โพลเอสเอ็มอี ชี้สนใจเงินดิจิทัล 10,000 บ. น้อยลง เหตุกังวลเงื่อนไข-เบิกจ่าย
https://www.matichon.co.th/economy/news_4608379
โพลเอสเอ็มอี ชี้สนใจเงินดิจิทัล 10,000 บ. น้อยลง เหตุกังวลเงื่อนไข – เบิกจ่าย
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน น.ส.
ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ SME ที่มีต่อนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยการสำรวจดังกล่าวเป็นการสำรวจครั้งที่ 2 หลังจากการสำรวจครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2566 เพื่อเจาะลึกความคิดเห็นของผู้ประกอบการ SME สำหรับความพร้อมและความสนใจเข้าร่วมโครงการ รวมถึงแผนการใช้จ่ายเงินดิจิทัล
โดยการสำรวจครั้งนี้เป็นการสอบถามจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,704 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19-30 เมษายน 2567 พบว่า สัดส่วนความสนใจในการเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการ SME อยู่ที่ร้อยละ 75.2 ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนที่มีสัดส่วนความสนใจในการเข้าร่วมมากถึงร้อยละ 82.9 มีสาเหตุมาจากความกังวลเรื่องการใช้สิทธิและการเบิกจ่ายเงิน เงื่อนไขของโครงการที่ให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่สามารถเข้าร่วมได้ ทำให้ธุรกิจรายเล็กมีความกังวลต่อยอดผู้ที่จะมาใช้บริการ และบางกลุ่มธุรกิจประเมินว่าธุรกิจของตนไม่เหมาะกับโครงการ รวมถึงการขาดความพร้อมด้านอุปกรณ์/เครื่องมือหรือทักษะความรู้ในการใช้งาน Super App
สำหรับแผนการใช้จ่ายเงินดิจิทัลของผู้ประกอบการ SME พบว่า ผู้ประกอบการ SME มีแผนการใช้จ่ายเงินปรับเปลี่ยนไปเมื่อเทียบจากผลสำรวจครั้งก่อน โดยผู้ประกอบการ SME ร้อยละ 77 ประเมินว่าจะนำเงินไปใช้จ่ายในหมวดสินค้าในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 22.7 มีแผนนำเงินไปลงทุนต่อยอดทางธุรกิจ ขณะที่ผลสำรวจครั้งก่อนพบว่า ผู้ประกอบการ SME จะนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 69.6 และร้อยละ 30.4 จะนำไปลงทุนในธุรกิจ นอกจากนี้เงื่อนไขของโครงการที่กำหนดว่าต้องใช้ในร้านค้าขนาดเล็กก่อน 2 รอบ ถึงเบิกเป็นเงินสดได้ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ SME ร้อยละ 54.4 ที่สนใจเข้าร่วมโครงการมีแผนการนำเงินดิจิทัลไปใช้จ่ายสินค้าในครัวเรือนมากที่สุดสำหรับการใช้จ่ายเงินรอบที่ 1 แต่สำหรับการใช้จ่ายครั้งที่ 2 ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ต้องการเบิกถอนเป็นเงินสดออกมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและนำเงินไปต่อยอดในการทำธุรกิจ
นอกจากนี้ ในการสำรวจได้ให้ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ประเมินแนวโน้มด้านยอดขายและ/หรือบริการของตนจากการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งผู้ประกอบการ SME ประเมินว่า ธุรกิจของตนจะมียอดขายและ/หรือบริการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 21-40 ตลอดระยะเวลาจนสิ้นสุดโครงการ เพราะคาดการณ์ว่าผู้ที่มีสิทธิจะทยอยใช้งานอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ผู้ประกอบการ SME เคยประเมินว่าธุรกิจของตนจะมียอดขายและ/หรือบริการเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 จากการเข้าร่วมโครงการและระยะเวลาที่ยอดขายและ/หรือบริการเพิ่มขึ้นน่าจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 3 เดือน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจระบุว่า ผู้ประกอบการ SME ยังคงมีความกังวลในด้านระบบและขั้นตอนรองรับ รวมถึงเสถียรภาพของการใช้งานในแอพพลิเคชั่นใหม่มากที่สุด รองลงมาคือ เงื่อนไขและการใช้สิทธิ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจรายเล็กและธุรกิจขนาดย่อม