“ชีวิตติดแกลม” ดอกผลของสังคมโซเชียลฯ และ ความยากเย็นของการเลิกเสพติดนิโคติน

“ชีวิตติดแกลม” ดอกผลของสังคมโซเชียลฯ

ต้องยอมรับว่า “โซเชียลมีเดีย” ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเป็นที่เรียบร้อย ชนิดที่แยกออกจากกันได้ยาก ซึ่งมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ที่สามารถหล่อหลอมให้ผู้ใช้มีพฤติกรรม จิตใจเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

ต้องยอมรับว่า “โซเชียลมีเดีย” ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราเป็นที่เรียบร้อย ชนิดที่แยกออกจากกันได้ยาก ซึ่งมีทั้งข้อดี ข้อเสีย ที่สามารถหล่อหลอมให้ผู้ใช้มีพฤติกรรม จิตใจเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนั้นอยู่ที่ว่าคนเราจะรู้เท่าทันได้อย่างไร เรื่องนี้ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ โฆษกกระทรวงสาธารณสุข และจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น อธิบายให้ฟังอย่างละเอียดเกี่ยวกับความเชื่อมโยงของเรื่องนี้ ว่า “โซเชียลมีเดีย” เป็นช่องทางการสื่อสาร และสร้างเครือข่ายทางสังคม ซึ่งเป็นเครือข่ายสำคัญ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นย่อมส่งอิทธิพลต่อคนเราแน่นอน ถ้าเราอยู่ในเครือข่ายที่ดี ก็ทำให้ชีวิตเราดี แต่ถ้าเราอยู่ในเครือข่ายที่ไม่ดี ก็ทำให้ชีวิตเราแย่ไปด้วย เช่น เครือข่ายที่มีความรุนแรง มีแต่เนื้อหาที่ไม่ดี มีแต่เรื่องดราม่า เรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ หรืออยู่ในวงที่มีแต่คนอวดร่ำอวดรวยเราท็อกสิค เราก็รู้สึกแย่ไปด้วย หากใช้เวลากับเครือข่ายนั้นนาน ๆ ก็เสียเวลาอยู่กับสังคมโลกจริง ๆ เสียโอกาสพบเพื่อน สังคม พ่อ แม่ ลูก

ถ้าพูดถึงเรื่องการ “ติดแกลม” ที่ปัจจุบันถูกมองว่า เป็นเรื่องติดตลก สนุกสนาน กลายเป็นเรื่องเชิงบวกนั้น ดร.นพ.วรตม์ ระบุว่า ภาษาจิตวิทยา จะมีสิ่งที่เรียกว่า “โซเชียลเลิร์นนิ่ง” เป็นทฤษฎีที่เราเรียนรู้จากสังคม เห็นเป็นอย่างไร ก็เริ่มเรียนรู้วิธีการ และเชื่อว่านั่นคือบรรทัดฐานของสังคม ที่เราต้องทำให้ได้แบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ภาพที่เห็นอาจจะจริงหรือไม่จริง ๆ ก็ได้ แล้วเริ่มเปรียบเทียบกับตัวเองกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นบรรทัดฐาน สัญชาตญาณของมนุษย์คือการเอาตัวรอด หากคิดว่าตัวเองตกบรรทัดฐานก็จะพยายามปรับให้เข้ากับสังคมที่เชื่อนั้น เพื่อไม่ให้แตกต่าง

“เมื่ออยู่ในโซเชียลฯ ที่มีแต่คนแสดงด้านดีออกมา ซึ่งมีการวิจัยชัดเจนแล้วว่า คนไม่นิยมแสดงภาพด้านลบของตัวเอง แต่จะแสดงด้านดี หากเราไปอยู่ในสังคมที่แสดงเฉพาะด้านดีในแง่ของวัตถุนิยม ใช้ชีวิตหรูหรา จะรู้สึกว่าปกติ รู้สึกว่าเพื่อนที่เรียน และโตมาเหมือนกัน แต่เขามีชีวิตที่หรูหรา ดีกว่า เมื่อเราเชื่อว่าเป็นมาตรฐาน แล้วตัวเองน่าจะตกมาตรฐาน และเริ่มมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น นี่ถือเป็นการส่งอิทธิพลที่ไม่ดีต่อกันและกัน”

