หลังจากผ่านไปเกือบครึ่งทางของปี 2025 แล้ว วงการภาพยนตร์ทั่วโลกในปีนี้มีภาพยนตร์ที่ทำรายได้ มากกว่า 1 พันล้านเหรียญแล้ว 1 เรื่อง แต่มันกลับไม่ใช่หนังจาก Hollywood อย่างที่เคยเป็นเพราะ กลายเป็นว่าหนังพันล้านเรื่องเดียวโดดๆของปีนี้จนถึงปัจจุบันคือ Ne Zha 2 ภาพยนตร์ Animation จากประเทศจีนที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปแล้วกว่า 2,200 ล้านเหรียญ แม้จะเป็นรายได้ในประเทศจีนเองไปซะ 15,440 ล้านหยวนหรือ 2,150 ล้านเหรียญ แต่พันล้านก็คือพันล้านไม่ว่าจะเป็นรายได้จากไหนบ้าง
แล้วทางฝั่ง Hollywood ล่ะทำไมปีนี้หนังพันล้านมันถึงได้เกิดยากเย็นนัก แล้วมีภาพยนตร์เรื่องอะไรบ้างที่มีโอกาสจะผ่านแนวต้าน 1,000 ล้านเหรียญไปได้ในปี 2025
A Minecraft Movie
โอกาส = 0%
รายได้ที่คาด = 955 ล้านเหรียญ (ปัจจุบัน = 954.4 ล้านเหรียญ)
Minecraft ฉายไปแล้วและได้ไม่ถึงพันล้านเอามาทำไม? ก็เพราะมันเป็นหนัง Hollywood เรื่องแรกของปีนี้ที่มีโอกาสไปได้ถึงพันล้านเหรียญแบบใกล้เคียงมาก แต่ก็ไปไม่ถึงคล้ายๆกับ Doctor Strange in the Multiverse of Madness จึงขอกล่าวถึงเป็น Notable Contenders ด้วย
ด้วยพลังของแฟนๆเกม Minecraft ที่มีอยู่มากมายทั่วโลก กับการโปรโมทแบบไม่ย่อท้อของ WB ทำให้ A Minecraft Movie ที่ตอนแรกปล่อยหนังตัวอย่างออกมาเต็มไปด้วยเสียงยี้พลิกกลับกลายเป็นหนังที่ทำรายได้และกำไรให้กับ WB อย่างเป็นกอบเป็นกำ ณ จุดหนึ่งดูเหมือนว่า Minecraft จะมีโอกาสทะลุหลักพันล้านไปได้ด้วย แต่หลังจากหนังฮิตๆเรื่องอื่นๆเริ่มทยอยเปิดตัวตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนรายได้ของ Minecraft ก็ค่อยๆลดลง จนมาอยู่ที่หลัก 950 ล้านเหรียญในตอนนี้ แถมตัวหนังเองยังถูกปล่อยเข้า Streaming ทาง HBO Max ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา และรายได้ที่ห่างจากหลักพันล้านอีกถึง 45 ล้านเหรียญก็ห่างเกินไปที่จะดันให้ถึงพันล้านด้วยการ Re-release ทำให้โอกาสที่จะได้พันล้านของ A Minecraft Movie นั้นปิดตายลงแล้ว
สรุป อย่างไรก็ตาม Minecraft คือหนังเซอร์ไพรส์แห่งปีที่ไม่มีใครคิดว่าจะมาได้ถึงขั้นนี้ หลายคนเคยคิดว่ามันอาจจะเจ๊งด้วยซ้ำไป
Lilo & Stitch
โอกาส = 50%
รายได้ที่คาด = 985-1,010 ล้านเหรียญ (ปัจจุบัน = 910.3 ล้านเหรียญ)
ใกล้เคียงที่สุดแบบที่อาจจะต้องลุ้นกันอีกหลายเดือนเหมือนๆกับ Jurassic World Dominion ก็คือ Lilo & Stitch ในปีนี้ หลังจากเปิดตัวอย่างสวยงาม Experiment 626 ก็ยังยืนระยะทำเงินต่อมาเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเร่งสปีดได้ไม่ชัดเจนว่าจะทะลุหลักพันล้านได้หรือไม่
