คุณคิดยังงัย “ถ้าในอนาคต การรักษามะเร็งจะไม่ต้องรักษาด้วยการฉายแสงหรือให้เคมีบำบัดแล้ว”
เครดิตอยู่ด้านล่างนะคะ
💉🧬การค้นพบครั้งสำคัญ : นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบวิธี “ทำให้มะเร็งอดตาย” - โดยไม่ต้องใช้เคมีบำบัด, รังสีบำบัด หรือยาเม็ด อาวุธที่ใช้? มันอยู่ในร่างกายของคุณเอง
◊นี่คือ เรื่องราวของการที่เราอาจจะเข้าใกล้วิธีรักษามะเร็งให้หายขาด
1. เป็นเวลาหลายสิบปี มะเร็งถูกมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดไร้สติ - มันเติบโต, แพร่กระจาย, หยุดไม่ได้ แต่ในช่วงทศวรรษปี 1920s ชายคนหนึ่งเห็นบางสิ่งแปลกประหลาด มะเร็งไม่เพียงแค่เติบโต มัน “ตะกละ” มันเขมือบน้ำตาลราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโหย และนั่นเปลี่ยนทุกอย่า
2. ชายคนนั้น คือ Otto Warburg เขาค้นพบว่า เซลล์มะเร็งแทบไม่ใช้ออกซิเจนเลย พวกมันหมัก (ferment) น้ำตาลแทน และผลิตกรดแลคติก (lactic acid) มากกว่าเซลล์ปกติถึง 70 เท่า
• กรดแลคติก Lactic Acid คือ เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการหมักน้ำตาล (fermentation)
• ~ เซลล์มะเร็งผลิตกรดแลคติกมากถึง 70 เท่าของเซลล์ปกติ ซึ่งส่งผลให้สภาพแวดล้อมรอบเนื้องอกเป็นกรด
+ แม้จะมีออกซิเจนอยู่ เซลล์มะเร็งก็ยังเลือกใช้ “พลังงานสกปรก” นี้อยู่ดี ทำไม? เพราะมันช่วยให้พวกมันเติบโตได้เร็วขึ้น
3. สิ่งนี้ถูกเรียกว่า Warburg Effect คือ ปรากฏการณ์ที่เซลล์มะเร็งใช้กระบวนการหมักน้ำตาล fermentation แทนการใช้พลังงานจากออกซิเจน แม้จะมีออกซิเจนพร้อมใช้ ~ ซึ่งผิดจากเซลล์ปกติที่ใช้กระบวนการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Respiration) ~ ส่งผลให้เซลล์มะเร็งผลิตกรดแลคติกมากผิดปกติ Warburg เชื่อว่า การเสพติดน้ำตาลของเซลล์มะเร็งไม่ใช่แค่ “อาการ” แต่มันคือ “สาเหตุ” ของมะเร็งเลยทีเดียว ทฤษฎีของเขา => มะเร็ง คือ “โรคเมตาบอลิซึม” (Metabolic Disease) ที่เกิดจากการหายใจระดับเซลล์ที่เสียหาย และการบริโภคน้ำตาลอย่างบ้าคลั่ง
• โรคเมตาบอลิซึม Metabolic Disease คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เช่น เบาหวาน ทฤษฎีของ Warburg มองว่า มะเร็งเป็นโรคเมตาบอลิซึม ไม่ใช่แค่โรคของ DNA
4. ผู้คนจึงเริ่ม “ทดลอง” แนวคิดนี้ (ก่อนเวลาอันควร)
• คีโตเจนิกไดเอต (Ketogenic diet)
• อัลคาไลน์ไดเอต (Alkaline diets)