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงการเสพติดพฤติกรรมการใช้โซเชียลฯ นั้นนิยามได้ยาก เพราะแต่ละคนมีภูมิคุ้มกัน มีความสามารถในการใช้โซเชียลฯ ไม่เท่ากัน บางคน 2-3 ชั่วโมงก็ได้รับผลกระทบ บางคนทั้งวันก็ไม่เป็นอะไร แต่ข้อมูลคนไทยใช้ 8-9 ชั่วโมงต่อวัน เยอะเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และเป็นแบบนี้มาโดยตลอด

ส่วนเรื่อง การติดแกลม การเสพติดชีวิตหรูหราก็วัดยาก แต่เท่าที่เห็นจริง ๆ มันมีเรื่องนี้เยอะในสังคมวัตถุนิยม ทั้งไทย หรือบางประเทศ เช่น เกาหลี ซึ่งเรื่องหนึ่งที่มีคนพูดถึงเยอะ คือทำให้มาตรฐานการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนแปลงไป มาตรฐานการเลือกคู่ยากขึ้น เพราะคนรู้สึกว่า คนนั้นมีแฟนดี ดูรวย ทั้งที่จริง ๆ เขาอาจจะซ่อนภาพที่ไม่ดีอยู่ข้างหลังก็ได้

ดร.นพ.วรตม์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ถ้าพูดถึงประชากรไทยที่อยู่กับโซเชียลฯ มานานก็จะแบ่งเป็นหลายเจเนอเรชัน อย่างโซเชียลฯ กับ “เด็กเจนอัลฟา” ซึ่งแก่สุดตอนนี้ก็อายุประมาณ 13-14 ปี กำลังเข้าวัยรุ่น เป็นเจนที่ไม่รู้จักช่วงเวลาที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีอินเทอร์เน็ต เขาเกิดมาพร้อมกับการมีสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นความเข้าใจของเขาจะไม่เหมือนกับเรา และเราจะไม่สามารถเข้าใจเด็กเจนฯ นี้ได้ โทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตถูกจัดเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นแค่เครื่องมือ

“ดังนั้นมันสร้างการเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสาร เปลี่ยนแปลงวิธีการเข้าใจ เปลี่ยนแปลงการแสดงออกของเด็ก เปลี่ยนแปลงแม้กระทั่ง “ความอยากเป็น” ซึ่ง 1 ใน 5 อาชีพในอนาคตเด็กอยากเป็นในช่วง 5-10 ปี ที่ผ่านมา คืออยากเป็นคอนเทนต์ครีเอเตอร์”

กลับมาที่เรื่องของสภาพจิตใจของคนในยุคโซเชียลฯ ดร.นพ.วรตม์ ย้ำว่า มีเปราะบาง ซึ่งจริง ๆ ก็เปราะบางมานานแล้ว ที่ชัดเจนมากคือ การที่มีเทคโนโลยีเยอะ ทำให้คนสามารถทำอะไรหลาย ๆ อย่างได้พร้อมกันในเวลาเดียว แต่ทำให้เรารออะไรได้ไม่นาน คอนเทนต์ที่เราดูสั้นลง ทุกอย่างต้องเสร็จในระยะเวลารวดเร็ว การที่รอได้ไม่นาน ก็สัมพันธ์กับการที่เวลาเกิดปัญหาอะไรแล้วเราไม่สามารถรีรอในการจัดการได้ ทำให้คนหัวร้อนง่ายขึ้น ใจร้อนง่ายขึ้น สมัยก่อนจะแก้ไขอะไรต้องรอเป็นวัน ๆ สมัยนี้สามารถส่งข้อความแป๊บเดียวจบ

