ดาบพิฆาตอสูร กับความสามารถหลักของสมาชิกหน่วย

หมายเหตุ เนื้อหาของกระทู้นี้มีการกล่าวถึงข้อมูลเชิงลึกของดาบพิฆาตอสูร (Demon Slayer : Kimetsu no Yaiba) ที่เกี่ยวข้องกับทุก ๆ ภาค

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดาบพิฆาตอสูร ภายใต้การสรรค์สร้างของสตูดิโอ Ufotable นั้น สร้างกระแสให้กับแฟน ๆ อนิเมะจนโด่งดังไปทั่วโลกได้ เพราะมีรายละเอียดงานภาพที่สุดยอด ท่วงท่าการตวัดดาบ การต่อสู้สุดมันที่ตราตรึงใจ รวมถึง skill ภายในเรื่องอย่างการใช้ "ปราณ" ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเรื่องนี้

แต่นอกเหนือจาก "ปราณ" ที่เรารู้จักกันแล้ว ยังมีความสามารถอื่น ๆ ปรากฏออกมาในเรื่อง ที่สามารถเพิ่มพูนความสามารถ เพื่อที่จะสามารถโค่นล้มมุซัน และเหล่าอสูรข้างขึ้นได้ด้วย มาดูกันว่ามีอะไรกันบ้าง

1. ปราณ (Breath)
หากผู้ใช้ฝึกฝนการใช้ปราณ จะปรากฏเป็นภาพขึ้นในหัวของผู้ใช้ ซึ่งคนภายนอกจะมองไม่เห็น

ปราณ คือ การเพ่งกระแสจิต ทำสมาธิ กำหนดลมหายใจ ปอด และการไหลเวียนเลือดในร่างกาย เพื่อเพิ่มพลังกล้ามเนื้อ การกวัดแกว่งดาบ และเพิ่มประสิทธิภาพการเคลื่อนไหวได้ดียิ่งขึ้นโดยที่ไม่เหนื่อยมาก (เทคนิคคล้าย ๆ การหายใจเวลาวิ่งมาราธอน ถ้าหายใจเป็นก็จะวิ่งได้นานขึ้นโดยไม่กินพลังงานนัก) เมื่อใช้ปราณร่วมกับ "ดาบเพลิงสุริยัน" ที่มีคุณสมบัติดั่งแสงอาทิตย์ที่ทำอันตรายแก่เหล่าอสูรได้แล้ว จะสามารถเพิ่มความเสียหายให้กับเหล่าอสูรที่แข็งแกร่งกว่าอสูรทั่วไปได้
โดยปราณจะผนวกรวมกับธาตุที่มีอยู่ของแต่ละคน (ธาตุของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย) การที่จะฝึกฝนปราณให้มีประสิทธิภาพสูงสุดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละบุคคลด้วย แม้ว่าคน ๆ หนึ่งจะสามารถฝึกปราณอื่นได้ แต่ถึงอย่างไรก็มีประสิทธิภาพไม่เท่ากับปราณที่เข้ากับตัวเองได้อย่างแน่นอน
ถึงดาบเพลิงสุริยัน "สีดำ" จะเป็นดาบที่เหมาะกับผู้ใช้ "ปราณตะวัน" แต่ทันจิโร่ก็สามารถใช้ปราณวารีได้เช่นกัน

โดยปราณจะแบ่งออกเป็นหลายสาย ดังนี้
     1.1 ปราณต้นกำเนิด ได้แก่ ปราณตะวัน ซึ่งเป็นปราณที่ ทสึคิกุนิ โยริอิจิ เป็นผู้คิดค้นขึ้น ในยุคสมัยเซนโกคุ และได้ถ่ายทอดวิชาปราณให้แก่เหล่าสมาชิกหน่วยพิฆาตอสูรสืบมาจนถึงปัจจุบัน
     1.2 ปราณแยกย่อย เป็นปราณที่ถูกแตกแขนงออกมาจากปราณตะวัน เนื่องจากปราณและกระบวนท่าของโยริอิจินั้น ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน เมื่อนั้นจึงมีการปรากฏของปราณอื่น ๆ ออกมาเป็น 5 สายหลัก ตามความเหมาะสมของผู้ใช้ ได้แก่ ปราณวารี ปราณหินผา ปราณวายุ ปราณเพลิง และปราณอัสนี ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีปราณอื่น ๆ แตกแขนงออกมาอีกจากปราณทั้ง 5 นี้ เช่น
          ปราณบุปผา, ปราณอสรพิษ มีรากฐานมาจากปราณวารี
          ปราณแมลง มีรากฐานแตกมาจากปราณบุปผาอีกที
          ปราณเสียง มีรากฐานมาจากปราณอัสนี
          ปราณหมอก มีรากฐานมาจากปราณวายุ
          ปราณความรัก เป็นปราณ original ที่คันโรจิ มิตสึริ ใช้ จากการที่ไปเป็นลูกศิษย์ของเสาหลักเพลิงแล้วไปไม่รอด จึงได้พัฒนาปราณของตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็มีรากฐานมาจากปราณเพลิง
          ปราณสัตว์ป่า เป็นปราณ original ที่ ฮาชิบิระ อิโนะสุเกะ คิดค้นขึ้นเอง แต่โดยรวมแล้วมีรากฐานมาจากปราณวายุ
(ปราณ original เป็นปราณที่ผู้ใช้คิดค้น ฝึกฝนและต่อยอดด้วยตนเอง อาจไม่สามารถสืบทอดความสามารถให้กับคนรุ่นหลังได้เนื่องจากมีกระบวนท่าและเทคนิคเฉพาะตัวสูง)