• เมล็ดแฟลกซ์กับคอตเทจชีส (flaxseed and cottage cheese) (ใช่, จริงๆ)
• อาหารแบบ คีโตเจนิก Ketogenic diet คือ รูปแบบการกินอาหารที่ลดคาร์โบไฮเดรตให้น้อยมาก เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะ “คีโตซิส” และใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก, มีคนพยายามใช้แนวทางนี้เพื่ออดอาหารมะเร็ง เนื่องจากมะเร็งชอบกลูโคส]
• อาหารแบบ อัลคาไลน์ Alkaline diets หรือ “อาหารด่าง” เป็นแนวทางการกินอาหารที่มีเป้าหมายเพื่อ ปรับค่า pH ของร่างกายให้เป็นด่าง โดยเชื่อว่า สภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็ง และอาหารสามารถเปลี่ยนสภาพความเป็นกรด-ด่างของเลือดและเนื้อเยื่อได้ ทุกแนวทาง พยายามจะ “ทำให้มะเร็งอดตาย” ด้วยการควบคุมอาหาร
5. แต่เมื่อนำไปทดลองจริง? มันกลับล้มเหลว => เนื้องอกยังคงเติบโตต่อไป เพราะมะเร็ง แย่งอาหารเก่งกว่าคุณ + มะเร็ง “ฉลาด” ถ้าคุณตัดน้ำตาล มันก็ปรับตัว ~ มันดูดเอาอาหารจากเนื้อเยื่อใกล้เคียง ~ มันขโมยทุกอย่างที่มันต้องการ + สุดท้าย? คุณอดก่อนมัน แม้จะอดอาหาร fasting, แม้จะทำไดเอตแบบสุดโต่ง ก็ไม่มีทางแก้ที่เชื่อถือได้
6. แต่แล้วก็มีเบาะแสประหลาดปรากฏขึ้น… แพทย์พบสิ่งแปลกๆ บนสแกน PET: มีจุดสว่างส่องสว่างขึ้น… นอกเหนือจากสมองและเนื้องอก การสแกน PET, PET Scan : ย่อมาจาก Positron Emission Tomography
ใช้สารกัมมันตรังสีที่มีโครงสร้างคล้ายกลูโคส เพื่อดูว่าเซลล์ไหน “กินกลูโคส” มาก บริเวณที่มี เซลล์มะเร็งและ ไขมันสีน้ำตาล มักแสดงเป็นจุดสว่าง เพราะเผาผลาญกลูโคสมาก / ไม่ใช่กล้ามเนื้อ ไม่ใช่อวัยวะ => มันคือ ไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) และมันมีเมตาบอลิซึมที่ ลุกเป็นไฟ (Metabolically On Fire)
• ไขมันสีน้ำตาล Brown Fat เป็นไขมันชนิดพิเศษที่ร่างกายใช้สร้างความร้อน พบมากในทารก หรือในผู้ใหญ่ที่โดนความเย็น เผาผลาญกลูโคสเพื่อให้ความร้อน (ต่างจากไขมันขาวที่เก็บพลังงาน)
7. ไขมันสีน้ำตาล Brown Fat ไม่เหมือนไขมันขาวทั่วไป มันไม่เก็บพลังงาน มัน “เผาผลาญ” พลังงาน
• ทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่น • ทำงานเมื่อร่างกายเย็น • กินกลูโคสเหมือนเนื้องอก - แต่เพื่อ ให้คุณอยู่รอด ดังนั้น… ถ้าเรานำความ “หิว” นี้มาใช้เป็นอาวุธล่ะ?
8. มีการทดลองปลูกเนื้องอกในหนู แล้วให้หนูอยู่ในห้องเย็น พบว่า ไขมันสีน้ำตาลถูกกระตุ้น เนื้องอกต้อง “แย่งน้ำตาล” กับไขมันสีน้ำตาล
* ผลลัพธ์?