แน่นอนว่า ปัจจุบันมีคนไข้เข้ารับการบำบัดโรคทางจิตเวชที่เชื่อมโยงกับการสื่อสารโซเชียลฯ เพิ่มขึ้น เอาเฉพาะงานที่ตัวเองดูแลอยู่ในฐานะจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น จะเจอผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้นมาพร้อมกับภาวะติดเกม ติดโซเชียลฯ ด้วยตลอดเวลา พบปัญหาการกลั่นแกล้งที่โรงเรียนและออนไลน์ รูปแบบแตกต่างกัน และรุนแรงขึ้น จากเดิมถูกแกล้งที่โรงเรียนกลับบ้าน 4 โมงเย็นก็ไม่ถูกแกล้งแล้ว แต่ปัจจุบันถูกแกล้งที่โรงเรียนแล้ว กลับมาบ้าน 2-3 ทุ่มยังถูกแกล้งอยู่เลยผ่านทางออนไลน์ ความรุนแรงมากขึ้น เจอเด็กซึมเศร้าจากการเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนในโลกออนไลน์มากขึ้น ทำไมทุกคนมีความสุข ร่ำรวย ปิดเทอมไปต่างประเทศ แต่เขาไม่ได้ไป

“เราเห็นสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปจากเครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้ ทำให้มีการเจ็บป่วยมากขึ้น แต่ขณะเดียวกัน เด็กยุคนี้ยอมรับเรื่องโรคทางจิตเวชมากขึ้น เช่น ถ้าซึมเศร้า เขาก็กล้าพูด กล้าบอกบนโซเชียลฯ ว่าเป็นซึมเศร้า พอกล้าพูดก็จะทำให้คนที่อาจจะสงสัยอยู่เข้ารับบริการที่เร็วขึ้น คนที่รักษาอยู่ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีตราบาปหรือมีการตีตรา เขาก็สามารถเข้ารักษาได้ดี ดังนั้น ก็มีเรื่องดี”

อย่างไรก็ตาม ดร.นพ.วรตม์ แนะนำว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราเป็นคนควบคุมเครื่องมือเหล่านี้ ดังนั้นอย่าปล่อยให้เครื่องมือควบคุมเรา การมีสติเป็นเรื่องสำคัญ ขอให้รู้ว่ามีทั้งประโยชน์และโทษ จึงต้องมีสติทุกครั้งที่ใช้ว่า สิ่งที่เห็นอาจจะไม่ใช่เรื่องจริง อย่าปล่อยให้ใจลอยไปแล้วเชื่อทุกอย่างที่อยู่บนโลกออนไลน์ วันหนึ่งหากรู้ว่าตัวเองมีพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปจากการใช้โซเชียลฯ เช่น ก้าวร้าวมากขึ้น ติดแกลมมากขึ้น ก็ขอให้มีสติ และห่างจากโซเชียลฯ หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ...

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/articles/4526112/




เรื่อง “ความยากเย็นของการเลิกเสพติดนิโคติน หรือ ขนาดพ่อเป็นหมอ ยังช่วยลูกเลิกบุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้”

ครูตีเด็กป.5 ที่คุ้ยหาบุหรี่ไฟฟ้าในถังขยะ หดหู่ใจ เมื่ออ่านข่าวเด็กนักเรียน ป.5 ที่ถูกครูตีด้วยหวาย หลังไปคุ้ยหาบุหรี่ไฟฟ้าในถังขยะหน้าห้องพักครู ทำให้คิดถึงข่าวที่พ่อแม่เปิดใจ ไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูกที่ติดบุหรี่ไฟฟ้า
รายหนึ่งเป็นแพทย์ชาวออสเตรเลียที่รักษาโรคทั่วไป และรักษาให้เลิกสูบบุหรี่ด้วย ออกข่าวว่า “ฉันสูญเสียลูกให้แก่บุหรี่ไฟฟ้า I have lost my children to vaping” ที่ไม่สามารถรักษาให้ลูกอายุ 14 ขวบที่ติดบุหรี่ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 12 ขวบ

