JJNY : “สุดารัตน์” รับเรื่องทวงค่าเกี่ยวไร่ละพัน│’ภาคปชช.‘ร้อง‘กมธ.ที่ดิน’│ต้นทุนพุ่ง ดันราคาบ้าน│ตุรกีเตือนนาโต-รัสเซีย

“สุดารัตน์” รับเรื่องร้องเรียนเกษตรกรอิสาน ทวงค่าเกี่ยวไร่ละพัน
https://innnews.co.th/news/politics/news_744875/

“สุดารัตน์” รับเรื่องร้องเรียนความเดือดร้อนเกษตรกรอิสาน พร้อมมอบ “ชัชวาล” ทวงคำตอบรัฐบาล ปมเงินช่วยค่าเกี่ยวไร่ละ 1 พัน และมาตรการคู่ขนาน ทั้งสินเชื่อชะลอการขาย-สินเชื่อรวบรวมข้าวเปลือกยังมีหรือไม่
 
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย รับหนังสือร้องเรียน พร้อมพูดคุย และรับฟังความทุกข์ยากของพี่น้องชาวนา ซึ่งเดินทางมารัฐสภาเพื่อขอความชัดเจนจากรัฐบาล ถึงมาตรการในการดูแลเกษตรกรผู้ทำนา ในฤดูการผลิตที่กำลังจะมาถึง
 
โดยฝากให้หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เป็นกระบอกเสียง และสื่อสารไปถึงผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องของชาวนาที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ ซึ่งคุณหญิงสุดารัตน์ รับปากว่า จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างเต็มที่ พร้อมกำชับให้เลขาธิการพรรคไทยสร้างไทย ในฐานะผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เร่งนำปัญหาเข้าไปพิจารณาในคณะกรรมาธิการเกษตร พร้อมติดตามความชัดเจนจากรัฐบาลจนกว่าจะได้ข้อยุติ
 
ด้านนายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด พรรคไทยสร้างไทย เปิดเผยหลังนำพี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาข้าวในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้ข้อมูลและสะท้อนปัญหา
ในโครงการปุ๋ยคนละครึ่ง ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่พี่น้องเกษตรกรผู้ทำนาข้าวให้ความสนใจ โดยมองว่าโครงการปุ๋ยคนละครึ่งไม่ตอบโจทย์ สร้างภาระหนี้สิน มากกว่าการสร้างผลิตผลในการทำนา ซึ่งเกษตรกรยังคาด “หวังว่ารัฐบาล
จะยังนำโครงการเก็บเกี่ยวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ ขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง”
 
นายชัชวาล กล่าวด้วยว่า ข้อมูลที่น่าสนใจ และได้นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการการเกษตรฯ คือต้นทุนการผลิต ซึ่งพบว่าในปัจจุบันพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าว เผชิญปัญหาหนี้สินและขาดทุน ส่วนที่รัฐบาลให้ข้อมูลว่าราคาข้าวดีเพราะเป็นราคาข้าวนอกฤดูกาล แต่ข้อเท็จจริงคือพี่น้องชาวนาไม่มีข้าวไปขาย หากต้องการเห็นราคาข้าวที่พี่น้องชาวนาได้รับจริง ต้องไปดูช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว เมื่อพี่น้องชาวนาทยอยขายข้าวออกไป และต้องรีบนำเงินมาหมุน จ่ายต้นทุนการผลิต ดังนั้นในปีที่ผ่านมาการที่รัฐบาลมีมาตรการเก็บเกี่ยวไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ สามารถช่วยเหลือพี่น้องได้มาก
 
นายชัชวาล ย้ำโครงการที่สามารถสร้างมรรคผลให้กับพี่น้องเกษตรกรในการพยุงราคาข้าวได้ คือ โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ซึ่งเคยเป็นโครงการที่ช่วยเหลือให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าวโดยไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือก หรือโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวเปลือกและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกรและโครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต๊อก เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการค้าข้าว ซึ่งโครงเหล่านี้สามารถทำให้ชาวนาลืมตาอ้าปากได้ในฤดูกาลการผลิตที่ผ่านมา จึงอยากถามและสื่อสารไปถึงผู้มีอำนาจในรัฐบาลว่า โครงการเหล่านี้จะยังมีอยู่หรือไม่โดยรัฐบาลต้องเร่งให้ความชัดเจนโดยเร็ว
 
