“ถึงผมจะตาบอด แต่สิ่งที่ผมเห็นอย่างชัดเจนมาตลอด มันคือความฝัน... “
ศรีกันต์ บอลลา เด็กน้อยที่เกิดมาในครอบครัวชาวนา ชีวิตของเขาไม่เหมือนใครอื่นเพราะว่าเขาตาบอดตั้งแต่เกิด
ใครต่อใครบอกให้พ่อแม่ทิ้งเขาในทันทีเนื่องจากมองว่าเขาจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองต่อไปได้ในอนาคต
แต่แม่ของศรีกันต์ไม่ยอมทำเช่นนั้น เธอตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูเด็กคนนี้ต่อไปท่ามกลางการดูถูกของสายตาเด็กๆ ร่วมรุ่นในชุมชน
แต่ศรีกันต์ไม่เคยท้อถอย มิหนำซ้ำเขายังเรียนเก่งกว่าเพื่อนๆอย่างเห็นได้ชัด
เด็กชายสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์มาตลอดและทำผลงานได้ดี และด้วยความเอาใจใส่และคำแนะนำของครูเดวิกา
ทำให้ศรีกันต์ฟ้องร้องต่อศาลและสามารถเข้าเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ได้ (เวลานั้นอินเดียไม่อนุญาตให้คนพิการทางสายตาเรียนด้านวิทย์)
เส้นทางการศึกษาของเขายังไปอีกไกลเมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็นนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นคนแรก
ที่ได้เรียนในสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หลังจากถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนในสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย (IIT)
หลังเรียนจบศรีกันต์กลับมายังอินเดียตามแรงกระตุ้นของแฟนสาว และได้มาร่วมหุ้นกับระวี ก่อตั้งบริษัท Bollant Industries
บริษัทผลิตกระดาษคราฟท์รีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะในชุมชน และสินค้าบรรจุภัณฑ์งานฝีมือจากกระดาษรีไซเคิล
เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นสินค้าที่ใช้งานได้ ซึ่งเขาจ้างงานให้กับคนพิการเป็นส่วนใหญ่
ชีวิตของศรีกันต์จากเด็กชาวนามาถึงจุดสูงสุดในชีวิต
Srikanth เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติภาษาฮินดีของอินเดียปี 2024 เรื่องราวชีวิตจริงของ ศรีกันต์ บอลลา
ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เป็นผู้ก่อตั้ง Bollant Industries
นำแสดงโดย Rajkummar Rao ในบทบาทนำ กำกับโดย Tushar Hiranandani
เรื่องราวเส้นทางชีวิตกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ของนักธุรกิจหนุ่มที่ตาบอดตั้งแต่เกิดอย่างศรีกันต์
หนังชีวประวัติบุคคลที่สู้ในโลกมืดมาทั้งชีวิต Rajkummar Rao รับบทนำเรื่องนี้ซึ่งเจ้าตัวทำการบ้านมาดีมากครับ
การแสดงออกสีหน้า อากัปกิริยาต่างๆนั้น เหมือนผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นจริงๆ
ส่วนนักแสดงเด็ก 2 คนที่รับบทศรีกันต์ในวัยเยาว์นั้นก็เป็นผู้พิการทางสายตาจริงๆนะครับ
เราจะได้เห็นการต่อสู้ในของเด็กหนุ่มที่อยากเรียนวิทยาศาสตร์และพยายามนำพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เขาฝันไว้
โดยมีครูเดวิกาเป็นเหมือนแม่อีกคนที่แม้ไม่ได้ให้กำเนิด แต่ก็เป็นคนคอยชี้ทางให้กับเขาตลอดเวลา
ซึ่งศรีกันต์ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าใครเลยสักนิด แม้ว่าจะมีคนบอกว่าเขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้
แต่เขาจะมองในมุมกลับเสมอว่าแล้วทำไมล่ะ เขาถึงทำมันไม่ได้ เพียงเพราะว่าเขาตาบอดอย่างนั้นหรือ..