เมื่อเปรียบเทียบกับ Moana 2 แล้วจะพบว่า Moana 2 มีช่วงที่ Boost รายได้ให้กลับมาดีได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 และ 5 ซึ่งเป็นรอยต่อของเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ทั่วโลก คนหยุดงาน สถานศึกษาปิดเรียน ทำให้รายได้เด่งขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แถมยังมี Martin Luther King Jr. Day Weekend ที่สหรัฐอีกในสุดสัปดาห์ที่ 8 ซึ่ง Moana 2 ก็ทำรายได้ทะลุหลัก 1 พันล้านเหรียญในช่วงระหว่างสุดสัปดาห์ที่ 7 และ 8 นั้นเอง
ในขณะที่ Lilo & Stitch เปิดตัวในช่วงวัหยุด Memorial Day ที่อเมริกา ในสุดสัปดาห์ที่ 4 และ 5 เป็น Father's Day ซึ่งคือวันอาทิตย์ไม่มีวันหยุดเพิ่ม แต่ Stitch ก็ไม่ใช่หนังที่เรียกคนดูไปดูกับพ่อโดยตรง และยังมีคู่แข่งคือ How to Train Your Dragon ที่เปิดตัวสุดสัปดาห์นั้นพอดีและมีประเด็นลูก-พ่อมากกว่า รวมทั้งสุดสัปดาห์ Juneteenth ที่ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสและหยุดงานกันแค่ไม่กี่รัฐ ช่วงวันหยุดที่เหลือของ Lilo & Stitch คือสุดสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งจะตรงกับวันชาติสหรัฐ จะเห็นว่าวันหยุดของ Moana 2 คือวันหยุดทั่วโลกแต่ของ Stitch คือวันหยุดหรือวันสำคัญในสหรัฐเท่านั้น แต่ Stitch ก็มีข้อได้เปรียบคือช่วง Summer นั้นสถานศึกษาส่วนใหญ่ในโลกจะปิดเทอมกันทำให้เด็กๆมีโอกาสออกมาดูหนังมากขึ้น แต่ก็มีจุดด้อยคือช่วง Summer คือเวลาทองที่หนังจะโกยเงินจึงมีหนังใหม่ทยอยเข้าโรงทุกสัปดาห์เช่นกัน
สรุป คาดว่ารายได้ของ Lilo & Stitch จะไปสุดที่ 985-1,010 ล้านเหรียญ มีโอกาสทะลุพันล้านได้แบบฉิวเฉียดหรือาจจะไม่ทะลุก็ได้ หากรายได้หย่อนพันล้านไปเพียง 4-5 ล้าน เราอาจได้เห็น Disney ขยายโรงฉายของ Lilo & Stitch ในช่วงสุดสัปดาห์ Labor Day Weekend ซึ่งเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายของ Summer ในอเมริกาเพื่อที่จะดัน Stitch ให้เข้าป้ายพันล้านให้สำเร็จจนได้ (หรืออาจจะดัน Fantastic Four แทนแล้วแต่สถานการณ์)
F1: The Movie
โอกาส = 5%
รายได้ที่คาด = 600-700 ล้านเหรียญ
แม้รายได้ประเมินของ F1 จะต่ำแต่ F1 ก็มีโอกาสกลายเป็นม้ามืดที่จะเข้าป้าย 1 พันล้านในปีนี้ก็ได้ ข้อแม้คือ
1. F1 ต้องสร้างความสำเร็จในสหรัฐระดับน้องๆ Top Gun: Maverick
2. 28 Years Later, M3GAN 2.0 ต้องคว่ำ
3. Jurassic World Rebirth ต้องสะดุดขาตัวเองให้ด้วย
