มีคนถามพระพุทธเจ้าว่า พระอรหันต์ตายแล้ว ไปเกิดที่ใหน พระสูตรนี้มีคำตอบ

วันนี้คุยกันเบาๆ สนทธนาธรรมกันแบบ จิบน้ำเปล่าไปด้วย คุยกันไปนะครับ
ในพระสูตรนี้ พระองค์อธิบายว่า เมื่อพระอรหันต์ตายแล้ว จะไปเกิด ณ ที่ใหน ท่านลองอ่านแล้วท่านเข้าใจเหมือนผมเข้าใจหรือเปล่า อ่านดูก่อนนะครับ
ยาวหน่อย การได้อ่านพระพุทธพจน์ถือว่า เป็นมงคลแก่ชีวิตครับ
"
ปัญหาว่าด้วยผู้หลุดพ้น
  [๒๔๘] ข้าแต่ท่านพระโคดม ก็ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้วอย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน?
              ดูกรวัจฉะ คำว่าจะเกิดดังนี้ ไม่ควรเลย.
              ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น จะไม่เกิดขึ้นหรือ?
              ดูกรวัจฉะ คำว่า ไม่เกิดดังนี้ ก็ไม่ควร.
               ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น เกิดก็มี ไม่เกิดก็มีหรือ?
                 ดูกรวัจฉะ คำว่าเกิดก็มี  ไม่เกิดก็มี ดังนี้ ก็ไม่ควร.
               ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้น เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่หรือ?
              ดูกรวัจฉะ คำว่าเกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ ก็ไม่ควร.

               [๒๔๙] พระองค์อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภิกษุผู้มีจิตพ้นวิเศษแล้ว
อย่างนี้ จะเกิดในที่ไหน ก็ตรัสตอบว่า ดูกรวัจฉะ คำว่าจะเกิด ดังนี้ ไม่ควร. ฯลฯ พระองค์
อันข้าพเจ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าเช่นนั้นเกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่หรือ ก็ตรัสตอบว่า
ดูกรวัจฉะ คำว่า เกิดก็มิใช่ ไม่เกิดก็มิใช่ ดังนี้ ก็ไม่ควร. ข้าแต่ท่านพระโคดม ในข้อนี้
ข้าพเจ้าถึงความไม่รู้ ถึงความหลงแล้ว แม้เพียงความเลื่อมใสของข้าพเจ้าที่ได้มีแล้ว เพราะ
พระวาจาที่ตรัสไว้ในเบื้องแรกของท่านพระโคดม บัดนี้ได้หายไปเสียแล้ว.