📉 การเติบโตของเนื้องอกลดลง 80%
📈 อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น 2 เท่า
* ไขมัน กำลังทำให้มะเร็ง “อดตาย” ที่มา: Brown-fat-mediated tumour suppression by cold-altered global metabolism
9. แต่คุณไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในตู้แช่แข็งได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงถามว่า : => เราจะเปลี่ยนไขมันสีขาวให้กลายเป็นไขมันสีน้ำตาลได้ไหม โดยไม่ต้องใช้ความเย็น? + พวกเขาใช้ CRISPR ( เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรม) เพื่อสร้าง ไขมันสีเบจ (Beige Fat)
• CRISPR คริสเปอร์ คือ เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมที่แม่นยำสูง ย่อมาจาก Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats ใช้เพื่อแก้ไข DNA ในเซลล์ต่างๆ รวมถึงการสร้าง “ไขมันสีเบจ Beige Fat” ในห้องแล็บ
• ไขมันสีเบจ Beige Fat คือ ไขมันที่ถูก “โปรแกรมใหม่” ให้ทำงานคล้ายไขมันสีน้ำตาล ในการทดลองนี้ นักวิจัยใช้ CRISPR เพื่อเปลี่ยนไขมันขาวให้ทำหน้าที่เผาผลาญกลูโคสได้เหมือนไขมันสีน้ำตาล ไขมันที่มีเมตาบอลิซึมแบบไขมันสีน้ำตาล… แต่สร้างในห้องแล็บ จากนั้นจึงฝังไขมันสีเบจไว้ใกล้เนื้องอกในหนู
+ ผลลัพธ์?💡ขนาดของเนื้องอกเล็กลง 50% เซลล์มะเร็งอดตาย เซลล์ปกติเติบโตได้ดี
ใช้ได้กับมะเร็งเต้านม, ลำไส้ใหญ่, ต่อมลูกหมาก และตับอ่อน
ไม่มีเคมีบำบัด มีแค่ “การแข่งขันด้านเมตาบอลิซึม”
• การแข่งขันด้านเมตาบอลิซึม Metabolic Competition แนวคิดใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งแทนที่จะพยายาม “ฆ่า” มะเร็งด้วยยา นักวิจัยใช้ “เซลล์ของร่างกาย” มาแข่งขันแย่งอาหารกับมะเร็ง เมื่อมะเร็งไม่ได้รับน้ำตาลเพียงพอ ก็จะ “อดตาย” เอง
10. สิ่งนี้เรียกว่า การบำบัดด้วยเซลล์มีชีวิต Living Cell Therapy การบำบัดด้วยเซลล์มีชีวิต Living Cell Therapy คือ การนำเซลล์ในร่างกายของผู้ป่วย (เช่น เซลล์ไขมัน) ออกมา ปรับแต่งทางพันธุกรรม (เช่น ด้วย CRISPR) แล้วฝังกลับเข้าไปใกล้เนื้องอก เพื่อให้เซลล์เหล่านี้แข่งขันกับมะเร็งในการใช้น้ำตาล ไม่มีปฏิกิริยาปฏิเสธจากภูมิคุ้มกัน เพราะเป็นเซลล์ของผู้ป่วยเอง (นำไขมันของคุณออกมา ปรับแต่ง แล้วฝังกลับไปใกล้เนื้องอก/ ไม่มีการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน/ ไม่ต้องแช่แข็ง/ ไม่ใช่สารพิษ/ มีเพียง “ร่างกายของคุณเอง” ที่ชนะมะเร็งด้วยการแข่งขัน)
11. นี่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” - อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่คือ แนวหน้าใหม่ของการรักษามะเร็ง : ปรับแต่งเซลล์ไขมันให้กินแข่งกับเนื้องอก ไม่ใช้เคมีบำบัด ไม่ใช้รังสี แค่ใช้ชีววิทยาที่ชาญฉลาด
💡ก้าวต่อไป ?
~ ศึกษาในกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น
~ ตรวจสอบความปลอดภัยในระยะยาว
~ มะเร็งสามารถปรับตัวได้หรือไม่?
+ ตอนนี้ยังอยู่ช่วงต้นทาง - แต่เรื่องนี้เป็น “ของจริง”
Warburg เคยเชื่อว่า “การเสพติดน้ำตาล” ของมะเร็ง จะนำไปสู่จุดจบของมันเอง หนึ่งศตวรรษต่อมา วิสัยทัศน์นั้นอาจกำลังเป็นจริง เรากำลังเปลี่ยน “ไขมัน” เนื้อเยื่อที่คนเกลียดที่สุดในโลก => ให้กลายเป็นอาวุธทางการแพทย์ระดับแม่นยำ ไม่ต้องใช้เคมีบำบัด แค่แข่งขันกันกิน
+ คุณคิดอย่างไรกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่นี้?
การต่อสู้มะเร็งด้วย “การบำบัดด้วยความเย็น 4°C” และไขมันสีน้ำตาล
CR: FB คุณ RUN ALONG NOW วิ่งตามโลก
.