อีกรายเป็นคุณแม่ชาวอังกฤษ ที่พยายามช่วยลูกวัยรุ่นให้เลิกสูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วยวิธีการต่างๆ พาไปปิคนิกนอกเมือง ไปได้ไม่นาน ลูกก็ขอร้องว่า Mom I can’t hold on anymore. หรือ แม่ครับ ผมทนต่อไปอีกไม่ไหวแล้ว (ที่จะไม่ได้สูบบุหรี่ไฟฟ้า) สิบกว่าปีก่อน เครือข่ายพยาบาลเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ ชวนผมไปเยี่ยมทัณฑ์สถานใหญ่ (คุก) ใกล้กรุงเทพฯ ที่ทำโครงการ ทัณฑ์สถาน(คุกปลอดบุหรี่) หลังจากกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในอาคารสถานที่ราชการและมีการระบาดของวัณโรคในหมู่นักโทษ คุกที่ไปเยี่ยมให้การรักษานักโทษที่ติดบุหรี่ และเจ้าหน้าที่ห้ามญาติที่มาเยี่ยมเอาบุหรี่มาฝาก ปรากฏว่าทุกเช้า นักโทษที่ติดบุหรี่จะเดินคุ้ยหาก้นบุหรี่ตามขอบร่องฝาปิดท่อระบายนน้ำ สนามหญ้า เพื่อนำมาจุดสูบ นี่คือภาพด้านมืดของการเสพติดนิโคติน จากบุหรี่มวน บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่


สถิติพบว่า เด็กไทย 10 คน ที่เริ่มติดบุหรี่ที่อายุเฉลี่ย 17-18 ขวบ 7 ใน 10 คนจะเลิกสูบไม่ได้ไปตลอดชีวิต ใน 3 คนที่เลิกได้ ใช้เวลาเฉลี่ย 20-21 ปี เด็กนักเรียนที่เป็นถูกครูตีด้วยหวาย อายุเพียง 10 ขวบ เป็นหนึ่งในนักเรียนชั้นประถมทั่วประเทศ ที่มีการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันจำนวนมาก ตามที่มีการสุ่มสำรวจจากหลายแหล่ง เด็กเหล่านี้ เมื่อเสพติดนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว นอกจากส่งผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต และการเรียนหนังสือแล้ว ยังจะเป็นปัญหาให้กับพ่อแม่ กับครูและโรงเรียน รวมทั้งชุมชนที่เด็กๆอาศัยอยู่ และสุดท้ายระดับประเทศ ยิ่งน่ากังวลมากคือ หลักฐานพบว่า เด็กที่ติดบุหรี่ไฟฟ้า มีอาการเสพติดนิโคตินรุนแรงกว่า เด็กที่ติดบุหรี่มวน ผลจากบุหรี่ไฟฟ้าสูบง่ายกว่า และสูบได้ตลอดเวลา และเด็กติดบุหรี่ไฟฟ้าเมื่ออายุน้อยกว่า ที่เด็กติดบุหรี่มวน สงสารพ่อแม่ เห็นใจครู โรงเรียนที่มีเด็กสูบบุหรี่ไฟฟ้ากันมาก และสงสารประเทศไทยครับ

อ้างอิง https://news.ch7.com/detail/782054 หลานชายถูกครูต้นทำร้ายโดยใช้หวายตี เพราะไปปีนอาคารเรียนกับเพื่อนอีก 2 คน ไปคุ้ยถังขยะหน้าห้องพักครูเพื่อหาบุหรี่ไฟฟ้า จนครูต้นจับได้

ข้อมูลจาก ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่...

สามารถติดตามต่อได้ที่ : https://www.dailynews.co.th/articles/4520899/


แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่