ในป่าลึกอันห่างไกล.. แอ๊กเนส หญิงสาวผู้ชอบใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับธรรมชาติ
เธอได้พบกับชายหนุ่มซึ่งมาเป็นครูสอนภาษาในหมู่บ้าน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อตัวอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งทั้งคู่ได้แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 3 คน แต่ชายหนุ่มมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียน
การอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่อาจเติมเต็มความฝันนั่นได้ เขาจึงจำเป็นต้องจากลูกเมียเพื่อไปยังลอนดอน เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน
แอ๊กเนส เลี้ยงลูกทั้ง 3 อย่างแข็งขัน เธอเป็นแม่ที่ดีและรอคอยการกลับมาของสามีเสมอในทุกครั้งที่เขากลับมา..
ครอบครัวของเธอเป็นไปอย่างมีความสุขตามอัตภาพ แต่แล้วการจากไปของลูกชายที่ชื่อว่าแฮมเน็ต ทำให้จิตใจของคนเป็นแม่แตกสลาย..
และผู้เป็นพ่อก็หวังจะกอบกู้หัวใจของคนรักขึ้นมา ด้วยการเขียนบทละครเวทีเพื่ออุทิศให้กับการจากไปของลูกชายของพวกเขา
Hamnet เป็นภาพยนตร์พีเรียดดราม่ากำกับโดย Chloé Zhao ซึ่งเขียนบทร่วมกับ Maggie O'Farrell
อิงจากนวนิยายปี 2020 ของ O'Farrell เอง เรื่องราวถ่ายทอดชีวิตครอบครัวของยอดกวีของโลก
อย่าง William Shakespeare และ Anne Hathaway ภรรยา
ขณะที่พวกเขาต้องรับมือกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ Hamnet ลูกชายวัย 11 ปี
นำแสดงโดย Jessie Buckley และ Paul Mescal
ได้รับรางวัลมากมายแทบทุกสถาบัน เอาที่ใหญ่ๆเลยก็ในงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 83
สามารถรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประเภทดราม่าสำหรับบัคลีย์
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 8 สาขาในงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98 แม้สุดท้ายจะได้มาแค่รางวัลเดียวก็ตาม
แต่ก็เป็นสาขาใหญ่อย่างดารานำหญิง บัคลี่ย์ กวาดได้ทั้ง 2 สถาบันครบไม่แบ่งใคร
Chloé Zhao คือสุดยอดคนเขียนบทและผู้กำกับในยุคนี้เลยก็ว่าได้ ผลงานที่ผ่านมาเป็นการการันตีถึงฝีมือของเธอตลอดมา
ทั้ง Nomadland (2020).. Eternals (2021).. กับเรื่องนี้เธอร่วมงานกับ Maggie O'Farrell เจ้าของบทประพันธ์
ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงคนนึงในฐานะของความเป็นลูกเป็นแม่และคนรัก
ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากแห่งการสูญเสียที่ยากจะรับมือ
Jessie Buckley นักแสดงนำที่รับบทแอ็กเนสนั้น เล่นได้ยอดเยี่ยมสมรางวัลลูกโลกทองคำและออสการ์อย่างยิ่ง
นี่คือจุดสูงสุดในอาชีพการแสดงของเธออย่างแท้จริง แววตาที่อ่านใจได้ยาก ความห่วงใยถวิลทั้งในฐานะภรรยา ในฐานะแม่
การพลัดพรากสูญเสีย ในทุกๆซีนเล่นเอาคนดูขนลุก อึ้งและทึ่ง อวยยศไม่ไหวต้องไปดูเองจริงๆล่ะครับ ว่าเธอเล่นดียังไงถึงได้รางวัล
อีกทั้ง Paul Mescal ในบทของวิล (หรือเชกสเปียร์) ชายหนุ่มผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกันก็รักครอบครัวสุดหัวใจเช่นกัน
ความรับผิดชอบทั้งต่อหน้าที่การงานและครอบครัวแน่นอนว่าจะทำทั้งสองอย่างให้ดีเสมอกันคงเป็นไปไม่ได้
แต่เจ้าตัวก็พยายามอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะทำให้เกิดแผลในใจกับชีวิตคู่ก็ตาม
วิลก็แสดงออกในตอนท้ายแล้วว่า เขาก็เสียใจไม่ต่างกันเลยกับภรรยาเลย..