🧬การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่ ในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง โดยไม่ใช้การฉายแสงหรือเคมีบำบัด
เครดิตอยู่ด้านล่างนะคะ
💉🧬การค้นพบครั้งสำคัญ : นักวิทยาศาสตร์เพิ่งค้นพบวิธี “ทำให้มะเร็งอดตาย” - โดยไม่ต้องใช้เคมีบำบัด, รังสีบำบัด หรือยาเม็ด อาวุธที่ใช้? มันอยู่ในร่างกายของคุณเอง
◊นี่คือ เรื่องราวของการที่เราอาจจะเข้าใกล้วิธีรักษามะเร็งให้หายขาด
1. เป็นเวลาหลายสิบปี มะเร็งถูกมองว่าเป็นสัตว์ประหลาดไร้สติ - มันเติบโต, แพร่กระจาย, หยุดไม่ได้ แต่ในช่วงทศวรรษปี 1920s ชายคนหนึ่งเห็นบางสิ่งแปลกประหลาด มะเร็งไม่เพียงแค่เติบโต มัน “ตะกละ” มันเขมือบน้ำตาลราวกับสัตว์ร้ายที่กำลังหิวโหย และนั่นเปลี่ยนทุกอย่า
2. ชายคนนั้น คือ Otto Warburg เขาค้นพบว่า เซลล์มะเร็งแทบไม่ใช้ออกซิเจนเลย พวกมันหมัก (ferment) น้ำตาลแทน และผลิตกรดแลคติก (lactic acid) มากกว่าเซลล์ปกติถึง 70 เท่า
• กรดแลคติก Lactic Acid คือ เป็นผลพลอยได้จากกระบวนการหมักน้ำตาล (fermentation)
• ~ เซลล์มะเร็งผลิตกรดแลคติกมากถึง 70 เท่าของเซลล์ปกติ ซึ่งส่งผลให้สภาพแวดล้อมรอบเนื้องอกเป็นกรด
+ แม้จะมีออกซิเจนอยู่ เซลล์มะเร็งก็ยังเลือกใช้ “พลังงานสกปรก” นี้อยู่ดี ทำไม? เพราะมันช่วยให้พวกมันเติบโตได้เร็วขึ้น
3. สิ่งนี้ถูกเรียกว่า Warburg Effect คือ ปรากฏการณ์ที่เซลล์มะเร็งใช้กระบวนการหมักน้ำตาล fermentation แทนการใช้พลังงานจากออกซิเจน แม้จะมีออกซิเจนพร้อมใช้ ~ ซึ่งผิดจากเซลล์ปกติที่ใช้กระบวนการเผาผลาญแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Respiration) ~ ส่งผลให้เซลล์มะเร็งผลิตกรดแลคติกมากผิดปกติ Warburg เชื่อว่า การเสพติดน้ำตาลของเซลล์มะเร็งไม่ใช่แค่ “อาการ” แต่มันคือ “สาเหตุ” ของมะเร็งเลยทีเดียว ทฤษฎีของเขา => มะเร็ง คือ “โรคเมตาบอลิซึม” (Metabolic Disease) ที่เกิดจากการหายใจระดับเซลล์ที่เสียหาย และการบริโภคน้ำตาลอย่างบ้าคลั่ง
• โรคเมตาบอลิซึม Metabolic Disease คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของกระบวนการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย เช่น เบาหวาน ทฤษฎีของ Warburg มองว่า มะเร็งเป็นโรคเมตาบอลิซึม ไม่ใช่แค่โรคของ DNA
4. ผู้คนจึงเริ่ม “ทดลอง” แนวคิดนี้ (ก่อนเวลาอันควร)
• คีโตเจนิกไดเอต (Ketogenic diet)
• อัลคาไลน์ไดเอต (Alkaline diets)