สัญญาณที่ดีของ F1 คือในตลาดสหรัฐที่ Formula 1 ไม่ใช่รายการแข่งรถยอดฮิตของที่นั่น กลับทำยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าได้ดีมากๆ ทั้ง Fan First IMAX Premiere, Wednesday Early Access และ Thursday Preview คาดหมายว่าเฉพาะรอบพรีวิวทั้งหมด F1 จะทำรายได้เกิน 10 ล้านเหรียญ และถ้าหากทำรายได้เปิดตัวในระดับ 60+ ล้านเหรียญได้ ถือว่า F1 ฮิตปรอทแตกแล้วกับตลาดในสหรัฐ สิ่งที่ต้องมีต่อไปคือการยืนระยะในการทำงเิน ซึ่งหาก F1 ทำ Legs ได้ในระดับ x4 คือรายได้รวมในอเมริกาไปถึง 250+ ล้านเหรียญ ก็มีโอกาสไปลุ้นกับรายได้ในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งทาง Apple และ WB ก็ค่อนข้างจะมั่นใจกับตัวหนังจึงอนุญาตให้สื่อลง Full Review ได้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน และ F1 ก็ทำคะแนน Metascore ไปถึง 70 บวกกับ Tomatometer = 88% แสดงถึงความสมบูรณ์ของบทและความแข็งแรงของเนื้อเรื่องอย่างชัดเจน
ลำดับต่อมาดูเหมือนว่าทั้ง 28 Years Later และ M3GAN 2.0 ก็จะคว่ำเป็นใจให้แล้ว เพราะ 28 Years Later เปิดตัวได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง เกรด CinemaScore ก็ต่ำ คาดว่าจะทำรายได้ทั่วโลกไปไม่เกิน 175 ล้าน ทางด้าน M3GAN ก็ดูจะย่ำแย่มากๆในยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้า คาดว่าหนังจะทำเงินเปิดตัวในอเมริกาไม่เกิน 20 ล้านเผลอๆลงไปอยู่ที่ระดับ 15 ล้านเหรียญ ต่ำกว่าภาคแรกเกือบครึ่ง แล้วทำไมต้องเป็น 2 เรื่องนี้ ก็เพราะเป้นคู่แข่งที่สดใหม่สำหรับกลุ่มผู๔้ชมวัยผู้ใหญ่ หากทั้ง 2 เรื่องนี้คว่ำก็หมายความว่า F1 แทบจะไม่มีคู่แข่งเลยสำหรับหนังใหม่ๆในวันที่ 27 มิ.ย.
สุดท้าย Jurassic World Rebirth ที่เป็นปัญหาใหญ่สุดเพราะ Rebirth จะเข้าฉายในอเมริกาวันที่ 2 ก.ค.หลังจากวันเปิดตัวของ F1 เพียง 5 วันเท่านั้น โชคดีอยู่อย่างนึงคือ Jurassic World Rebirth ไม่มีการฉายในระบบ IMAX ทำให้ F1 จะสามารถยึดโรง IMAX ได้เรื่องเดียวสบายๆไปจนกว่า Superman จะเข้าฉาย ส่วนรายละเอียดอื่นๆจะไปเขียนในส่วนของ Jurassic World Rebirth
สรุป แม้โอกาสของ F1 จะต่ำ แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ทุกอย่างที่เอื้อให้เกิดขึ้นพร้อมกัน
Jurassic World Rebirth
โอกาส = 15%
รายได้ที่คาด = 750-850 ล้านเหรียญ
ต่อเนื่องมาจาก F1: The Movie ทาง Jurassic World Rebirth ก็มีโอกาสที่จะไปถึงหลักพันล้านเช่นกัน แม้โอกาสจะต่ำแต่อย่าลืมว่า Jurassic World ทั้ง 3 ภาคก่อนหน้านี้คือหนังพันล้านทั้งหมดทุกเรื่อง ปัญหาคือ Dominion ซึ่งเป็นภาคที่ 3 นั้นทะลุหลักพันล้านแบบเหนื่อยหอบ (1,002 ล้าน) และใช้เวลานานมากๆกว่าจะไปถึงเส้นชัย ทำให้ Rebirth ซึ่งเป็นภาคที่ 4 ไม่น่าจะไปถึงพันล้านได้หากดูจากแนวโน้มรายได้ที่ลดลงเรื่อยๆ