พอล นี่เป็นสุดยอดดาวรุ่งนะครับ แค่ 5 ปีในวงการหนัง แต่ละเรื่องที่แกเล่นคือบทระดับเทพทั้งนั้น
อาทิ The Lost Daughter.. Aftersun.. All of Us Strangers.. Gladiator II ..
และอีก 3 ปีจากนี้ พอล จะได้รับบทบาทน่าจะท้าทายสุดในชีวิตล่ะกับหนังลุ้นรางวัลใหญ่แน่นอน
ผมไม่บอกว่าเรื่องอะไร ลองหารายละเอียดดู อิอิ
ลูกๆทั้ง 3 ก็เช่นกันครับ แสดงดีกันทุกคน น่ารักน่าเอ็นดู และแน่นอนว่าคนที่เด่นก็ต้องเจ้าหนู Jacobi Jupe ในบทของแฮมเน็ตนี่ล่ะ
ดูแล้วอนาคตไกลชัดเจน แม้จะรู้ว่าปลายทางของบทจะเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าคนดูทุกคนเอาใจช่วยกันทั้งนั้น
แต่พอถึงฉากที่ว่า ก็ทำเอาน้ำตาคลอเลยทีเดียว...
นี่คือการเอาชีวประวัติส่วนนึงของวิลเลียม เชกสเปียร์ มาขยายความในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานกับชีวิตของหลังบ้านเจ้าตัว
แอ็กเนส (หรือ แอนน์ แฮททาเวย์) หญิงสาวผู้เหมือนมีความสามารถพิเศษมองเห็นอนาคตได้หากสัมผัสมือกับใครก็ตาม
หนังแบ่งเป็น 3 องก์ จุดเริ่มต้น.. ครอบครัวที่แสนอบอุ่น.. และสุดท้ายคือการจากลา...
ถ้าคุณดูโดยไม่รู้อะไรมาก่อนเลย คุณก็คงดูว่านี่มันคือหนังชีวิตครอบครัวของสามัญชนคนธรรมดาในยุคสมัยก่อนที่อังกฤษ
ผู้นำครอบครัวไปหางานทำในเมืองใหญ่ ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ก่อนเจอกับความสูญเสียนั่นนี่นู่น มันก็ดูเฉยๆมากๆ
แต่พอดีมันคือชีวิตของวิลเลียม เชกสเปียร์ยังไงล่ะครับ ซึ่งผมคงไม่มาอธิบายอีกว่าเขาคือใคร
เช่นกันกับบทละครก้องโลกอย่าง Hamlet ผมคงไม่อธิบายเช่นกัน
แต่ทีนี้มันใกล้เคียงเหลือเกินกับชื่อ Hamnet ชื่อลูกชายของเจ้าตัว
ตรงนี้ล่ะครับคือจุดเชื่อมโยงที่ Maggie O'Farrell เจ้าของบทประพันธ์ ได้ผูกเรื่องไว้
และต่อยอดชีวประวัติที่ขาดหายไปของเชกสเปียร์ในช่วงปี 1585 ถึง 1592
บวกกับการเสียชีวิตของแฮมเน็ตลูกชาย (1596) และการถือกำเนิดของ บทประพันธ์ Hamlet ในอีก 3 ปีต่อมา
ฉากจบของหนังคือการว่าด้วยบทละครแฮมเล็ตที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
เชื่อมโยงสอดคล้องกับชีวิตของเชกสเปียร์ ภรรยาและลูกชายของเขาได้อย่างหมดจดและสมบูรณ์
โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของบทละครนี้มาก่อน ก็สามารถที่จะอินไปตามกับห้วงอารมณ์นั้นได้ไม่ยากเลย
ทุกตัวละครบนเวที ณ ตอนนั้น ส่งความรู้สึกทุกอย่างให้ผู้ชมอย่างเราจนถึงขีดสุดจริงๆ
หนังได้สอนเราให้เข้าใจกับความจริง ไม่มีใครที่จะหลีกหนีการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรักได้
การจมอยู่กับความเสียใจไม่มีอะไรดีขึ้นมา ทั้งต่อตัวเราและคนรอบข้าง เพราะมันจะเจ็บปวดด้วยกันทุกฝ่าย
ซึ่งอาจจะรวมไปถึงดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ด้วยเช่นเดียวกัน หากเขารับรู้ว่าเราเสียใจอยู่ทุกเวลา เขาจะเป็นทุกข์ใจแค่ไหน..