• เมล็ดแฟลกซ์กับคอตเทจชีส (flaxseed and cottage cheese) (ใช่, จริงๆ)
• อาหารแบบ คีโตเจนิก Ketogenic diet คือ รูปแบบการกินอาหารที่ลดคาร์โบไฮเดรตให้น้อยมาก เพื่อให้ร่างกายเข้าสู่สภาวะ “คีโตซิส” และใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลัก, มีคนพยายามใช้แนวทางนี้เพื่ออดอาหารมะเร็ง เนื่องจากมะเร็งชอบกลูโคส]
• อาหารแบบ อัลคาไลน์ Alkaline diets หรือ “อาหารด่าง” เป็นแนวทางการกินอาหารที่มีเป้าหมายเพื่อ ปรับค่า pH ของร่างกายให้เป็นด่าง โดยเชื่อว่า สภาพแวดล้อมที่เป็นกรดในร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดโรคต่างๆ รวมถึงมะเร็ง และอาหารสามารถเปลี่ยนสภาพความเป็นกรด-ด่างของเลือดและเนื้อเยื่อได้ ทุกแนวทาง พยายามจะ “ทำให้มะเร็งอดตาย” ด้วยการควบคุมอาหาร
5. แต่เมื่อนำไปทดลองจริง? มันกลับล้มเหลว => เนื้องอกยังคงเติบโตต่อไป เพราะมะเร็ง แย่งอาหารเก่งกว่าคุณ + มะเร็ง “ฉลาด” ถ้าคุณตัดน้ำตาล มันก็ปรับตัว ~ มันดูดเอาอาหารจากเนื้อเยื่อใกล้เคียง ~ มันขโมยทุกอย่างที่มันต้องการ + สุดท้าย? คุณอดก่อนมัน แม้จะอดอาหาร fasting, แม้จะทำไดเอตแบบสุดโต่ง ก็ไม่มีทางแก้ที่เชื่อถือได้
6. แต่แล้วก็มีเบาะแสประหลาดปรากฏขึ้น… แพทย์พบสิ่งแปลกๆ บนสแกน PET: มีจุดสว่างส่องสว่างขึ้น… นอกเหนือจากสมองและเนื้องอก การสแกน PET, PET Scan : ย่อมาจาก Positron Emission Tomography
ใช้สารกัมมันตรังสีที่มีโครงสร้างคล้ายกลูโคส เพื่อดูว่าเซลล์ไหน “กินกลูโคส” มาก บริเวณที่มี เซลล์มะเร็งและ ไขมันสีน้ำตาล มักแสดงเป็นจุดสว่าง เพราะเผาผลาญกลูโคสมาก / ไม่ใช่กล้ามเนื้อ ไม่ใช่อวัยวะ => มันคือ ไขมันสีน้ำตาล (Brown Fat) และมันมีเมตาบอลิซึมที่ ลุกเป็นไฟ (Metabolically On Fire)
• ไขมันสีน้ำตาล Brown Fat เป็นไขมันชนิดพิเศษที่ร่างกายใช้สร้างความร้อน พบมากในทารก หรือในผู้ใหญ่ที่โดนความเย็น เผาผลาญกลูโคสเพื่อให้ความร้อน (ต่างจากไขมันขาวที่เก็บพลังงาน)
7. ไขมันสีน้ำตาล Brown Fat ไม่เหมือนไขมันขาวทั่วไป มันไม่เก็บพลังงาน มัน “เผาผลาญ” พลังงาน
• ทำให้ทารกรู้สึกอบอุ่น • ทำงานเมื่อร่างกายเย็น • กินกลูโคสเหมือนเนื้องอก - แต่เพื่อ ให้คุณอยู่รอด ดังนั้น… ถ้าเรานำความ “หิว” นี้มาใช้เป็นอาวุธล่ะ?
8. มีการทดลองปลูกเนื้องอกในหนู แล้วให้หนูอยู่ในห้องเย็น พบว่า ไขมันสีน้ำตาลถูกกระตุ้น เนื้องอกต้อง “แย่งน้ำตาล” กับไขมันสีน้ำตาล
* ผลลัพธ์?
