ตั้งใจจะทำหนังสือที่ระลึกให้ยาย เพื่อแจกในวันสุดท้ายของชีวิต ว่าถึงเราไม่ได้เรียนหนังสือเหมือนคนอื่น แต่เรามีหนังสือเป็นเรื่องของเราเองนะ [img]https://static.xx.fbcdn.net/images/emoji.php/v9/t6c/1/16/2764.png[/img]
“The most beautiful people we have known are those who have known defeat, known suffering, known struggle, known loss,
and have found their way out of the depths.
These persons have an appreciation, sensitivity, and an understanding of life
that fills them with compassion, gentleness, and a deep, loving concern.
Beautiful people do not just happen.” - Elisabeth Kübler-Ross
“คนที่งดงามที่สุดที่พวกเราทุกคนเคยได้สัมผัส คือคนที่รู้จักความพ่ายแพ้รู้จักความทุกข์
รู้จักการดิ้นรน รู้จักการสูญเสีย และได้ค้นพบทางออก
ความสว่างจากก้นบึ้งของหัวใจ บุคคลเหล่านี้มีความซาบซึ้ง ความอ่อนไหว และมีความซาบซึ้งในชีวิตที่เติมเต็ม
ชีวิตเติมเต็มเขาด้วย ความเห็นอกเห็นใจ ความอ่อนโยน และความห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
ความงดงามของคนๆ หนึ่ง ไม่ได้เกิดเพราะโชคช่วย”
ยายจันทร์
ยายจันทร์ หรือแม่จันทร์ของทั้งลูกๆ และหลานๆ ของแก บ้านเราเป็นบ้านที่ไม่มีใครเรียกยายว่ายาย แต่จะเรียกว่าแม่ และจะเรียกตาว่าพ่อเช่นกัน
ไม่ใช่เพียงเพราะเรียกตามพ่อแม่ แต่เพราะท่านทั้งสองคนประพฤติ ปฏิบัติกับเราเหมือนพ่อแม่เราเองจริงๆ
ครั้งหนึ่งที่ยายเจ็บป่วยไข้ จนเป็นผู้ป่วยติดเตียง ก็เคยพูดกับลูกหลานว่า
“ไม่พรื่อ ไม่ต้องข้องใจนะลูกนะ เขาแลดีเพนิ บางคนเป็นหลาน แต่แลเหมือนเป็นลูก เหมือนแม่เป็นแม่เขาจริงนั้นแหละ”
(ไม่เป็นไร ไม่ต้องเป็นห่วงนะลูกนะ ทุกคนดูแลดีทั้งหมดเลย บางคนเป็นแค่หลาน แต่ดูแลเหมือนเป็นลูก เหมือนแม่เป็นแม่จริงๆ ของเขาเลย)
สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างพร้อมใจกันในหลานๆ ทุกคนไม่ได้ ถ้ายายไม่ได้ให้ ความรักความอบอุ่น และปฏิบัติกับเรามาเช่นนั้นก่อน
ยายจันทร์ ภูมิลำเนาเดิมอยู่ชนบท
ยายจันทร์เคยเล่าเสมอว่าแกเป็นลูกสาวคนโต ต้องช่วยพ่อแม่เลี้ยงน้อง เลยไม่ได้เรียนหนังสือ
นี่เป็นความน้อยเนื้อต่ำใจที่มีมาตลอดของยาย (อาจจะเป็นจุดเดียวที่ยายเสียดายและอยากจะมีโอกาสในชีวิต)
แต่ยายหารู้ไม่ว่าสิ่งที่สำคัญมากๆ อย่างเช่น การศึกษา ก็ไม่มีความสำคัญเท่ากับทัศนคติ และ*แนวความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)
ที่มีอยู่ในตัวตนของยายโดยธรรมชาติ
--------------------------------------------------------------------------
*Growth mindset: “ทัศนคติแบบเติบโต คือ การที่คนเรามีความเชื่อในความสามารถขั้นพื้นฐานว่าสามารถพัฒนาผ่านการอุทิศตนและ ความขยัน ความฉลาดและพรสวรรค์เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การมีทัศนคติ แบบเติบโตจะสร้างความรักในการเรียนรู้ สร้างความยืดหยุ่น”
ยายจันทร์แต่งงานกับตาวัลย์ จึงได้ขยับขยาย ขึ้นมาอยู่ใกล้เทศบาลมากขึ้น
ด้วยตัวยายเองไม่มีความรู้ที่ได้รับจากโรงเรียน จึงได้วิชาการเลี้ยงชีพจากห้องเรียนที่เรียกว่า "ชีวิตจริง"
ที่ผ่านการส่งต่อรุ่นสู่รุ่นกันมา นั่นคือ การขายขนม
ขนมที่ยายขายนั้นเป็นขนมไทยพื้นบ้าน เช่น ข้าวเหนียวกวน มันกวน วุ้นหน้าไข่ ข้าวเหนียวสังขยา
และขนมอื่นๆ ตามเทศกาล เช่น ขนมเข่ง ขนมค่อม และขนมเจาะหู ในประเพณีวันสารท เดือนสิบของภาคใต้