จะจากไปใจก็ยังคงห่วงเป็นแน่
การยอมรับกับความจริงตรงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อยู่กับมันให้ได้และเดินหน้าต่อไป
เพื่อตนเองเพื่อคนที่เรารัก เขาไม่ได้จากเราไปไหน แค่ย้ายมาอยู่ในหัวใจของเราตลอดไปแค่นั้น
ขอเพียงแค่ยังจดจำเขาได้ นึกถึงกัน พร้อมกับรอยยิ้ม..ในทุกครั้งก็พอ
และนี่คือฉากจบสุดท้ายที่ Jessie Buckley ทำได้ Perfect ตามที่ผมบรรยายไว้จริงๆ
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===
== Hamnet (2025) ชีวิตกับความตาย.. ภรรยาและลูกชายของวิลเลียม เชกสเปียร์ ==
ในป่าลึกอันห่างไกล.. แอ๊กเนส หญิงสาวผู้ชอบใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่กับธรรมชาติ
เธอได้พบกับชายหนุ่มซึ่งมาเป็นครูสอนภาษาในหมู่บ้าน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก่อตัวอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งทั้งคู่ได้แต่งงานและมีลูกด้วยกัน 3 คน แต่ชายหนุ่มมีความใฝ่ฝันที่จะเป็นนักเขียน
การอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไม่อาจเติมเต็มความฝันนั่นได้ เขาจึงจำเป็นต้องจากลูกเมียเพื่อไปยังลอนดอน เมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยผู้คน
แอ๊กเนส เลี้ยงลูกทั้ง 3 อย่างแข็งขัน เธอเป็นแม่ที่ดีและรอคอยการกลับมาของสามีเสมอในทุกครั้งที่เขากลับมา..
ครอบครัวของเธอเป็นไปอย่างมีความสุขตามอัตภาพ แต่แล้วการจากไปของลูกชายที่ชื่อว่าแฮมเน็ต ทำให้จิตใจของคนเป็นแม่แตกสลาย..