ไม่เป็นไร เขาจะทำให้ทุกคนเห็นเองว่าเขาทำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรจะขวางเขาได้
การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างรวดเร็ว ศรีกันต์ผ่านทุกอุปสรรคของชีวิตช่วงวัยเรียนจนก้าวไปถึงการเริ่มต้นทำธุรกิจ
ซึ่งนั่นคือพาร์ทหลังของหนังทั้งหมด... ในการทำงานนั้นเองที่เราจะได้เห็นอีกด้านของเขานั่นคือความทะเยอทะยาน
เอาจริงๆสิ่งนี่มันอยู่ในตัวของเขามาตั้งแต่ต้นแล้ว จากการโดนดูถูกจากคนรอบข้าง
ที่มองเขาด้วยความเหยียดหยามไม่ก็สงสาร (หรือสมเพช) ก็แล้วแต่ ..
แต่นั่นเองที่ศรีกันต์เอาสิ่งเหล่านี้เป็นไฟเหมือนเชื้อเพลิงที่จุดให้ตัวเขาพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเกิน ความทะเยอทะยานอยากที่มากไป ทุกอย่างเป็นเหมือนดาบสองคม
จนสุดท้ายก็หันกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง..
ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วอดเปรียบเทียบกับ 12th Fail หนังชีวประวัตินายตำรวจหนุ่มที่ดูจบไปไม่นาน ซึ่งผมเองก็เคยรีวิวไปแล้วไม่ได้จริงๆ...
คือ 12th Fail เน้นไปที่เส้นทางในการสอบเข้า ความลำบากของการใช้ชีวิตก่อนที่ตัวเอกจะประสบความสำเร็จ
เส้นทางของเขาสุดที่การสอบได้ นั่นคือประตูชัยบานแรกที่เปิดขึ้นก่อนที่เขาจะไปถึงฝั่งฝันในบั้นปลาย
แต่การนำเสนอของ Srikanth นั้น จะให้เห็นทั้งสองอย่างทั้งเรียนและทำงานอย่างละครึ่งพอดี
เพียงแค่ในความรู้สึกผมนั้นทุกอย่างมันดูเร่งและกระชับมากไปนิด เข้าใจว่าด้วยเรื่องราวที่อยากนำเสนอมีเยอะมาก
แต่เวลามีน้อยดังนั้นหลายอย่างจึงเหมือนการรวบสรุปเข้ามาเหมือนการย่อความให้เราได้เห็นภาพแบบย่นย่อ..
ช่วงแรกของหนังคือเรื่องการเรียนของศรีกันต์เลยดูเหมือนทุกอย่างง่ายดายไปหมด
อุปสรรคที่มีชัดเจนคือการต่อสู้เพื่อให้ได้เรียนด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก
จากนั้นคือเรื่องการทำงาน การทำธุรกิจ ผมชอบพาร์ทช่วงนี้มากกว่าและผมก็มั่นใจว่าทางผู้กำกับก็อยากจะใส่ความดราม่าในช่วงนี้เช่นกัน
เพราะเราจะได้เห็นความผิดพลาดของตัวเอกซึ่งแน่นอนว่ามาจากการกระทำของตัวเขาเอง
เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าคนเราทุกคนไม่มีใครที่จะไม่ผิดพลาด ต่อให้เป็นพระเอกของเรื่องก็เถอะ
หากว่ามีชุดความคิดแบบนี้ ชีวิตจากรุ่งก็ร่วงได้ง่ายๆเช่นกัน
(แต่ในหนังก็มีคำอธิบายว่าทำไมตัวเอกของเราถึงเป็นแบบนี้ด้วยนะครับ ครูเดวิกากล่าวไว้ในหนังดีมากๆเลยล่ะ)
พูดถึงครูเดวิกา รับบทโดยโยธิกา ดาราสาวที่ส่วนใหญ่เล่นหนังทมิฬซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงหลังเข้าสู่วงการบอลลีวู้ดล่ะ
(เธอเล่นอีกเรื่องชื่อว่า ราชสีห์ ผมรีวิวไว้ล่ะ เล่นเป็นครูเหมือนกัน) เป็นตัวละครที่ผมชอบมากที่สุด
เป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆ ศรีกันต์เสมอตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ คอยสอนและชี้แนะทุกเรื่องของชีวิต