แฟรนไชส์ Jurassic World รู้ถึงข้อจำกัดนี้ดีจึงพยายามสร้างความสดใหม่น่าสนใจทั้งดึง Gareth Edwards อดีตผู้กำกับ Godzilla มาคุมงาน เปลี่ยนนักแสดงนำยกชุดเป็นดาราแถวหน้าอย่าง Scarlett Johansson และ Mahershala Ali เพื่อดึงดูดผู้ชมหน้าใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม Jurassic World Rebirth ก็เจออุปสรรคใหญ่นั่นก็คือไม่มีการฉายในระบบ IMAX ทำให้หนังจะขาดรายได้มหาศาลจากโรง IMAX รวมทั้งถูกไล่หลังมาจากการเข้าฉายในสัปดาห์ต่อไปของ Superman ที่แม้จะไม่ได้ Hype กันขนาดหนักแต่ก็มีศักยภาพพอที่จะน็อค Jurassic World Rebirth ลงได้
ส่วนตัวของหนังเองก็เจอกับสถานการณ์ยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าไม่ดี ทำให้คาดหมายว่า Jurassic World Rebirth จะทำรายได้ในอเมริกาเหนือรอบพรีวิวประมาณ 10+ ล้านเหรีญ และรายได้เปิดตัว 5 วันที่ 115-130 ล้าน น้อยกว่าภาค Dominion ที่เปิดตัว 3 วันได้ 145 ล้านเสียอีก ในขณะที่ยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าในจีนตลาดอันดับ 2 ของแฟรนไชส์นี้ก็เลวร้ายมาก หากเทียบที่วันจำหน่ายเท่ากันยอดขายตั๋วล่วงหน้าในจีนของ Rebirth ทำได้เพียง 20% ของภาค Dominion เท่านั้น
สรุป ก็ต้องดูว่า Jurassic World Rebirth จะมีไม้เด็ดอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่ แต่จากตัวอย่างสุดท้ายที่ปล่อยออกมาก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว ต้องหวังว่าหนังมันจะสนุกตื่นเต้นถูกใจผู้ชมแบบสุดๆมันถึงจะพลิกขึ้นมาดึงคนดู Walk-up ได้เยอะๆและทำรายได้ไปแตะพันล้านได้สำเร็จ
Superman
โอกาส = 25%
รายได้ที่คาด = 600-900 ล้านเหรียญ
บอกตรงๆว่าเดาไม่ถูกว่า Superman จะทำรายได้ไปขนาดไหน ช่วงมันถึงกว้างมากๆ เพราะแม้ Superman จะเป็นฮีโร่ตัวท็อปตลอดกาล แต่ดูเหมือนความ Hype ของหนังจะไม่ได้ไปถึงระดับนั้น
หลังจากค่อยๆทยอยปล่อยตัวอย่างที่ทำให้แฟนๆเดาเนื้อเรื่องได้มากขึ้น ในปัจจุบันยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าของ Superman จัดว่าดีแต่ก็ยังต่ำกว่า Fantastic Four โดยคาดหมายว่า Superman จะทำรายได้รอบพรีวิวรวมกัน 20-30 ล้านเหรียญ และทำรายได้เปิดตัว 3 วันในอเมริกาที่ประมาณ 110-130 ล้านเหรียญและรายได้รวมในช่วง 350-450 ล้านเหรียญ ปัญหาคือในตลาดต่างประเทศ Superman จะทำได้ดีขนาดไหน เพราะในหนังเดี่ยวเรื่องล่าสุดคือ Man of Steel นั้นทำรายได้ต่างประเทศไปเพียง 57% ของรายได้รวมเท่านั้น หากยึดที่อัตราส่วนเดียวกันแม้ Superman จะทำรายได้รวมในอเมริกาเหนือถึง 450 ล้าน รายได้รวมทั่วโลกก็จะทำได้ 1,043 ล้านซึ่งแตะหลักพันล้านแบบปริ่มๆมากๆ
สรุป Superman คงต้องเร่งเครื่องในบ้านให้สุดๆ ยิ่งถ้าไปถึงหลัก 500 ล้านได้ยิ่งดี หรือไม่ก็ต้องเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกให้ได้เหมือนกับความคลั่งไคล้ในอเมริกาเท่านั้น