และผู้เป็นพ่อก็หวังจะกอบกู้หัวใจของคนรักขึ้นมา ด้วยการเขียนบทละครเวทีเพื่ออุทิศให้กับการจากไปของลูกชายของพวกเขา
Hamnet เป็นภาพยนตร์พีเรียดดราม่ากำกับโดย Chloé Zhao ซึ่งเขียนบทร่วมกับ Maggie O'Farrell
อิงจากนวนิยายปี 2020 ของ O'Farrell เอง เรื่องราวถ่ายทอดชีวิตครอบครัวของยอดกวีของโลก
อย่าง William Shakespeare และ Anne Hathaway ภรรยา
ขณะที่พวกเขาต้องรับมือกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ Hamnet ลูกชายวัย 11 ปี
นำแสดงโดย Jessie Buckley และ Paul Mescal
ได้รับรางวัลมากมายแทบทุกสถาบัน เอาที่ใหญ่ๆเลยก็ในงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 83
สามารถรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมประเภทดราม่าสำหรับบัคลีย์
และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง 8 สาขาในงานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98 แม้สุดท้ายจะได้มาแค่รางวัลเดียวก็ตาม
แต่ก็เป็นสาขาใหญ่อย่างดารานำหญิง บัคลี่ย์ กวาดได้ทั้ง 2 สถาบันครบไม่แบ่งใคร
Chloé Zhao คือสุดยอดคนเขียนบทและผู้กำกับในยุคนี้เลยก็ว่าได้ ผลงานที่ผ่านมาเป็นการการันตีถึงฝีมือของเธอตลอดมา
ทั้ง Nomadland (2020).. Eternals (2021).. กับเรื่องนี้เธอร่วมงานกับ Maggie O'Farrell เจ้าของบทประพันธ์
ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของผู้หญิงคนนึงในฐานะของความเป็นลูกเป็นแม่และคนรัก
ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากแห่งการสูญเสียที่ยากจะรับมือ
Jessie Buckley นักแสดงนำที่รับบทแอ็กเนสนั้น เล่นได้ยอดเยี่ยมสมรางวัลลูกโลกทองคำและออสการ์อย่างยิ่ง
นี่คือจุดสูงสุดในอาชีพการแสดงของเธออย่างแท้จริง แววตาที่อ่านใจได้ยาก ความห่วงใยถวิลทั้งในฐานะภรรยา ในฐานะแม่
การพลัดพรากสูญเสีย ในทุกๆซีนเล่นเอาคนดูขนลุก อึ้งและทึ่ง อวยยศไม่ไหวต้องไปดูเองจริงๆล่ะครับ ว่าเธอเล่นดียังไงถึงได้รางวัล
อีกทั้ง Paul Mescal ในบทของวิล (หรือเชกสเปียร์) ชายหนุ่มผู้มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ ขณะเดียวกันก็รักครอบครัวสุดหัวใจเช่นกัน
ความรับผิดชอบทั้งต่อหน้าที่การงานและครอบครัวแน่นอนว่าจะทำทั้งสองอย่างให้ดีเสมอกันคงเป็นไปไม่ได้
แต่เจ้าตัวก็พยายามอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะทำให้เกิดแผลในใจกับชีวิตคู่ก็ตาม
วิลก็แสดงออกในตอนท้ายแล้วว่า เขาก็เสียใจไม่ต่างกันเลยกับภรรยาเลย..
พอล นี่เป็นสุดยอดดาวรุ่งนะครับ แค่ 5 ปีในวงการหนัง แต่ละเรื่องที่แกเล่นคือบทระดับเทพทั้งนั้น
อาทิ The Lost Daughter.. Aftersun.. All of Us Strangers.. Gladiator II ..
และอีก 3 ปีจากนี้ พอล จะได้รับบทบาทน่าจะท้าทายสุดในชีวิตล่ะกับหนังลุ้นรางวัลใหญ่แน่นอน
ผมไม่บอกว่าเรื่องอะไร ลองหารายละเอียดดู อิอิ
ลูกๆทั้ง 3 ก็เช่นกันครับ แสดงดีกันทุกคน น่ารักน่าเอ็นดู และแน่นอนว่าคนที่เด่นก็ต้องเจ้าหนู Jacobi Jupe ในบทของแฮมเน็ตนี่ล่ะ
ดูแล้วอนาคตไกลชัดเจน แม้จะรู้ว่าปลายทางของบทจะเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าคนดูทุกคนเอาใจช่วยกันทั้งนั้น
แต่พอถึงฉากที่ว่า ก็ทำเอาน้ำตาคลอเลยทีเดียว...
นี่คือการเอาชีวประวัติส่วนนึงของวิลเลียม เชกสเปียร์ มาขยายความในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ทรมานกับชีวิตของหลังบ้านเจ้าตัว
แอ็กเนส (หรือ แอนน์ แฮททาเวย์) หญิงสาวผู้เหมือนมีความสามารถพิเศษมองเห็นอนาคตได้หากสัมผัสมือกับใครก็ตาม
หนังแบ่งเป็น 3 องก์ จุดเริ่มต้น.. ครอบครัวที่แสนอบอุ่น.. และสุดท้ายคือการจากลา...