ทั้งนี้ สุดท้ายโครงการปุ๋ยคนละครึ่งที่พี่น้องไม่เอา จะยังคงเดินหน้าต่อไป ตนจึงขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจต้องตอบให้ชัดว่า ช่วยค่าเกี่ยวไร่ละ1000บาท จะได้กี่โมง โครงการคู่ขนานที่เคยเป็นมรรคผลจะทิ้งไปเลยหรือไม่ แล้วกรณีที่พี่น้องชาวนาไม่มีเงินสมทบซื้อปุ๋ยอีกครึ่ง จะเข้าร่วมโครงการอย่างไร ซึ่งตนได้ข่าวมาว่า ทางออกของผู้มีอำนาจ สำหรับช่วยชาวนา ที่ไม่มีเงินอีกครึ่งมาซื้อปุ๋ยคือการเปิดโอกาสให้กู้เงินกับธ.ก.ส.เพื่อมาซื้อปุ๋ยอีกครึ่งได้ ตนขอถามว่า แนวทางในการสร้างหนี้เพิ่มให้พี่น้องเกษตรกร ท้ายที่สุดจะได้คุ้มเสียหรือไม่
 
ขณะเดียวกัน พี่น้องเกษตรกรไม่ได้ต้องการมาตรการช่วยเหลือใดๆจากรัฐบาลเลย หากราคาข้าวดีกว่าที่เป็นอยู่ ต้นทุนการผลิตต่ำ ผลิตภาพในการผลิตสูง แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา พี่น้องเกษตรกรต้องจำทนทำนาข้าวขาดทุนมาทุก ๆ ปี การที่พี่น้องเกษตรกรได้รับมาตรการช่วยเหลือเหล่านั้นจึงเป็นเหมือนแรงใจในการฮึดสู้ให้พี่น้องชาวนามีกำลังใจในการยึดมั่นทำนาเป็นกระดูกสันหลังให้กับชาติไทยของเราต่อไป



’ภาคปชช.‘ ร้อง ‘กมธ.ที่ดิน’ ค้านมติครม. เพิกถอนสิทธิที่ดินทับลาน ‘พูนศักดิ์’ รับลูกจ่อเรียกหน่วยงานชี้แจง 17 ก.ค.นี้.
https://www.matichon.co.th/politics/news_4675808

‘ภาค ปชช.’ ร้อง ‘กมธ.ที่ดิน’ ค้านมติ ครม. เพิกถอนสิทธิที่ดินทับลาน ‘พูนศักดิ์’ รับลูกจ่อเรียกหน่วยงานชี้แจง 17 ก.ค.นี้ ‘ปธ.มูลนิธิสืบฯ’ ชี้ ไม่ควรเหมาเข่งเพิกถอนพื้นที่ทั้งหมด
 
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายพสิษฐ์ เอี๋ยวพานิช สมาคมอุทยานแห่งชาติ พร้อมด้วยนายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครือข่ายพันธมิตรเพื่อสิ่งแวดล้อม ยื่นหนังสือต่อนายพูนศักดิ์ จันทร์จำปี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอคัดค้านกรณีการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน
นายภานุเดชกล่าวว่า เนื่องจากทางคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อเดือนมีนาคม 2566 ให้เพิกถอนพื้นที่ป่าออกไป แต่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมามีการพยายามที่จะนำประเด็นดังกล่าวไปให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) เป็นคนดำเนินการอนุมัติเพิกถอนพื้นที่อุทยานใหม่ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มที่อยู่มาไม่เกินปี 2557 ตามประกาศอุทยานแห่งชาติปี 2562 ได้มีการผ่อนปรนให้สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ แต่ว่ากลุ่มที่มีพื้นที่แสนกว่าไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ในระหว่างการติดตามการดำเนินคดีการตรวจสอบ หลายๆ แปลงอยู่ในระหว่างคำพิพากษาของศาลอยู่
 