[วิเคราะห์] ปี 2025 หนัง Hollywood เรื่องไหนจะทะลุแนวต้าน 1,000 ล้านได้สำเร็จบ้าง
หลังจากผ่านไปเกือบครึ่งทางของปี 2025 แล้ว วงการภาพยนตร์ทั่วโลกในปีนี้มีภาพยนตร์ที่ทำรายได้ มากกว่า 1 พันล้านเหรียญแล้ว 1 เรื่อง แต่มันกลับไม่ใช่หนังจาก Hollywood อย่างที่เคยเป็นเพราะ กลายเป็นว่าหนังพันล้านเรื่องเดียวโดดๆของปีนี้จนถึงปัจจุบันคือ Ne Zha 2 ภาพยนตร์ Animation จากประเทศจีนที่กวาดรายได้ทั่วโลกไปแล้วกว่า 2,200 ล้านเหรียญ แม้จะเป็นรายได้ในประเทศจีนเองไปซะ 15,440 ล้านหยวนหรือ 2,150 ล้านเหรียญ แต่พันล้านก็คือพันล้านไม่ว่าจะเป็นรายได้จากไหนบ้าง
แล้วทางฝั่ง Hollywood ล่ะทำไมปีนี้หนังพันล้านมันถึงได้เกิดยากเย็นนัก แล้วมีภาพยนตร์เรื่องอะไรบ้างที่มีโอกาสจะผ่านแนวต้าน 1,000 ล้านเหรียญไปได้ในปี 2025
A Minecraft Movie
โอกาส = 0%
รายได้ที่คาด = 955 ล้านเหรียญ (ปัจจุบัน = 954.4 ล้านเหรียญ)
Minecraft ฉายไปแล้วและได้ไม่ถึงพันล้านเอามาทำไม? ก็เพราะมันเป็นหนัง Hollywood เรื่องแรกของปีนี้ที่มีโอกาสไปได้ถึงพันล้านเหรียญแบบใกล้เคียงมาก แต่ก็ไปไม่ถึงคล้ายๆกับ Doctor Strange in the Multiverse of Madness จึงขอกล่าวถึงเป็น Notable Contenders ด้วย
ด้วยพลังของแฟนๆเกม Minecraft ที่มีอยู่มากมายทั่วโลก กับการโปรโมทแบบไม่ย่อท้อของ WB ทำให้ A Minecraft Movie ที่ตอนแรกปล่อยหนังตัวอย่างออกมาเต็มไปด้วยเสียงยี้พลิกกลับกลายเป็นหนังที่ทำรายได้และกำไรให้กับ WB อย่างเป็นกอบเป็นกำ ณ จุดหนึ่งดูเหมือนว่า Minecraft จะมีโอกาสทะลุหลักพันล้านไปได้ด้วย แต่หลังจากหนังฮิตๆเรื่องอื่นๆเริ่มทยอยเปิดตัวตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนรายได้ของ Minecraft ก็ค่อยๆลดลง จนมาอยู่ที่หลัก 950 ล้านเหรียญในตอนนี้ แถมตัวหนังเองยังถูกปล่อยเข้า Streaming ทาง HBO Max ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา และรายได้ที่ห่างจากหลักพันล้านอีกถึง 45 ล้านเหรียญก็ห่างเกินไปที่จะดันให้ถึงพันล้านด้วยการ Re-release ทำให้โอกาสที่จะได้พันล้านของ A Minecraft Movie นั้นปิดตายลงแล้ว
สรุป อย่างไรก็ตาม Minecraft คือหนังเซอร์ไพรส์แห่งปีที่ไม่มีใครคิดว่าจะมาได้ถึงขั้นนี้ หลายคนเคยคิดว่ามันอาจจะเจ๊งด้วยซ้ำไป
Lilo & Stitch
โอกาส = 50%
รายได้ที่คาด = 985-1,010 ล้านเหรียญ (ปัจจุบัน = 910.3 ล้านเหรียญ)
ใกล้เคียงที่สุดแบบที่อาจจะต้องลุ้นกันอีกหลายเดือนเหมือนๆกับ Jurassic World Dominion ก็คือ Lilo & Stitch ในปีนี้ หลังจากเปิดตัวอย่างสวยงาม Experiment 626 ก็ยังยืนระยะทำเงินต่อมาเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่ามันจะเร่งสปีดได้ไม่ชัดเจนว่าจะทะลุหลักพันล้านได้หรือไม่