               [๒๕๐] ดูกรวัจฉะ ควรแล้วที่ท่านจะไม่รู้ ควรแล้วที่ท่านจะหลง เพราะว่าธรรมนี้
เป็นธรรมลุ่มลึก ยากที่จะเห็น ยากที่จะรู้ สงบระงับ ประณีต ไม่ใช่ธรรมที่จะหยั่งถึงได้ด้วย
ความตรึก ละเอียด บัณฑิตจึงจะรู้ได้ ธรรมนั้นอันท่านผู้มีความเห็นเป็นอย่างอื่น มีความพอใจ
เป็นอย่างอื่น มีความชอบใจเป็นอย่างอื่น มีความเพียรในทางอื่น อยู่ในสำนักของอาจารย์อื่น
รู้ได้โดยยาก ดูกรวัจฉะ ถ้าเช่นนั้น เราจักย้อนถามท่านในข้อนี้ ท่านเห็นควรอย่างใด ก็พึง
พยากรณ์อย่างนั้น ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ถ้าไฟลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่าน ท่านจะพึง
รู้หรือว่า ไฟนี้ลุกโพลงต่อหน้าเรา.
                ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าไฟลุกโพลงต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพึงรู้ว่า ไฟนี้ลุกโพลงอยู่
ต่อหน้าเรา.
                ดูกรวัจฉะ ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าท่านนี้ อาศัยอะไร
จึงลุกโพลง ท่านถูกถามอย่างนี้แล้วจะพึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
                ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าใครๆ ถามข้าพเจ้าอย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงต่อหน้าท่านนี้ อาศัย
อะไรจึงลุกโพลง ข้าพเจ้าถูกถามอย่างนี้แล้ว พึงพยากรณ์อย่างนี้ว่า ไฟที่ลุกโพลงอยู่ต่อหน้าเรานี้
อาศัยเชื้อ คือหญ้าและไม้จึงลุกโพลงอยู่.
                ดูกรวัจฉะ ถ้าไฟนั้นพึงดับไปต่อหน้าท่าน ท่านพึงรู้หรือว่า ไฟนี้ดับไปต่อหน้าเราแล้ว?
              ข้าแต่ท่านพระโคดม ถ้าไฟนั้นดับไปต่อหน้าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าพึงรู้ว่าไฟนี้ดับไปต่อหน้า
เราแล้ว.
              ดูกรวัจฉะ ถ้าใครๆ พึงถามท่านอย่างนี้ว่า ไฟที่ดับไปแล้วต่อหน้าท่านนั้น ไปยังทิศ
ไหนจากทิศนี้ คือทิศบูรพา ทิศปัศจิม ทิศอุดร หรือทิศทักษิณ ท่านถูกถามอย่างนี้แล้ว จะ
พึงพยากรณ์ว่าอย่างไร?
                ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้อนั้นไม่สมควร เพราะไฟนั้นอาศัยเชื้อ คือหญ้าและไม้จึงลุก
แต่เพราะเชื้อนั้นสิ้นไป และเพราะไม่มีของอื่นเป็นเชื้อ ไฟนั้นจึงถึงความนับว่าไม่มีเชื้อ ดับ
ไปแล้ว.

การละขันธ์ ๕

                    [๒๕๑] ฉันนั้นเหมือนกัน วัจฉะ บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะ
รูปใด รูปนั้นตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี
มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการนับว่ารูป มีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณ
ไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือนมหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะ
กล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิดก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิด
ก็หามิได้. บุคคลเมื่อบัญญัติว่าเป็นสัตว์ พึงบัญญัติเพราะเวทนาใด  ...  เพราะสัญญาใด  ...  เพราะ
สังขารเหล่าใด  ...  เพราะวิญญาณใด  ...  วิญญาณนั้น ตถาคตละได้แล้ว มีมูลรากอันขาดแล้ว
ทำให้ดุจเป็นตาลยอดด้วน ถึงความไม่มี มีความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา ตถาคตพ้นจากการ
นับว่าวิญญาณ มีคุณอันลึก อันใครๆ ประมาณไม่ได้ หยั่งถึงได้โดยยาก. เปรียบเหมือน
มหาสมุทรฉะนั้น ไม่ควรกล่าวว่าเกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าไม่เกิด ไม่ควรจะกล่าวว่าเกิดก็มี ไม่เกิด
ก็มี ไม่ควรจะกล่าวว่า เกิดก็หามิได้ ไม่เกิดก็หามิได้.
ปริพาชกวัจฉโคตรถึงสรณคมน์

               [๒๕๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว วัจฉโคตตปริพาชกได้ทูลพระผู้มีพระภาค
ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม เปรียบเหมือนต้นสาละใหญ่ ในที่ใกล้บ้านหรือนิคม กิ่ง ใบ เปลือก
สะเก็ด และกระพี้ ของต้นสาละใหญ่นั้น จะหลุดร่วง กะเทาะไปเพราะเป็นของไม่เที่ยง สมัย
ต่อมา ต้นสาละใหญ่นั้นปราศจาก กิ่ง ใบ เปลือก สะเก็ด และกระพี้แล้ว คงเหลืออยู่แต่
แก่นล้วนๆ ฉันใด พระพุทธพจน์ของท่านพระโคดม ก็ฉันนั้น ปราศจากกิ่ง ใบ เปลือก
สะเก็ด และกระพี้ คงเหลืออยู่แต่คำอันเป็นสาระล้วนๆ.
  ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของ
พระองค์แจ่มแจ้งนัก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
หรือตามประทีปในที่มืด ด้วยคิดว่า ผู้มีจักษุจักเห็นรูป ดังนี้ ฉันใด ท่านพระโคดมทรงประกาศ
ธรรมโดยอเนกปริยาย ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์นี้ถึงท่านพระโคดม พระธรรมและภิกษุสงฆ์
ว่าเป็นสรณะ ขอท่านพระโคดม จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณะตลอดชีวิต
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้แล.