ยิ่งช่วงท้ายครูเดวิกา พูดแต่ละประโยคจับใจมาก แต่ศิษย์อย่างศรีกันต์ก็รั้นซะเหลือเกิน
บางอย่างก็ต้องปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตัวเองล่ะ จะได้รู้สำนึก
หนังทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความต่อสู้ของชายตาบอดที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
และคิดจะคว้าโลกทั้งใบที่เขาไม่เคยมองเห็นเลยมาไว้ในมือ ถือเป็นหนังดีอีกเรื่องที่ให้กำลังใจคนที่ท้อถอยต่อชีวิตเวลานี้ได้เป็นอย่างดี
แม้ว่าหากเทียบกันแล้วความรู้สึกของผมจะยังชอบใน 12th Fail มากกว่าก็ตาม
คือมันสะเทือนใจ ซาบซึ้งมากกว่า เข้าถึงได้มากกว่าก็ตาม (คือไงดี เอาเป็นว่าเรื่องศรีกันต์มันยังจับใจได้ไม่มากพอน่ะ)
แต่ก็นะ..หากมีโอกาสผมก็อยากให้ทุกคนได้ชม Srikanth เหมือนกัน ไม่อยากให้พลาดเลย
และเช่นกันหนังอินเดียสไตล์นี้ มีคำคมต่างๆมากมาย ขอยกมาปิดกระทู้สักประโยค
“บางสิ่งไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตา เพราะบางเรื่องนั้นสัมผัสได้ด้วยหัวใจ...”
ตอนนี้ผมมีเพจหนังล่ะน๊าาา เข้าไปตามกันได้นะครับ
ชื่อว่าาาาาาาาาา เพราะหนังมันฝังใจ
https://www.facebook.com/profile.php?id=61565624000043
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
== Srikanth (2024 ) ชายตาบอดที่สู้เพื่อฝัน...จนเป็นความจริง ==
“ถึงผมจะตาบอด แต่สิ่งที่ผมเห็นอย่างชัดเจนมาตลอด มันคือความฝัน... “
ศรีกันต์ บอลลา เด็กน้อยที่เกิดมาในครอบครัวชาวนา ชีวิตของเขาไม่เหมือนใครอื่นเพราะว่าเขาตาบอดตั้งแต่เกิด
ใครต่อใครบอกให้พ่อแม่ทิ้งเขาในทันทีเนื่องจากมองว่าเขาจะไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองต่อไปได้ในอนาคต
แต่แม่ของศรีกันต์ไม่ยอมทำเช่นนั้น เธอตัดสินใจที่จะเลี้ยงดูเด็กคนนี้ต่อไปท่ามกลางการดูถูกของสายตาเด็กๆ ร่วมรุ่นในชุมชน
แต่ศรีกันต์ไม่เคยท้อถอย มิหนำซ้ำเขายังเรียนเก่งกว่าเพื่อนๆอย่างเห็นได้ชัด
เด็กชายสนใจทางด้านวิทยาศาสตร์มาตลอดและทำผลงานได้ดี และด้วยความเอาใจใส่และคำแนะนำของครูเดวิกา
ทำให้ศรีกันต์ฟ้องร้องต่อศาลและสามารถเข้าเรียนสาขาวิทยาศาสตร์ได้ (เวลานั้นอินเดียไม่อนุญาตให้คนพิการทางสายตาเรียนด้านวิทย์)
เส้นทางการศึกษาของเขายังไปอีกไกลเมื่อเขาได้รับเลือกให้เป็นนักศึกษาที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นคนแรก
ที่ได้เรียนในสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) หลังจากถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเรียนในสถาบันเทคโนโลยีแห่งอินเดีย (IIT)
หลังเรียนจบศรีกันต์กลับมายังอินเดียตามแรงกระตุ้นของแฟนสาว และได้มาร่วมหุ้นกับระวี ก่อตั้งบริษัท Bollant Industries
บริษัทผลิตกระดาษคราฟท์รีไซเคิลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากขยะในชุมชน และสินค้าบรรจุภัณฑ์งานฝีมือจากกระดาษรีไซเคิล
เปลี่ยนขยะพลาสติกให้เป็นสินค้าที่ใช้งานได้ ซึ่งเขาจ้างงานให้กับคนพิการเป็นส่วนใหญ่
ชีวิตของศรีกันต์จากเด็กชาวนามาถึงจุดสูงสุดในชีวิต