📉 การเติบโตของเนื้องอกลดลง 80%
📈 อัตราการรอดชีวิตเพิ่มขึ้น 2 เท่า
* ไขมัน กำลังทำให้มะเร็ง “อดตาย” ที่มา: Brown-fat-mediated tumour suppression by cold-altered global metabolism
9. แต่คุณไม่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในตู้แช่แข็งได้ ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงถามว่า : => เราจะเปลี่ยนไขมันสีขาวให้กลายเป็นไขมันสีน้ำตาลได้ไหม โดยไม่ต้องใช้ความเย็น? + พวกเขาใช้ CRISPR ( เทคโนโลยีตัดต่อพันธุกรรม) เพื่อสร้าง ไขมันสีเบจ (Beige Fat)
• CRISPR คริสเปอร์ คือ เทคโนโลยีการตัดต่อพันธุกรรมที่แม่นยำสูง ย่อมาจาก Clustered Regularly Interspaced Short Palindromic Repeats ใช้เพื่อแก้ไข DNA ในเซลล์ต่างๆ รวมถึงการสร้าง “ไขมันสีเบจ Beige Fat” ในห้องแล็บ
• ไขมันสีเบจ Beige Fat คือ ไขมันที่ถูก “โปรแกรมใหม่” ให้ทำงานคล้ายไขมันสีน้ำตาล ในการทดลองนี้ นักวิจัยใช้ CRISPR เพื่อเปลี่ยนไขมันขาวให้ทำหน้าที่เผาผลาญกลูโคสได้เหมือนไขมันสีน้ำตาล ไขมันที่มีเมตาบอลิซึมแบบไขมันสีน้ำตาล… แต่สร้างในห้องแล็บ จากนั้นจึงฝังไขมันสีเบจไว้ใกล้เนื้องอกในหนู
+ ผลลัพธ์?💡ขนาดของเนื้องอกเล็กลง 50% เซลล์มะเร็งอดตาย เซลล์ปกติเติบโตได้ดี
ใช้ได้กับมะเร็งเต้านม, ลำไส้ใหญ่, ต่อมลูกหมาก และตับอ่อน
ไม่มีเคมีบำบัด มีแค่ “การแข่งขันด้านเมตาบอลิซึม”
• การแข่งขันด้านเมตาบอลิซึม Metabolic Competition แนวคิดใหม่ในการรักษาโรคมะเร็งแทนที่จะพยายาม “ฆ่า” มะเร็งด้วยยา นักวิจัยใช้ “เซลล์ของร่างกาย” มาแข่งขันแย่งอาหารกับมะเร็ง เมื่อมะเร็งไม่ได้รับน้ำตาลเพียงพอ ก็จะ “อดตาย” เอง
10. สิ่งนี้เรียกว่า การบำบัดด้วยเซลล์มีชีวิต Living Cell Therapy การบำบัดด้วยเซลล์มีชีวิต Living Cell Therapy คือ การนำเซลล์ในร่างกายของผู้ป่วย (เช่น เซลล์ไขมัน) ออกมา ปรับแต่งทางพันธุกรรม (เช่น ด้วย CRISPR) แล้วฝังกลับเข้าไปใกล้เนื้องอก เพื่อให้เซลล์เหล่านี้แข่งขันกับมะเร็งในการใช้น้ำตาล ไม่มีปฏิกิริยาปฏิเสธจากภูมิคุ้มกัน เพราะเป็นเซลล์ของผู้ป่วยเอง (นำไขมันของคุณออกมา ปรับแต่ง แล้วฝังกลับไปใกล้เนื้องอก/ ไม่มีการต่อต้านจากระบบภูมิคุ้มกัน/ ไม่ต้องแช่แข็ง/ ไม่ใช่สารพิษ/ มีเพียง “ร่างกายของคุณเอง” ที่ชนะมะเร็งด้วยการแข่งขัน)
11. นี่ไม่ใช่ “ยาวิเศษ” - อย่างน้อยตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่คือ แนวหน้าใหม่ของการรักษามะเร็ง : ปรับแต่งเซลล์ไขมันให้กินแข่งกับเนื้องอก ไม่ใช้เคมีบำบัด ไม่ใช้รังสี แค่ใช้ชีววิทยาที่ชาญฉลาด
💡ก้าวต่อไป ?
~ ศึกษาในกลุ่มคนจำนวนมากขึ้น
~ ตรวจสอบความปลอดภัยในระยะยาว
~ มะเร็งสามารถปรับตัวได้หรือไม่?
+ ตอนนี้ยังอยู่ช่วงต้นทาง - แต่เรื่องนี้เป็น “ของจริง”
Warburg เคยเชื่อว่า “การเสพติดน้ำตาล” ของมะเร็ง จะนำไปสู่จุดจบของมันเอง หนึ่งศตวรรษต่อมา วิสัยทัศน์นั้นอาจกำลังเป็นจริง เรากำลังเปลี่ยน “ไขมัน” เนื้อเยื่อที่คนเกลียดที่สุดในโลก => ให้กลายเป็นอาวุธทางการแพทย์ระดับแม่นยำ ไม่ต้องใช้เคมีบำบัด แค่แข่งขันกันกิน
+ คุณคิดอย่างไรกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ใหม่นี้?
การต่อสู้มะเร็งด้วย “การบำบัดด้วยความเย็น 4°C” และไขมันสีน้ำตาล
CR: FB คุณ RUN ALONG NOW วิ่งตามโลก
.