เมื่อเปรียบเทียบกับ Moana 2 แล้วจะพบว่า Moana 2 มีช่วงที่ Boost รายได้ให้กลับมาดีได้ในช่วงสัปดาห์ที่ 4 และ 5 ซึ่งเป็นรอยต่อของเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ทั่วโลก คนหยุดงาน สถานศึกษาปิดเรียน ทำให้รายได้เด่งขึ้นจากสัปดาห์ก่อนหน้า แถมยังมี Martin Luther King Jr. Day Weekend ที่สหรัฐอีกในสุดสัปดาห์ที่ 8 ซึ่ง Moana 2 ก็ทำรายได้ทะลุหลัก 1 พันล้านเหรียญในช่วงระหว่างสุดสัปดาห์ที่ 7 และ 8 นั้นเอง
ในขณะที่ Lilo & Stitch เปิดตัวในช่วงวัหยุด Memorial Day ที่อเมริกา ในสุดสัปดาห์ที่ 4 และ 5 เป็น Father's Day ซึ่งคือวันอาทิตย์ไม่มีวันหยุดเพิ่ม แต่ Stitch ก็ไม่ใช่หนังที่เรียกคนดูไปดูกับพ่อโดยตรง และยังมีคู่แข่งคือ How to Train Your Dragon ที่เปิดตัวสุดสัปดาห์นั้นพอดีและมีประเด็นลูก-พ่อมากกว่า รวมทั้งสุดสัปดาห์ Juneteenth ที่ปีนี้ตรงกับวันพฤหัสและหยุดงานกันแค่ไม่กี่รัฐ ช่วงวันหยุดที่เหลือของ Lilo & Stitch คือสุดสัปดาห์ที่ 7 ซึ่งจะตรงกับวันชาติสหรัฐ จะเห็นว่าวันหยุดของ Moana 2 คือวันหยุดทั่วโลกแต่ของ Stitch คือวันหยุดหรือวันสำคัญในสหรัฐเท่านั้น แต่ Stitch ก็มีข้อได้เปรียบคือช่วง Summer นั้นสถานศึกษาส่วนใหญ่ในโลกจะปิดเทอมกันทำให้เด็กๆมีโอกาสออกมาดูหนังมากขึ้น แต่ก็มีจุดด้อยคือช่วง Summer คือเวลาทองที่หนังจะโกยเงินจึงมีหนังใหม่ทยอยเข้าโรงทุกสัปดาห์เช่นกัน
สรุป คาดว่ารายได้ของ Lilo & Stitch จะไปสุดที่ 985-1,010 ล้านเหรียญ มีโอกาสทะลุพันล้านได้แบบฉิวเฉียดหรือาจจะไม่ทะลุก็ได้ หากรายได้หย่อนพันล้านไปเพียง 4-5 ล้าน เราอาจได้เห็น Disney ขยายโรงฉายของ Lilo & Stitch ในช่วงสุดสัปดาห์ Labor Day Weekend ซึ่งเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายของ Summer ในอเมริกาเพื่อที่จะดัน Stitch ให้เข้าป้ายพันล้านให้สำเร็จจนได้ (หรืออาจจะดัน Fantastic Four แทนแล้วแต่สถานการณ์)
F1: The Movie
โอกาส = 5%
รายได้ที่คาด = 600-700 ล้านเหรียญ
แม้รายได้ประเมินของ F1 จะต่ำแต่ F1 ก็มีโอกาสกลายเป็นม้ามืดที่จะเข้าป้าย 1 พันล้านในปีนี้ก็ได้ ข้อแม้คือ
1. F1 ต้องสร้างความสำเร็จในสหรัฐระดับน้องๆ Top Gun: Maverick
2. 28 Years Later, M3GAN 2.0 ต้องคว่ำ
3. Jurassic World Rebirth ต้องสะดุดขาตัวเองให้ด้วย