Srikanth เป็นภาพยนตร์ชีวประวัติภาษาฮินดีของอินเดียปี 2024 เรื่องราวชีวิตจริงของ ศรีกันต์ บอลลา
ผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น เป็นผู้ก่อตั้ง Bollant Industries
นำแสดงโดย Rajkummar Rao ในบทบาทนำ กำกับโดย Tushar Hiranandani
เรื่องราวเส้นทางชีวิตกว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ของนักธุรกิจหนุ่มที่ตาบอดตั้งแต่เกิดอย่างศรีกันต์
หนังชีวประวัติบุคคลที่สู้ในโลกมืดมาทั้งชีวิต Rajkummar Rao รับบทนำเรื่องนี้ซึ่งเจ้าตัวทำการบ้านมาดีมากครับ
การแสดงออกสีหน้า อากัปกิริยาต่างๆนั้น เหมือนผู้ที่มีความบกพร่องทางการมองเห็นจริงๆ
ส่วนนักแสดงเด็ก 2 คนที่รับบทศรีกันต์ในวัยเยาว์นั้นก็เป็นผู้พิการทางสายตาจริงๆนะครับ
เราจะได้เห็นการต่อสู้ในของเด็กหนุ่มที่อยากเรียนวิทยาศาสตร์และพยายามนำพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เขาฝันไว้
โดยมีครูเดวิกาเป็นเหมือนแม่อีกคนที่แม้ไม่ได้ให้กำเนิด แต่ก็เป็นคนคอยชี้ทางให้กับเขาตลอดเวลา
ซึ่งศรีกันต์ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าใครเลยสักนิด แม้ว่าจะมีคนบอกว่าเขาทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ได้
แต่เขาจะมองในมุมกลับเสมอว่าแล้วทำไมล่ะ เขาถึงทำมันไม่ได้ เพียงเพราะว่าเขาตาบอดอย่างนั้นหรือ..
ไม่เป็นไร เขาจะทำให้ทุกคนเห็นเองว่าเขาทำได้ทุกอย่าง ไม่มีอะไรจะขวางเขาได้
การดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างรวดเร็ว ศรีกันต์ผ่านทุกอุปสรรคของชีวิตช่วงวัยเรียนจนก้าวไปถึงการเริ่มต้นทำธุรกิจ
ซึ่งนั่นคือพาร์ทหลังของหนังทั้งหมด... ในการทำงานนั้นเองที่เราจะได้เห็นอีกด้านของเขานั่นคือความทะเยอทะยาน
เอาจริงๆสิ่งนี่มันอยู่ในตัวของเขามาตั้งแต่ต้นแล้ว จากการโดนดูถูกจากคนรอบข้าง
ที่มองเขาด้วยความเหยียดหยามไม่ก็สงสาร (หรือสมเพช) ก็แล้วแต่ ..
แต่นั่นเองที่ศรีกันต์เอาสิ่งเหล่านี้เป็นไฟเหมือนเชื้อเพลิงที่จุดให้ตัวเขาพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
และความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเกิน ความทะเยอทะยานอยากที่มากไป ทุกอย่างเป็นเหมือนดาบสองคม
จนสุดท้ายก็หันกลับมาทำร้ายตัวเขาเอง..
ผมดูหนังเรื่องนี้แล้วอดเปรียบเทียบกับ 12th Fail หนังชีวประวัตินายตำรวจหนุ่มที่ดูจบไปไม่นาน ซึ่งผมเองก็เคยรีวิวไปแล้วไม่ได้จริงๆ...
คือ 12th Fail เน้นไปที่เส้นทางในการสอบเข้า ความลำบากของการใช้ชีวิตก่อนที่ตัวเอกจะประสบความสำเร็จ
เส้นทางของเขาสุดที่การสอบได้ นั่นคือประตูชัยบานแรกที่เปิดขึ้นก่อนที่เขาจะไปถึงฝั่งฝันในบั้นปลาย
แต่การนำเสนอของ Srikanth นั้น จะให้เห็นทั้งสองอย่างทั้งเรียนและทำงานอย่างละครึ่งพอดี
เพียงแค่ในความรู้สึกผมนั้นทุกอย่างมันดูเร่งและกระชับมากไปนิด เข้าใจว่าด้วยเรื่องราวที่อยากนำเสนอมีเยอะมาก
แต่เวลามีน้อยดังนั้นหลายอย่างจึงเหมือนการรวบสรุปเข้ามาเหมือนการย่อความให้เราได้เห็นภาพแบบย่นย่อ..
