.
----------
...
...
ลักษณะที่เด่นอย่างหนึ่งของความจริง หรือสัจจธรรมในพระพุทธศาสนาก็คือ มีสิ่งที่เรียกว่า
สภาวธรรม สภาวธรรมนี้
แปลว่า สิ่งที่มีภาวะของมันเอง ถ้าแปลอย่างง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่มีอยู่นั่นเอง สิ่งที่มีเรียกว่าสภาวธรรม การมีสภาวธรรมเป็นลักษณะเด่น ในแง่ที่ทำให้ตัดเรื่องการสร้างโลก ตัดเรื่องเทพยิ่งใหญ่ผู้สร้างสรรค์บันดาลสรรพสิ่ง ออกไปได้เลย อย่างไรก็ดี พึงสังเกตว่า
ความมีอยู่ของสภาวธรรมนั้นไม่ใช่มีในฐานะที่เป็นตัวเป็นตน แต่มีอยู่โดยเป็นภาวะ ซึ่งไม่มีใครจะอาจยึดเป็นเราเป็นของเราได้ หรือมีอยู่โดยความสัมพันธ์และเป็นเหตุปัจจัยกับสิ่งอื่น ไม่ได้ดำรงอยู่โดยตัวของมันเอง สภาวธรรมทั่วไปนั้นจะพูดถึงโดยลำพังตัวมันเองไม่ได้ ต้องพูดพร้อมไปกับกฎที่เกี่ยวข้องกับมัน หรือความเป็นไปของมัน กล่าวคือความเป็นไปตามเหตุปัจจัย และความอิงอาศัยกันกับสิ่งอื่นๆ เพราะฉะนั้น สัจจธรรมจึงได้แก่สภาวธรรมพร้อมด้วยความเป็นไปตามเหตุปัจจัย และความสัมพันธ์อิงอาศัยกัน ในเวลาที่สัจจธรรมมาสัมพันธ์กับมนุษย์ เราจึง
แยกมองได้เป็น ๒ ด้าน คือตัวสัจจธรรมที่เป็นสภาวธรรมกับกฎเกณฑ์ของมัน
สัจจธรรมหรือความจริงนั้น ปรากฏแก่มนุษย์ได้อย่างไร มัน
ปรากฏแก่มนุษย์ได้ด้วยความรู้ ความรู้นี้เรียกว่า ปัญญา ปัญญาเป็นตัวที่ทำให้มนุษย์สัมพันธ์กับสัจจธรรม และเข้าถึงสัจจธรรม
ในเวลาที่เข้าถึงสัจจธรรมเราอาจใช้คำว่าปฏิเวธ ซึ่งแปลว่าการแทงตลอด การแทงตลอดก็คือมีปัญญารู้แจ้งนั่นเอง ลักษณะของการเข้าถึงสัจจธรรม ก็คือการเข้าถึงด้วยปัญญาหรือความรู้ ดังนั้น ตัวเชื่อมโยงมนุษย์กับสัจจธรรมก็คือ ตัวความรู้หรือปัญญา นี้เป็นด้านหนึ่ง
.----------
https://www.watnyanaves.net/th/book-reading/442/2
.
---------- มีสิ่งที่เรียกว่า สภาวธรรม สภาวธรรมนี้ แปลว่า สิ่งที่มีภาวะของมันเอง ถ้าแปลอย่างง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่มีอยู่นั่น
----------
...
...
ลักษณะที่เด่นอย่างหนึ่งของความจริง หรือสัจจธรรมในพระพุทธศาสนาก็คือ มีสิ่งที่เรียกว่า สภาวธรรม สภาวธรรมนี้ แปลว่า สิ่งที่มีภาวะของมันเอง ถ้าแปลอย่างง่ายๆ ก็คือ สิ่งที่มีอยู่นั่นเอง สิ่งที่มีเรียกว่าสภาวธรรม การมีสภาวธรรมเป็นลักษณะเด่น ในแง่ที่ทำให้ตัดเรื่องการสร้างโลก ตัดเรื่องเทพยิ่งใหญ่ผู้สร้างสรรค์บันดาลสรรพสิ่ง ออกไปได้เลย อย่างไรก็ดี พึงสังเกตว่า ความมีอยู่ของสภาวธรรมนั้นไม่ใช่มีในฐานะที่เป็นตัวเป็นตน แต่มีอยู่โดยเป็นภาวะ ซึ่งไม่มีใครจะอาจยึดเป็นเราเป็นของเราได้ หรือมีอยู่โดยความสัมพันธ์และเป็นเหตุปัจจัยกับสิ่งอื่น ไม่ได้ดำรงอยู่โดยตัวของมันเอง สภาวธรรมทั่วไปนั้นจะพูดถึงโดยลำพังตัวมันเองไม่ได้ ต้องพูดพร้อมไปกับกฎที่เกี่ยวข้องกับมัน หรือความเป็นไปของมัน กล่าวคือความเป็นไปตามเหตุปัจจัย และความอิงอาศัยกันกับสิ่งอื่นๆ เพราะฉะนั้น สัจจธรรมจึงได้แก่สภาวธรรมพร้อมด้วยความเป็นไปตามเหตุปัจจัย และความสัมพันธ์อิงอาศัยกัน ในเวลาที่สัจจธรรมมาสัมพันธ์กับมนุษย์ เราจึงแยกมองได้เป็น ๒ ด้าน คือตัวสัจจธรรมที่เป็นสภาวธรรมกับกฎเกณฑ์ของมัน
สัจจธรรมหรือความจริงนั้น ปรากฏแก่มนุษย์ได้อย่างไร มันปรากฏแก่มนุษย์ได้ด้วยความรู้ ความรู้นี้เรียกว่า ปัญญา ปัญญาเป็นตัวที่ทำให้มนุษย์สัมพันธ์กับสัจจธรรม และเข้าถึงสัจจธรรม ในเวลาที่เข้าถึงสัจจธรรมเราอาจใช้คำว่าปฏิเวธ ซึ่งแปลว่าการแทงตลอด การแทงตลอดก็คือมีปัญญารู้แจ้งนั่นเอง ลักษณะของการเข้าถึงสัจจธรรม ก็คือการเข้าถึงด้วยปัญญาหรือความรู้ ดังนั้น ตัวเชื่อมโยงมนุษย์กับสัจจธรรมก็คือ ตัวความรู้หรือปัญญา นี้เป็นด้านหนึ่ง
.----------
https://www.watnyanaves.net/th/book-reading/442/2
.