สัญญาณที่ดีของ F1 คือในตลาดสหรัฐที่ Formula 1 ไม่ใช่รายการแข่งรถยอดฮิตของที่นั่น กลับทำยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าได้ดีมากๆ ทั้ง Fan First IMAX Premiere, Wednesday Early Access และ Thursday Preview คาดหมายว่าเฉพาะรอบพรีวิวทั้งหมด F1 จะทำรายได้เกิน 10 ล้านเหรียญ และถ้าหากทำรายได้เปิดตัวในระดับ 60+ ล้านเหรียญได้ ถือว่า F1 ฮิตปรอทแตกแล้วกับตลาดในสหรัฐ สิ่งที่ต้องมีต่อไปคือการยืนระยะในการทำงเิน ซึ่งหาก F1 ทำ Legs ได้ในระดับ x4 คือรายได้รวมในอเมริกาไปถึง 250+ ล้านเหรียญ ก็มีโอกาสไปลุ้นกับรายได้ในตลาดต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งทาง Apple และ WB ก็ค่อนข้างจะมั่นใจกับตัวหนังจึงอนุญาตให้สื่อลง Full Review ได้ตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน และ F1 ก็ทำคะแนน Metascore ไปถึง 70 บวกกับ Tomatometer = 88% แสดงถึงความสมบูรณ์ของบทและความแข็งแรงของเนื้อเรื่องอย่างชัดเจน
ลำดับต่อมาดูเหมือนว่าทั้ง 28 Years Later และ M3GAN 2.0 ก็จะคว่ำเป็นใจให้แล้ว เพราะ 28 Years Later เปิดตัวได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง เกรด CinemaScore ก็ต่ำ คาดว่าจะทำรายได้ทั่วโลกไปไม่เกิน 175 ล้าน ทางด้าน M3GAN ก็ดูจะย่ำแย่มากๆในยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้า คาดว่าหนังจะทำเงินเปิดตัวในอเมริกาไม่เกิน 20 ล้านเผลอๆลงไปอยู่ที่ระดับ 15 ล้านเหรียญ ต่ำกว่าภาคแรกเกือบครึ่ง แล้วทำไมต้องเป็น 2 เรื่องนี้ ก็เพราะเป้นคู่แข่งที่สดใหม่สำหรับกลุ่มผู๔้ชมวัยผู้ใหญ่ หากทั้ง 2 เรื่องนี้คว่ำก็หมายความว่า F1 แทบจะไม่มีคู่แข่งเลยสำหรับหนังใหม่ๆในวันที่ 27 มิ.ย.
สุดท้าย Jurassic World Rebirth ที่เป็นปัญหาใหญ่สุดเพราะ Rebirth จะเข้าฉายในอเมริกาวันที่ 2 ก.ค.หลังจากวันเปิดตัวของ F1 เพียง 5 วันเท่านั้น โชคดีอยู่อย่างนึงคือ Jurassic World Rebirth ไม่มีการฉายในระบบ IMAX ทำให้ F1 จะสามารถยึดโรง IMAX ได้เรื่องเดียวสบายๆไปจนกว่า Superman จะเข้าฉาย ส่วนรายละเอียดอื่นๆจะไปเขียนในส่วนของ Jurassic World Rebirth
สรุป แม้โอกาสของ F1 จะต่ำ แต่ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ทุกอย่างที่เอื้อให้เกิดขึ้นพร้อมกัน
Jurassic World Rebirth
โอกาส = 15%
รายได้ที่คาด = 750-850 ล้านเหรียญ
ต่อเนื่องมาจาก F1: The Movie ทาง Jurassic World Rebirth ก็มีโอกาสที่จะไปถึงหลักพันล้านเช่นกัน แม้โอกาสจะต่ำแต่อย่าลืมว่า Jurassic World ทั้ง 3 ภาคก่อนหน้านี้คือหนังพันล้านทั้งหมดทุกเรื่อง ปัญหาคือ Dominion ซึ่งเป็นภาคที่ 3 นั้นทะลุหลักพันล้านแบบเหนื่อยหอบ (1,002 ล้าน) และใช้เวลานานมากๆกว่าจะไปถึงเส้นชัย ทำให้ Rebirth ซึ่งเป็นภาคที่ 4 ไม่น่าจะไปถึงพันล้านได้หากดูจากแนวโน้มรายได้ที่ลดลงเรื่อยๆ