ย้ำอีกครั้งว่า ปราณที่ถูกแตกแขนงออกไม่ได้หมายความว่ามีฝีมืออ่อนกว่าปราณสายหลัก หากแต่ว่ามันขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความถนัดของผู้ใช้ปราณเท่านั้นเอง ไม่เช่นนั้นตัวละครหลาย ๆ คนที่เรารู้จักกันคงไม่อาจขึ้นเป็นเสาหลักได้
หมายเหตุ
- กระแสดาบที่คนดูอย่างเรา ๆ เห็นเป็นน้ำ, เป็นไฟนั้น เป็นเพียงภาพในจินตนาการของผู้ใช้ปราณเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าหากผู้ใช้ปราณฝึกฝนมาอย่างดี จะสามารถมองเห็นกระแสของดาบได้ ส่วนคนอื่น ๆ ในเรื่องจะมองไม่เห็น
- ปราณกับกระบวนท่าไม่เหมือนกัน ปราณเป็นเพียงเทคนิคการหายใจ กระบวนท่าต่าง ๆ ของผู้ใช้ปราณ ในแต่ละกระบวนท่าจะสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวร่างกายและการใช้ปราณนั้น ๆ ซึ่งในแต่ละปราณก็จะมีกระบวนท่าและชื่อที่แตกต่างกัน แต่ในภาพรวม พื้นฐานของกระบวนท่าจะคล้าย ๆ กัน
- ในสำนักปราณแต่ละธาตุ ก็จะมีการฝึกฝนและสืบทอดกระบวนท่าที่ชัดเจน แต่หากบางคนที่บรรลุถึงการใช้ปราณ ก็จะสามารถใช้กระบวนท่าเฉพาะตัวที่คิดค้นขึ้นได้เอง เช่น "ปราณวารี กระบวนท่าที่ 11 ผิวน้ำสงบนิ่ง" ของเสาหลักวารี โทมิโอกะ กิยู

2. รอยปานพิฆาตอสูร (Demon Slayer Mark)

หมายเหตุ เห็นหลายคนในกลุ่มคอมมูฯ ของดาบพิฆาตอสูร มักจะสะกดผิดระหว่าง "ปาน" กับ "ปราณ" ซึ่งมันคนละอย่างกัน ทำให้อาจเกิดการสับสนได้ จึงขอรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยกันให้ถูกต้องด้วยนะครับ
รอยปานพิฆาตอสูร จะปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ใช้ปราณ จะเพิ่มขีดวามสามารถให้กับผู้ใช้เป็นทวีคูณ