ซึ่งประเด็นตรงนี้ก็ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าเราเหมาเข่งกลุ่มประเด็นปัญหาทั้ง 3 พื้นที่มารวมกันแล้วเพิกถอนจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานจะเป็นลักษณะของการนิรโทษกรรมผู้ที่อาจจะทำผิดในพื้นที่ตรงนี้ และทำให้กระบวนการในการดูแลจัดการพื้นที่อนุรักษ์ได้รับผลกระทบกระเทือนทั่วประเทศ” นายภานุเดชกล่าว
 
นายภานุเดชกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับล้านเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติซึ่งการเพิกถอนพื้นที่จะก่อให้เกิดผลกระทบกับผืนป่าสัตว์และคุณค่าความสำคัญของความเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน ซึ่งตรงนี้ตนคิดว่าน่าจะเป็นข้อกังวลที่คณะกรรมการมรดกโลกเองก็มีความห่วงใยอยู่ ซึ่งหากกลไกในการดำเนินการเรื่องเหล่านี้เป็นกลไกที่ไม่ชอบธรรม ตนคิดว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีหรือเป็นตัวอย่างที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่อนุรักษ์อื่นๆ ทั่วประเทศต่อไป จึงอยากที่จะขอให้ช่วยติดตามตรวจสอบว่าหาข้อเท็จจริงในแนวทางที่ควรจะเป็นกับเรื่องนี้
 
ด้านนายพสิษฐ์กล่าวว่า มายื่นหนังสือคัดค้านที่จะปรับปรุงแนวเขตทับลาน เนื่องจากในปี 2524 เราได้สำรวจรังวัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากออกโฉนดจะขายให้นายทุนและบุกรุกที่ดินไปเรื่อยๆ รวมถึงขอให้มีการพิสูจน์สิทธิ ซึ่งหากทำงานจริง ไม่เห็นแก่ใคร มั่นใจว่าจะได้การพิสูจน์ที่คนได้โฉนดเป็นคนจนจริงๆ ที่สำคัญพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานก็เป็นหนึ่งในพื้นที่มรดกโลก ถ้ามีการเพิกถอนสิทธิก็จะมีการออกข่าวสร้างความเสียหายให้ประเทศ แค่เรื่องเศรษฐกิจก็แย่มากพอแล้ว จึงขอสนับสนุนให้ราษฎรที่ครอบครองที่ดินสามารถครอบครองที่ดินต่อได้
 
ขณะที่นายพูนศักดิ์กล่าวว่า ทุกคนเล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเราจะรับเรื่องนี้ไว้เพื่อพิจารณาในวันที่ 17 กรกฎาคมนี้ โดยจะมีการเชิญหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงเพื่อให้ข้อมูลกับ กมธ. อาทิ สคทช. สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.), กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งก็หวังว่าจะได้ข้อมูลข้อเท็จจริงเพื่อจะได้ข้อสรุปให้ฝ่ายบริหารได้ดำเนินการต่อไป
 
นายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ก.ก. ในฐานะเลขานุการ กมธ. กล่าวเสริมว่า กรณีนี้มีทั้งฝ่ายที่เรียกร้องให้ #Saveทับลาน และประชาชนในพื้นที่ที่จะได้ประโยชน์จากการปรับปรุงเส้นแนวเขตนี้ กมธ.จึงจะรับมาพิจารณาด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้เกิดประโยชน์ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย คือในแง่ของการปกป้องคุ้มครองทรัพยากรไม่ให้ถูกทำลาย และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ ซึ่งเรื่องนี้ก็ตรงกันกับทางข้อเรียกร้องของทางภาคประชาชนที่ว่า ‘จะต้องไม่เหมาเข่ง
 