ช่วงแรกของหนังคือเรื่องการเรียนของศรีกันต์เลยดูเหมือนทุกอย่างง่ายดายไปหมด
อุปสรรคที่มีชัดเจนคือการต่อสู้เพื่อให้ได้เรียนด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมาก
จากนั้นคือเรื่องการทำงาน การทำธุรกิจ ผมชอบพาร์ทช่วงนี้มากกว่าและผมก็มั่นใจว่าทางผู้กำกับก็อยากจะใส่ความดราม่าในช่วงนี้เช่นกัน
เพราะเราจะได้เห็นความผิดพลาดของตัวเอกซึ่งแน่นอนว่ามาจากการกระทำของตัวเขาเอง
เหมือนจะบอกเป็นนัยว่าคนเราทุกคนไม่มีใครที่จะไม่ผิดพลาด ต่อให้เป็นพระเอกของเรื่องก็เถอะ
หากว่ามีชุดความคิดแบบนี้ ชีวิตจากรุ่งก็ร่วงได้ง่ายๆเช่นกัน
(แต่ในหนังก็มีคำอธิบายว่าทำไมตัวเอกของเราถึงเป็นแบบนี้ด้วยนะครับ ครูเดวิกากล่าวไว้ในหนังดีมากๆเลยล่ะ)
พูดถึงครูเดวิกา รับบทโดยโยธิกา ดาราสาวที่ส่วนใหญ่เล่นหนังทมิฬซะเป็นส่วนใหญ่ แต่ช่วงหลังเข้าสู่วงการบอลลีวู้ดล่ะ
(เธอเล่นอีกเรื่องชื่อว่า ราชสีห์ ผมรีวิวไว้ล่ะ เล่นเป็นครูเหมือนกัน) เป็นตัวละครที่ผมชอบมากที่สุด
เป็นคนที่คอยอยู่ข้างๆ ศรีกันต์เสมอตั้งแต่เด็กจนเป็นผู้ใหญ่ คอยสอนและชี้แนะทุกเรื่องของชีวิต
ยิ่งช่วงท้ายครูเดวิกา พูดแต่ละประโยคจับใจมาก แต่ศิษย์อย่างศรีกันต์ก็รั้นซะเหลือเกิน
บางอย่างก็ต้องปล่อยให้เรียนรู้ด้วยตัวเองล่ะ จะได้รู้สำนึก
หนังทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความต่อสู้ของชายตาบอดที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
และคิดจะคว้าโลกทั้งใบที่เขาไม่เคยมองเห็นเลยมาไว้ในมือ ถือเป็นหนังดีอีกเรื่องที่ให้กำลังใจคนที่ท้อถอยต่อชีวิตเวลานี้ได้เป็นอย่างดี
แม้ว่าหากเทียบกันแล้วความรู้สึกของผมจะยังชอบใน 12th Fail มากกว่าก็ตาม
คือมันสะเทือนใจ ซาบซึ้งมากกว่า เข้าถึงได้มากกว่าก็ตาม (คือไงดี เอาเป็นว่าเรื่องศรีกันต์มันยังจับใจได้ไม่มากพอน่ะ)
แต่ก็นะ..หากมีโอกาสผมก็อยากให้ทุกคนได้ชม Srikanth เหมือนกัน ไม่อยากให้พลาดเลย
และเช่นกันหนังอินเดียสไตล์นี้ มีคำคมต่างๆมากมาย ขอยกมาปิดกระทู้สักประโยค
“บางสิ่งไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตา เพราะบางเรื่องนั้นสัมผัสได้ด้วยหัวใจ...”
ตอนนี้ผมมีเพจหนังล่ะน๊าาา เข้าไปตามกันได้นะครับ
ชื่อว่าาาาาาาาาา เพราะหนังมันฝังใจ
https://www.facebook.com/profile.php?id=61565624000043
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===