รอยปาน เป็นรอยสีแดงที่เกิดขึ้นบนใบหน้า เมื่อผู้ใช้ปราณนั้นมีการรีดเค้นกำลังกายและใจ ให้เกินขีดจำกัดของตัวเอง ทำให้ศักยภาพร่างกายสูงขึ้นเป็นเท่าตัว โดยลักษณะทางกายภาพของผู้ที่สามารถเปิดปานได้ มีดังนี้ **จากเงื่อนไขที่เสาหลักหมอกจำได้ในขณะที่ปานปรากฏขึ้น**
- มีอุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
- ชีพจรเต้นเร็วราว ๆ 200 ครั้งต่อนาที
- สถานการณ์พาไป มีอารมณ์โกรธพุ่งพล่าน หรือมีแรงใจฮึดที่จะเอาชนะศัตรูเบื้องหน้า
เงื่อนไขสำคัญที่มีการเปิดเผยในเรื่องคือ "หากมีผู้ใช้ปราณ ปรากฏรอยปานขึ้นแล้วคนหนึ่ง ผู้ที่อยู่ใกล้ตัวก็จะเริ่มปรากฏปานให้เห็น เสมือนโรคระบาด"
ซึ่งจากที่เห็นเงื่อนไขในการเปิดปานแล้วนั้น เห็นได้ชัดว่าจะต้องฝืนใช้ร่างกายที่เกินขีดจำกัดขนาดไหน เนื่องจากมนุษย์ในสภาวะทั่วไป จะมีอุณหภูมิร่างกายเพียง 36-37 องศาเซลเซียส และอัตราชีพจรนั้นอยู่เพียงแค่ 70-120 ครั้งต่อนาทีเท่านั้น นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ว่า "เมื่อผู้ใช้ปราณได้เปิดปานขึ้นมาแล้ว จะมีอายุสั้น เพียงแค่ 25 ปี" กล่าวโดย ทสิคิกุนิ มิจิคัตสึ AKA โคคุชิโบ อสูรข้างขึ้นลำดับที่ 1
.
แต่ ๆ ๆ
.
นั่นเป็นเพียงคำพูดที่อสูรแก่หัวโบราณตัวหนึ่ง ได้กล่าวไว้ในเรื่องเท่านั้น ผู้อ่านหลายคนจึงอาจเชื่อและนำมาเป็น fact ว่าหากเปิดปานแล้วอีกไม่นานก็จะตายกันหมด ซึ่งหากเป็นงั้นจริงก็ดูจะใจร้ายกับเหล่าผู้เหลือรอดจากศึกสุดท้ายเกินไปหน่อย ทีนี้เรามาลองวิเคราะห์โดยอิงหลักเหตุผลกันดีกว่า

แน่นอนว่า ในสมัยเซนโงคุนั้น ผู้ที่ถ่ายทอดวิชาปราณให้กับหน่วย ก็คือโยริอิจิ แล้วก็เป็นคนที่มีปานมาตั้งแต่เกิด แน่นอนว่าคนอื่น ๆ ที่ได้รับการฝึกปราณจากโยริอิจิก็จะเริ่มเกิดรอยปานให้เห็นเช่นกัน
ลองนึกภาพว่าเราที่เพิ่งมีปาน รู้ว่าปานจะช่วยให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น กำจัดอสูรได้ง่ายขึ้น โดยที่กลยุทธ์การศึก และเทคนิคทางการแพทย์ยังไม่เข้าถึง ก็ใช้สิครับ ใช้มันเรื่อย ๆ เจอพวกตัวเล็กตัวน้อยก็ใช้ ซึ่งไม่ต้องเดาเลยว่าร่างกายจะบอบช้ำแค่ไหน
นั่นจึงทำให้ในยุคนั้น ผู้ที่มีรอยปานจึงมีอายุสั้นมาก เป็นเหตุให้มิจิคัตสึ ละทิ้งวิถีมนุษย์ ไปเป็นอสูร เพื่อที่จะขัดเกลาวิชาดาบของตนเองต่อไปเรื่อย ๆ โดยที่ยังมีความเชื่อผิด ๆ แบบนั้นต่อไป
ตัดมายังปัจจุบันในเรื่อง ที่เทคนิคทางการแพทย์เริ่มเข้าถึงและมีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในหน่วย เหล่าสมาชิกหน่วยตระหนักดีว่าการเปิดรอยปานจะต้องแบกรับภาระร่างกายสูงเพียงใด นั่นจึงทำให้พวกเขาเลือกใช้ปานเฉพาะยามคับขันเท่านั้น ซึ่งหากร่างกายจดจำเงื่อนไขในการเปิดปานได้ บวกกับอยู่ในสถานการณ์คับขันเช่นการปะทะกับอสูรตรงหน้า ก็จะสามารถเปิดใช้ปานได้ เหมือนกับหลอดไฟที่เปิดเฉพาะยามจำเป็น ก็จะประหยัดพลังงานกว่าเปิดไฟตลอดเวลานั่นเอง
และถึงแม้ว่าเหล่าเสาหลักจะเปิดปานกันเต็มสูบ ในศึกสุดท้ายกับอสูรข้างขึ้นและมุซัน ก็ถือว่าใช้น้อยมากถ้าเทียบกับผู้เปิดปานในยุคก่อน เพราะใช้กันแค่คืนเดียว ส่วนทันจิโร่คือใช้แค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น
ทันจิโร่เปิดปานถาวร อาจเป็นคุณสมบัติเฉพาะของผู้ใช้ปราณตะวัน

