธารณะ’ ที่ไม่อาจไม่ข้าม และที่สำคัญมีความซับซ้อนมากขึ้น
ขณะที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เผยว่า วิธีการของมิจฉาชีพมีความซับซ้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ “บัญชีม้า” หรือบุคคลอื่นในการเปิดบัญชีรับโอนเงิน ทำให้ยากต่อการตามจับตัวผู้กระทำผิด อีกทั้งยังพบการหลอกซ้อนหลอก เช่น มิจฉาชีพหลอกคนให้เปิดบัญชีโดยอ้างว่าจะได้ผลตอบแทน แล้วใช้บัญชีนั้นหลอกลวงคนอื่นอีกทอดหนึ่ง
ผลักดันกฎหมาย “Lemon Law”
อย่างไรก็ตาม ตัวแทนจากทุกหน่วยงาน ต่างร่วมสะท้อนบทบาท บทเรียน และแนวทางในการรับมือกับปัญหา ไว้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นสภาองค์กรของผู้บริโภค - การซื้อขายออนไลน์กลายเป็น “ภัยสาธารณะยุคใหม่” ที่อาจทำให้เงินในบัญชีหายไปในพริบตา ผู้บริโภคจำนวนมากถูกหลอกให้ซื้อสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ หรือไม่ได้รับของเลย
โดยเฉพาะจากการซื้อขายผ่านช่องทางส่วนตัวอย่าง Facebook ที่ไร้การตรวจสอบตัวตน สภาองค์กรของผู้บริโภคจึงเน้นย้ำให้มี “สติก่อนช้อป” ผลักดันกฎหมาย “Lemon Law” หรือ (ร่าง) พระราชบัญญัติความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่องของสินค้า ให้มีผลบังคับใช้เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถขอเปลี่ยนหรือคืนสินค้าได้ในกรณีที่สินค้าไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น
ข้อมูลจากศูนย์จัดการเรื่องร้องเรียนและปราบปรามการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ อย. - ได้รับเรื่องร้องเรียน เฉลี่ยปีละ 3,000 – 4,000 เคส มากกว่า 50–60% เป็นปัญหาเกี่ยวกับ โฆษณาหลอกลวง หรือโฆษณาที่ไม่ได้รับอนุญาต และที่น่าตกใจคือ ผู้บริโภคบางส่วน มักเลือกซื้อยาจากออนไลน์ ทั้งที่ร้านขายยามีทั่วไป บางรายไม่สามารถแยกแยะสินค้าปลอมได้ ที่สำคัญไม่ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของร้านค้า และยอมรับความเสี่ยงโดยไม่ตั้งคำถาม
AI ตรวจจับผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย
อย.พร้อมเดินหน้าร่วมมือกับแพลตฟอร์ม และพัฒนา AI ตรวจจับผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ไม่ได้มาตรฐาน โดยเริ่มจากกลุ่มอาหาร AI พร้อมเน้นใช้ ฉลากภาษาไทย เป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้นของความน่าเชื่อถือ เมื่อ AI ตรวจจับได้ อย. จะทำหน้าที่สกรีน ตรวจสอบ และประสานแพลตฟอร์มเพื่อปิดการขายสินค้า พร้อม ดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะที่ สมอ.เปิดเผยว่า แพลตฟอร์มออนไลน์เติบโตแบบก้าวกระโดด ส่งผลให้สินค้าหลายประเภท รวมถึงสินค้าจากจีน หลั่งไหลเข้าสู่ตลาดออนไลน์และหลายรายการไม่ผ่านการควบคุมคุณภาพ สร้างความท้าทายต่อการคุ้มครองผู้บริโภค ปัจจุบัน สมอ. มีมาตรฐานบังคับ 145 รายการ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 200 รายการในปี 2570 ซึ่งจุดมุ่งหมายของ สมอ. ไม่ใช่แค่ควบคุม แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันแก่ผู้บริโภค ยกระดับความปลอดภัยของโลกออนไลน์ให้เป็นพื้นที่ที่ไว้ใจได้ในทุกคลิก
ปี 2567 มีเรื่องร้องเรียนกว่า 40,000 เรื่อง ภายใน 4 เดือนของปี 2568 ทะลุ 16,000 เรื่อง โดยเหยื่อส่วนใหญ่ มักเป็นผู้สูงอายุที่มีกำลังซื้อ แต่เมื่อเจอปัญหากลับไม่สามารถจัดการระบบออนไลน์ได้ด้วยตนเอง
ในอนาคต ต้องผลักดันให้มีแพลตฟอร์มจดทะเบียนตลาดแบบตรง โดยเฉพาะผู้ขายออนไลน์ที่มียอดเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องจดทะเบียนกับ สคบ. เพื่อสร้างกลไกกำกับดูแลร่วมกัน
ฝั่งตัวแทนแพลตฟอร์มดิจิทัล อย่าง Shopee ย้ำในเวทีนี้ถึงการเน้นสร้างความร่วมมือกับภาครัฐในการแชร์ข้อมูลและตรวจสอบผู้ขาย เพื่อป้องกันการฉ้อโกงออนไลน์ โดยใช้ระบบ AI ตรวจจับความผิดปกติก่อนสินค้าจะขึ้นขาย พร้อมเข้มงวดกับสินค้าผิดกฎหมาย สินค้าปลอม และสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน มีระบบ “Shopee Guarantee” ที่ให้ผู้ซื้อคืนสินค้า/ขอเงินคืนได้ภายใน 7–14 วัน หากสินค้าไม่ตรงปก
นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถรีพอร์ตพฤติกรรมผิดปกติผ่านแพลตฟอร์มได้โดยตรง พร้อมยอมรับ การคุ้มครองผู้บริโภคมากเกินไปอาจกระทบต่อผู้ขาย โดยเฉพาะกรณีผู้ซื้อที่คืนสินค้าบ่อยโดยไม่เหมาะสม จึงอยู่ระหว่างการพัฒนานโยบายที่สมดุลและเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยตั้งเป้าสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคผ่านคอนเทนต์แบบวิดีโอ ไลฟ์สด และการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้นโดยเฉพาะต่อกลุ่มผู้ซื้อที่ยังไม่มั่นใจในร้านค้า เป็นต้น
รัฐ-เอกชน-แพลตฟอร์มดิจิทัล ถกหาทางออกสินค้าผิดกฎหมาย คุณภาพต่ำ