ถ้าให้ผมเข้าใจนะครับ
  ท่านวัจฉะ  ได้เข้าไปถามพระพุทธเจ้าว่า เมื่อ พระอรหันต์ อย่างเช่นพระองค์นี้ ปรินิพพาน ก็คือตายไปแล้ว จะไปเกิดที่ใหน

พระองค์ตอบว่า อย่าถามว่า ไปเกิด มันไม่ถูก
ท่านวัจฉะก็ถามอีกว่า แล้วไม่ไปเกิดใข่ใหม  พระองค์ก็ตอบว่า ไม่ควรถามอย่างนั้น

ท่านวัจฉะ ก็กล่าวว่า ไม่เกิด ก็ไม่ใช่ เกิดก็ไม่ใช่ อย่างนี้ เลิกนับถือดีกว่า

พระพุทธเจ้า ก็ตรัสว่า ที่ท่านไม่เข้าใจนั้นก็ควรเป็นอย่างนั้นเพราะธรรมนี้ลุ่มลึก 

ต่อจากนั้นพระองค์ก็อธิบายเรื่อง การเกิดมันต้อง มีปัจจัย มีเชื้อ เช่นมีไฟก็ต้องมีเชื้อเพลิง จึงเกิดไฟ 

และเมื่อไม่มีเชื้อ ก็ไม่มีไฟ เหมือน การที่พระองค์ตัดแล้วซึ่ง ขันธ์ห้า ไม่ให้ค่าและราคา ไดๆ
เมื่อพระองค์ปรินิพพาน(ตาย) ไปแล้ว ก็ไม่มีขันธ์ห้ารองรับอีก

การที่ไม่มีขันธ์ห้ารองรับอีกนั้น พระองค์ก็ปรากฏกาย ให้เห็นไม่ได้

อันนี้ผมเข้าใจเองนะครับว่า

เมื่อพระอรหันต์ตายแล้ว ปรากฏกายไม่ได้ เพราะไม่มีตัวฉาก รองรับ ฉากที่ว่า ก็คือ ขันธ์ห้า
แต่สิ่งที่ยังเหลือคือ นามธาตุอันหนึ่ง ผมให้ชื่อว่า นิพพานธาตุนั้นเอง

"นิพพานสูตร ที่ ๑
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 อายตนะนั้นมีอยู่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ
 โลกนี้ โลกหน้า พระจันทร์ และ พระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมไม่มีในอายตนะนั้น
 ดูกรภิกษุทั้งหลาย
 เราย่อมไม่กล่าวซึ่งอายตนะนั้นว่า เป็นการมา เป็นการไป เป็นการตั้งอยู่ เป็นการจุติ เป็นการอุปบัติ
 อายตนะนั้นหาที่ตั้งอาศัยมิได้ มิได้เป็นไป หาอารมณ์มิได้
 นี้แลเป็นที่สุดแห่งทุกข์ ฯ"

นิพพานธาตุของพระอรหันต์ เมื่อตายไปแล้ว จะไม่มีที่ตั้ง ดังพระสูตร นิพพานสูตรที่ ๑ นี้เอง

เอาแค่นี้ก่อน ท่านเห็นอย่างไร ช่วยอธิบายตามที่ท่านเข้าใจด้วยก็ขอขอบคุณนะครับ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่