นายเลาฟั้งกล่าวต่อว่า โดยจะต้องมีการสแกน ในส่วนที่เป็นชาวบ้านที่อยู่มาก่อน ซึ่งเขาควรได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายที่มีอยู่ ในกรณีนี้จะมีอยู่ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่อยู่มาก่อนก็ควรจะได้รับการออกเอกสารสิทธิ ส่วนกลุ่มที่มาอยู่ทีหลังแต่ก่อนปี 2557 ที่มีสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองตามนโยบายของรัฐบาล ก็ควรเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองตามนโยบายของรัฐบาล
 
นายเลาฟั้งกล่าวด้วยว่า ในส่วนของการคุ้มครองพื้นที่มีการบุกรุก ก็จำเป็นต้องมีการตรวจสอบเช่นเดียวกัน ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มนายทุนที่ครอบครองโดยมิชอบ ซึ่งรวมไปถึงการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ กลุ่มนี้ก็จะต้องมีการตรวจสอบ การออกเอกสารสิทธิ หรือสิทธิการครอบครอง ที่แม้อาจจะมีการเปลี่ยนมือ แต่ก็จะต้องเป็นการใช้เพื่อการเกษตร หากถือครองผิดเงื่อนไข จะต้องมีการดำเนินการตามกฎหมาย ยึดคืนมาเป็นของรัฐ อีกส่วนหนึ่งที่ละเลยไม่ได้คือ การมีข้าราชการที่รู้เห็นเป็นใจในการออกเอกสารสิทธิให้แก่กลุ่มนายทุนโดยไม่ชอบ ก็จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบด้วยเช่นเดียวกัน
 
อย่างไรก็ตาม หากไม่ทำเช่นนี้จะสาวไม่ถึงต้นตอของปัญหา แล้วผลกระทบก็จะตกมาถึงประชาชน เรื่องนี้มีทั้งสองด้าน ฉะนั้น กมธ.จะรับมาพิจารณาด้วยความรอบคอบ นำข้อมูลจากทุกฝ่ายมารับฟัง เพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด” นายเลาฟั้งกล่าว


 
ต้นทุนพุ่ง ดันราคาบ้าน-คอนโด กทม. ปริมณฑล ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.2-1.5%
https://www.matichon.co.th/economy/news_4676631

ต้นทุนพุ่ง ดันราคาบ้าน-คอนโด กทม. ปริมณฑล ไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.2- 1.5%
 
เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม นายวิชัย วิรัตกพันธ์ รักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (REIC) เปิดเผยว่า ผลสำรวจดัชนีราคาที่อยู่อาศัยใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ในไตรมาส 2 ปี 2567 พบว่าดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ในภาพดรวม มีค่าดัชนีมีค่าเท่ากับ 131.6 เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ที่มีค่าดัชนีเท่ากับ 129.7 โดยเป็นการเพิ่มติดต่อกัน 6 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 ถึง ไตรมาส 2 ปี 2567 และเมื่อเทียบกับไตรมาส 1 ปี 2567 พบว่าดัชนีราคาบ้านจัดสรรมีการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.1

ส่วนดัชนีราคาภาพรวมห้องชุดใหม่ที่อยู่ระหว่างการขายในกรุงเทพฯและปริมณฑล ไตรมาส 2 ปี 2567 มีค่าดัชนีเท่ากับ 156.9 จุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องติดต่อกันมา 6 ไตรมาส ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2566 ถึง ไตรมาส 2 ปี 2567 และหากเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.2
 
ดัชนีราคาบ้านจัดสรรใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลักๆ มาจากต้นทุนการก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นจากปัจจัยหลายประการ เช่น ราคาที่ดิน ค่าวัสดุก่อสร้าง และค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นล้วนมีผลโดยตรงต่อต้นทุนการก่อสร้างที่อยู่อาศัย ส่งผลให้การพัฒนาที่อยู่อาศัยที่ออกมาสู่ตลาดที่เปิดตัวโครงการในปี 2565-2566 มีราคาเสนอขายเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่สูงขึ้น เพื่อกระตุ้นยอดขายของบ้านจัดสรร
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่