ความอร่อยและมาตรฐานการทำขนมของยายนั้น ไม่เคยตกหล่น
จนทุกวันนี้ ทุกครั้งที่ลูกๆ หลานๆ ไปเดินตลาด ชื่อเสียงเรื่องฝีมือการทำขนมของยายนั้น ยังไม่พร่องไปเลย
ทุกคนยังคงทักทายพวกเรา และถามถึงขนมของยาย แม้ยายจะไม่ได้ทำขนมขายมาแล้วกว่า 30 ปี
ผู้เขียนเป็นหลานรุ่นหลังๆ ของหลานยายทั้งหมด ก็จะเติบโตมาในช่วงที่ยายใกล้จะเกษียณ
ในภาพจำวัยเด็ก แทบไม่มี วันไหนที่เห็นยายหยุดพัก จะเห็นยายทำขนมเป็นระบบ มีหน้าที่ที่แยกกันทำประจำชัดเจนกับตา
นอกเหนือจากงานประจำด้านไปรษณีย์ ตาเป็นผู้ช่วยทำขนมคนสำคัญของยาย อย่างขันแข็งทุกวัน
ในการทำขนมของทั้งสองคน ไม่มีการเอะอะ โวยวาย ทุกอย่างเป็นระบบ ระเบียบ และเป็นไปตามขั้นตอน
ภาพจำในทุกๆ วัน ก่อนวันตลาดนัด ที่ยายจะต้องไปขายขนม
จะจำได้ว่ายายทำขนมจนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืนหรือเกือบเที่ยงคืน นั่นเป็นเหตุการณ์ปกติ
ซึ่งขนมที่ทำนั้นยายจะออกไปขายในช่วงเช้ามืด ประมาณตีสี่ครึ่งหรือตีห้า
และเพียงไม่กี่ชั่วโมง ขนมยายก็ขายหมดเกลี้ยง บางวันอาจจะยังไม่ถึง 7 โมงเช้า ขนมทุกชนิดก็หมดแล้ว
ยายทุ่มเท ทั้งแรงกาย แรงใจ และวัตถุดิบในการทำขนม
ถือว่าเป็นคนที่เคารพในอาชีพตนเอง และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค สิ่งนี้คือความยั่งยืนที่แน่แท้ในทุกๆ อาชีพ
ครั้งหนึ่งเคยถามยายว่า
หลาน: ไม่เหนื่อยมั่งเหอ ทำหนมเหนื่อยอีแล้วไม่หอนเห็นบ่น เวลาทำ?
(ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ ทำขนมเหนื่อยมากนะ ไม่เห็นเคยบ่นเวลาทำ)
ยาย: แล้วบ่นไซ่ มันเป็นอาชีพของเรา บ่นไปก็ต้องทำอยู่ดี
(แล้วจะบ่นทำไม มันเป็นอาชีพของเรา บ่นไปก็ต้องทำอยู่ดี)
สิ่งเล็กๆ ที่สวยงาม ที่จับต้องได้ในทุกสาขาวิชาชีพ คือ การให้เกียรติและเคารพในงานที่ตัวเองทำ
ผลงานนั้นก็จะประจักษ์ แจ่มชัดจากผู้พบเห็นได้เสมอ
ส๊วย...จริงนะน้องส๊าว
ส๊วยจริงนะน้องส๊าวว...ผิวขาวเหมือนดังแม่แตงร่มใบ...
ท่าบุญมาแต่ปางใด จึงส๊วยวิไล บาดหัวใจหนุ่มหนักหนา
ลูกหลานทุกคนที่เกิดทันตาสมัยยังไม่ป่วยติดเตียง ก็จะเคยได้ยินเพลงนี้ ตาวัลย์กับยายจันทร์ ช่างเป็นของขวัญที่ลงตัวให้กับ พวกเราทุกคน
เขาทั้งสองแสดงให้เห็นถึงความรักที่มั่นคง สดใสและหอมหวาน แม้กระทั่งลมหายใจสุดท้ายของชีวิต
เพลงนี้จะเป็นเพลงที่ตาร้องเพลงแซวยายเสมอ ไม่ว่าเวลายายแต่งตัวสวยไปตลาด
หรือยายกำลังโกรธตาเรื่องบางอย่างอยู่ ตาก็จะร้องแซวจนยายต้องหลุดขำออกมา
แม้แต่ในช่วงเวลาที่ตากลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง มีภาวะสมองตายบางส่วน จำได้เป็นครั้งคราว ก็ยังมียายและเสียงเพลงอยู่ ในนั้นเสมอ
อีกหนึ่งเรื่องที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ของยายจันทร์คือ “ความสวย” นอกจากขนมที่เป๊ะปังแล้ว
รูปลักษณ์ เสื้อผ้าหน้าผมของแม่ค้า ก็ต้องสวยงาม ให้เกียรติลูกค้าเช่นกัน
ยายเคยเล่าว่าสมัยสาวๆ เวลามีงานท้องถิ่นประจำปี สมัยนั้นไม่มีการประกวดสาวงามบนเวทีเหมือนสมัยนี้ แต่จะมีการคัดเลือกคนที่มาเยี่ยมชมงานวันนั้น
และขอเชิญไปขึ้นเวที ว่าเป็นสาวสวยประจำงาน ซึ่งยายเป็นหนึ่งในผู้ที่ถูกเลือกในวันนั้น เป็นความประทับใจหนึ่งของยายจันทร์
ว่าฉันเคยเป็น......คนสวย(แต่เพื่อน)แห่งบ้านโหนดรอบ
และนี่ก็เป็นอีกบทเพลงที่ตาจะร้องแซวยายอยู่เสมอๆ
...ยามยิ้ม กระจิ๋มกระจุ๋ม ลักยิ้มคุณแก้มบุ๋ม ชวนให้ใจพะวง
ยามนอน ก็หลับละไม่ลง ยามนอน ก็หลับละไม่ลง
ภาพนวลอนงค์ มายิ้มแป้นหลอกหลอน...