แต่ว่า แล้วทันจิโร่ล่ะ ที่เห็นในภาคปราสาทไร้ขอบเขตนี่ก็เหมือนจะเปิดปานได้ตลอดเวลานะ มันจะไม่เป็นอะไรเหรอ ซึ่งจากที่ผมวิเคราะห์ดู ผู้ใช้ปราณตะวันดูจะมีคุณลักษณะทางร่างกายบางอย่างที่พิเศษกว่าคนทั่วไป อาจเป็นคนที่มีพื้นฐานร่างกายที่สูงกว่าเกณฑ์คนปกติ ซึ่งอาจเป็นคนที่มีจิตใจมุ่งมั่น ไฟแรงกว่าคนทั่วไป หรือไม่ก็ทำงานกับถ่านกับไฟบ่อยจนร่างกายชินไปกับความร้อนไปแล้ว ซึ่งโยริอิจิผู้ใช้ปราณต้นกำเนิดก็มีรอยปานถาวรมาตลอดจนแก่ตาย ทันจิโร่เองก็คงมีชีวิตอยู่ต่อยืนยาวเหมือนกัน เพราะในตอนที่ใช้ชีวิตปกติ เจ้าตัวก็ดูไม่มีอาการป่วยไข้ขึ้นแต่อย่างใด

3. โลกโปร่งใส หรือ โลกมองทะลุ (Transparent World)
โลกโปร่งใส คือ ภาวะที่ผู้ใช้ปราณ สามารถเข้าถึงโลกในอีกมุมมองหนึ่ง สามารถมองทะลุเห็นวัตถุที่มองไม่เห็นได้ มีประโยชน์ในการค้นหาจุดอ่อนของอสูรหรือสามารถอ่านการโจมตีล่วงหน้าในพริบตาได้ ซึ่งผู้ที่สามารถเข้าถึงภาวะนี้ได้ ต้องมีเงื่อนไขหลักดังนี้
- บรรลุการใช้ปราณขั้นสูง
- อยู่ในโหมดเปิดปานพิฆาตอสูร
ซึ่งการเข้าถึงภาวะโลกโปร่งใสได้ จะต้องเพ่งสมาธิอย่างมาก มีจิตใจที่มั่นคงและสงบนิ่ง หากถึงขั้นที่สามารถเข้าถึงโลกโปร่งใสได้แล้ว แม้จะตาบอด ก็สามารถมองเห็นโลกโปร่งใสได้เช่นกัน

เมื่อทันจิโร่เข้าถึงภาวะโลกโปร่งใสได้ (ไม่รู้ตัว) ก็จะสามารถหาจุดอ่อน หรือจุดที่ร่างจริงของอสูรข้างขึ้นลำดับที่ 4 ฮังเทนงู ซ่อนตัวอยู่ได้

4. ดาบสีแดงชาด (Bright Red Nichirin Sword)
ดาบสีชาด สามารถเพิ่มความรุนแรงให้กับการโจมตีได้ ทำให้อสูรฟื้นตัวช้ากว่าปกติ

เป็นลักษณะของดาบที่เกิดความร้อนสูง ช่วยเพิ่มพลังในการโจมตีอสูร ทำให้อสูรได้รับความเจ็บปวดบริเวณบาดแผล และจะฟื้นฟูได้ช้ากว่าปกติ
ผู้ที่สามารถปลดล็อกสกิลดาบสีชาดได้ ต้องเป็นผู้เข้าถึงการเปิดรอยปานให้ได้ซะก่อน
โดยมีอยู่ 3 วิธีการคือ
- ใช้อาวุธกระทบ เสียดสีกันให้เกิดความร้อน
- รีดเค้นพลังกายออกมาให้สุดพลัง และถ่ายเทความร้อนไปยังดาบ (แฟนตาซีจัด)
- ใช้พลังไฟจากมนต์อสูรโลหิตของเนซึโกะ
พลังดาบสีชาดจะไม่ได้เกิดขึ้นตลอด ฉะนั้นจึงต้องใช้โอกาสให้คุ้มค่า

ก็จบไปแล้วสำหรับเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับความสามารถต่าง ๆ ของสมาชิกหน่วยพิฆาตอสูร ที่สืบทอดมาตั้งแต่อดีต จนถึงยุคปัจจุบัน ไปพร้อมกับเจตนารมย์ของหน่วย ที่มุ่งมั่นจะล้างบางอสูรให้หมดสิ้น

หากมีข้อมูลบกพร่องตรงไหน หรืออยากแลกเปลี่ยนความคิดกัน สามารถคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่