ถ้าคุณดูโดยไม่รู้อะไรมาก่อนเลย คุณก็คงดูว่านี่มันคือหนังชีวิตครอบครัวของสามัญชนคนธรรมดาในยุคสมัยก่อนที่อังกฤษ
ผู้นำครอบครัวไปหางานทำในเมืองใหญ่ ภรรยาอยู่บ้านเลี้ยงลูก ก่อนเจอกับความสูญเสียนั่นนี่นู่น มันก็ดูเฉยๆมากๆ
แต่พอดีมันคือชีวิตของวิลเลียม เชกสเปียร์ยังไงล่ะครับ ซึ่งผมคงไม่มาอธิบายอีกว่าเขาคือใคร
เช่นกันกับบทละครก้องโลกอย่าง Hamlet ผมคงไม่อธิบายเช่นกัน
แต่ทีนี้มันใกล้เคียงเหลือเกินกับชื่อ Hamnet ชื่อลูกชายของเจ้าตัว
ตรงนี้ล่ะครับคือจุดเชื่อมโยงที่ Maggie O'Farrell เจ้าของบทประพันธ์ ได้ผูกเรื่องไว้
และต่อยอดชีวประวัติที่ขาดหายไปของเชกสเปียร์ในช่วงปี 1585 ถึง 1592
บวกกับการเสียชีวิตของแฮมเน็ตลูกชาย (1596) และการถือกำเนิดของ บทประพันธ์ Hamlet ในอีก 3 ปีต่อมา
ฉากจบของหนังคือการว่าด้วยบทละครแฮมเล็ตที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก
เชื่อมโยงสอดคล้องกับชีวิตของเชกสเปียร์ ภรรยาและลูกชายของเขาได้อย่างหมดจดและสมบูรณ์
โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของบทละครนี้มาก่อน ก็สามารถที่จะอินไปตามกับห้วงอารมณ์นั้นได้ไม่ยากเลย
ทุกตัวละครบนเวที ณ ตอนนั้น ส่งความรู้สึกทุกอย่างให้ผู้ชมอย่างเราจนถึงขีดสุดจริงๆ
หนังได้สอนเราให้เข้าใจกับความจริง ไม่มีใครที่จะหลีกหนีการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรักได้
การจมอยู่กับความเสียใจไม่มีอะไรดีขึ้นมา ทั้งต่อตัวเราและคนรอบข้าง เพราะมันจะเจ็บปวดด้วยกันทุกฝ่าย
ซึ่งอาจจะรวมไปถึงดวงวิญญาณของผู้วายชนม์ด้วยเช่นเดียวกัน หากเขารับรู้ว่าเราเสียใจอยู่ทุกเวลา เขาจะเป็นทุกข์ใจแค่ไหน..
จะจากไปใจก็ยังคงห่วงเป็นแน่
การยอมรับกับความจริงตรงหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด อยู่กับมันให้ได้และเดินหน้าต่อไป
เพื่อตนเองเพื่อคนที่เรารัก เขาไม่ได้จากเราไปไหน แค่ย้ายมาอยู่ในหัวใจของเราตลอดไปแค่นั้น
ขอเพียงแค่ยังจดจำเขาได้ นึกถึงกัน พร้อมกับรอยยิ้ม..ในทุกครั้งก็พอ
และนี่คือฉากจบสุดท้ายที่ Jessie Buckley ทำได้ Perfect ตามที่ผมบรรยายไว้จริงๆ
=== ทิ้งท้ายครับ หนังที่ดีสำหรับตัวเรา แน่นอนว่าอาจจะไม่ได้ดีและไม่ได้ถูกใจสำหรับใคร
ซึ่งอยู่ที่ความชอบของแต่ละบุคคล ภาพยนตร์ก็เหมือนอาหารล่ะครับ อยู่ที่เราเลือกที่จะอยากชิมรสชาติแบบไหนเท่านั้นเอง ===