แฟรนไชส์ Jurassic World รู้ถึงข้อจำกัดนี้ดีจึงพยายามสร้างความสดใหม่น่าสนใจทั้งดึง Gareth Edwards อดีตผู้กำกับ Godzilla มาคุมงาน เปลี่ยนนักแสดงนำยกชุดเป็นดาราแถวหน้าอย่าง Scarlett Johansson และ Mahershala Ali เพื่อดึงดูดผู้ชมหน้าใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตาม Jurassic World Rebirth ก็เจออุปสรรคใหญ่นั่นก็คือไม่มีการฉายในระบบ IMAX ทำให้หนังจะขาดรายได้มหาศาลจากโรง IMAX รวมทั้งถูกไล่หลังมาจากการเข้าฉายในสัปดาห์ต่อไปของ Superman ที่แม้จะไม่ได้ Hype กันขนาดหนักแต่ก็มีศักยภาพพอที่จะน็อค Jurassic World Rebirth ลงได้
ส่วนตัวของหนังเองก็เจอกับสถานการณ์ยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าไม่ดี ทำให้คาดหมายว่า Jurassic World Rebirth จะทำรายได้ในอเมริกาเหนือรอบพรีวิวประมาณ 10+ ล้านเหรีญ และรายได้เปิดตัว 5 วันที่ 115-130 ล้าน น้อยกว่าภาค Dominion ที่เปิดตัว 3 วันได้ 145 ล้านเสียอีก ในขณะที่ยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าในจีนตลาดอันดับ 2 ของแฟรนไชส์นี้ก็เลวร้ายมาก หากเทียบที่วันจำหน่ายเท่ากันยอดขายตั๋วล่วงหน้าในจีนของ Rebirth ทำได้เพียง 20% ของภาค Dominion เท่านั้น
สรุป ก็ต้องดูว่า Jurassic World Rebirth จะมีไม้เด็ดอะไรซ่อนไว้อีกหรือไม่ แต่จากตัวอย่างสุดท้ายที่ปล่อยออกมาก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรแล้ว ต้องหวังว่าหนังมันจะสนุกตื่นเต้นถูกใจผู้ชมแบบสุดๆมันถึงจะพลิกขึ้นมาดึงคนดู Walk-up ได้เยอะๆและทำรายได้ไปแตะพันล้านได้สำเร็จ
Superman
โอกาส = 25%
รายได้ที่คาด = 600-900 ล้านเหรียญ
บอกตรงๆว่าเดาไม่ถูกว่า Superman จะทำรายได้ไปขนาดไหน ช่วงมันถึงกว้างมากๆ เพราะแม้ Superman จะเป็นฮีโร่ตัวท็อปตลอดกาล แต่ดูเหมือนความ Hype ของหนังจะไม่ได้ไปถึงระดับนั้น
หลังจากค่อยๆทยอยปล่อยตัวอย่างที่ทำให้แฟนๆเดาเนื้อเรื่องได้มากขึ้น ในปัจจุบันยอดจำหน่ายตั๋วล่วงหน้าของ Superman จัดว่าดีแต่ก็ยังต่ำกว่า Fantastic Four โดยคาดหมายว่า Superman จะทำรายได้รอบพรีวิวรวมกัน 20-30 ล้านเหรียญ และทำรายได้เปิดตัว 3 วันในอเมริกาที่ประมาณ 110-130 ล้านเหรียญและรายได้รวมในช่วง 350-450 ล้านเหรียญ ปัญหาคือในตลาดต่างประเทศ Superman จะทำได้ดีขนาดไหน เพราะในหนังเดี่ยวเรื่องล่าสุดคือ Man of Steel นั้นทำรายได้ต่างประเทศไปเพียง 57% ของรายได้รวมเท่านั้น หากยึดที่อัตราส่วนเดียวกันแม้ Superman จะทำรายได้รวมในอเมริกาเหนือถึง 450 ล้าน รายได้รวมทั่วโลกก็จะทำได้ 1,043 ล้านซึ่งแตะหลักพันล้านแบบปริ่มๆมากๆ
สรุป Superman คงต้องเร่งเครื่องในบ้านให้สุดๆ ยิ่งถ้าไปถึงหลัก 500 ล้านได้ยิ่งดี หรือไม่ก็ต้องเข้าถึงผู้ชมทั่วโลกให้ได้เหมือนกับความคลั่งไคล้ในอเมริกาเท่านั้น