นี่ยายหรือขนมดู!!
ขนมดู (ขนมพื้นบ้าน จ.สงขลา) ปะทะ ยายจันทร์ (คนพื้นบ้าน จ.สงขลา)
ความเหมือนที่ไม่แตกต่างคือ
เมื่อทำเสร็จแล้ว (อาบน้ำเสร็จแล้ว) ต้องคลุกแป้ง!!
นี่คือกิจวัตรประจำวันหลังเกษียณ ที่ทุกคนจะพบเห็นได้เป็นประจำทุกวัน คือการอาบน้ำ คลุกแป้ง
(ต้องใช้คำว่าคลุกเพราะมันมากกว่าทา)
ยายเกษียณจากอาชีพทำขนมขายตามตลาดนัดในวัยประมาณ 65ปี เพราะปัญหาเข่า
กิจกรรมยามว่างคือการนั่งผ่อนคลาย ชมนก ชมไม้ ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ก่อนที่จะมาเป็น ผู้ป่วยติดเตียง ในวัย 91 ปี
ภาพยาย เดินทาง (จากตัวบ้านมาข้างบ้าน) เพื่อมาเป็นประธานในพิธีปลูกมะม่วง
เขียวเสวย โดยมีหลานและหมาอีก 5 ตัวเข้าร่วมในพิธีก่อนจะที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง
เมื่อความเจ็บป่วยมาเยือน
เราจะเห็นความกล้าหาญของคนๆ หนึ่ง เมื่อมีวิกฤตมาเยือนคนเหล่านั้น ความกล้าหาญ และความใจสู้ของยาย ถูกพิสูจน์หลายครั้งจากการเจ็บป่วย
ยายเจ็บป่วยด้วยอาการ ข้อเข่าเสื่อม เพราะการทำงานหนัก ตั้งแต่สาวจนกระทั่งแก่ ทำให้เข่ายายมีสภาพที่คนท้องที่จะเรียกว่า “ขาวง”
คือขามีลักษณะโก่งจนเป็นวงรี แทนที่จะเป็นเส้นตรง
เหตุที่ยายขาวงก็มาจากการตรากตรำทำงาน จนส่งลูกทุกคน เรียนจบและได้รับปริญญา มีอาชีพการงานที่มั่นคง
สิ่งนี้นอกจากจะสร้างความภาคภูมิใจให้ชาวบ้านที่ไม่เรียนหนังสืออย่างยาย ความมานะบากบั่นนั้น ก็ส่งอานิสงค์ดีๆ มาถึงยายเช่นกัน
คือการได้เข้ารับการรักษาพื้นฐานในระบบของรัฐ หากยายไม่เห็นความสำคัญของการศึกษาของลูกๆ ในวันนั้น
พร้อมทั้งลงทุน ในอนาคตลูก ทั้งแรงกายและแรงใจ ยายก็อาจจะไม่มีวันที่ได้ เข้าถึงบริการนี้
ยายเข้ารับการผ่าตัดหัวเข่า เปลี่ยนข้อเข่าเทียมถึงสองครั้ง ของขาทั้งสองข้าง โดยข้างที่สองทำในวัย 80 ปี
ต้องถือว่าวันนั้นยายคือดาวในคลินิกกระดูกและข้อ เพราะมีคนเข้ามาชื่นชม และขอกำลังใจจากยาย
ผู้คนที่พบเห็นชื่นชมถึงความกล้าหาญ ความสงบ และไม่มีอาการกลัวปรากฏออกมาให้เห็นจากยายเลย
มีความแต่ความยิ้มแย้มแจ่มใสและมองว่าทุกอย่างเป็นเรื่องปกติ
คำสอนยายผ่านสายตาหลาน -Grandma Through Me- (ที่ระลึกงานฌาปนกิจ)