กังวลว่าไม่มีร้านค้าที่ตรงตามความต้องการในพื้นที่ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไปใช้จ่ายร้านสะดวกซื้อรายย่อย เช่น 7-11 สำหรับด้านอื่นๆ คือ การกลัวโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ในด้านข้อเสนอแนะ ผู้ประกอบการ SME ต้องการให้มีการปรับรูปแบบการเบิกจ่ายเป็นเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจของตนเอง เช่น กลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่ต้องการหมุนเงินแบบวันต่อวัน เป็นต้น รองลงมาคืออยากให้มีการใช้สิทธิในแอพพ์เป๋าตังเหมือนเดิม เนื่องจากมีความกังวลต่อการเรียนรู้การใช้งาน Super App ของโครงการ และผู้ประกอบการ SME ยังเสนอให้ลดเงื่อนไขในการจำกัดพื้นที่การใช้งาน ให้สามารถใช้งานได้ทั่วประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ต้องการความหลากหลายของสินค้าที่ให้บริการ จึงมีความต้องการซื้อสินค้า/วัตถุดิบทั้งจากตลาด/ร้านค้าภายในและนอกอำเภอ
ศก.ซึม ทุบยอดขาย ‘โชห่วย’ ดิ่งยกแผง คนแห่ซื้อของถูก ‘ชูกำลัง-เหล้าเบียร์’ ร่วง 10-30%
https://www.matichon.co.th/economy/news_4608938
เศรษฐกิจซึม ทุบยอดขาย ‘โชห่วย’ ดิ่งยกแผง คนแห่ซื้อของถูก ‘ชูกำลัง-เหล้าเบียร์’ ร่วง 10-30%
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นาย
สมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมกำลังซื้อค้าปลีกในไตรมาส 2 ของปี 2567 ยังซบเซาต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากคนไม่มีกำลังซื้อ ไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ข่าวดีออกมากระตุ้น และสถานการณ์การเมืองยังไม่ค่อยนิ่ง ทำให้คนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย
“
ไตรมาส 2 สถานการณ์หนักกว่าไตรมาสแรก บรรยากาศเงียบเหงามาก ยอดขายสินค้าตกหมดทั้งอุปโภคและบริโภค รวมถึงเหล้าเบียร์ แต่กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ยี่ห้อดัง ราคาไม่เกิน 10-20 บาท เช่น กะปิ น้ำปลา ยังขายดีมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 20-30% โดยลูกค้าที่ซื้อมีทั้งคนไทยและแรงงานต่างชาติ เช่น เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ที่มาทำงานในประเทศไทยที่นิยมซื้อ เพราะราคาถูก” นาย
สมชายกล่าว
รายงานข่าวจากร้านค้าปลีกและค้าส่งแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กำลังซื้อไตรมาส 2 ยังตกลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากคนประหยัดมากขึ้น จึงทำให้กำลังซื้อลดลง โดยภาพรวมยอดขายตกลงไปประมาณ 20-30% ทั้งสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ พัดลม ตู้เย็น ทีวี รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่ตกลงไป 10-30% และเหล้าเบียร์ที่ยอดขายยังตกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากคนนิยมไปกินน้ำกระท่อมกันมากขึ้น
“
ไตรมาส 1 และไตรมาส 2 เงียบมาก และไตรมาส 3 คาดว่าจะไม่ดีขึ้นเช่นกัน หวังว่าไตรมาส 4 จะคึกคักขึ้น จากมาตรการกระตุ้นที่รัฐบาลมีแผนจะผลักดันออกมา เช่น เงินดิจิทัล 10,000 บาท และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ซึ่งค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ยอมรับมีทั้งผลดีทำให้คนมีรายได้เพิ่มและเพิ่มกำลังซื้อ แต่ก็มีผลเสียต่อค่าใช้จ่ายเราเช่นกัน เพราะเรามีร้านค้า 14 สาขาในจังหวัดนครราสีมาและบุรีรัมย์ มีพนักงานกว่า 400 คน เมื่อค่าแรงขั้นต่ำขึ้น เราก็ต้องปรับตาม คงต้องลดโอทีและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น” รายงานข่าวกล่าว
ก้าวไกล เตรียมคัดขุนพลชำแหละงบฯ 68 สัปดาห์หน้า เน้น 4 โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาประเทศ
https://www.matichon.co.th/politics/news_4608678
ก้าวไกล เตรียมคัดขุนพลชำแหละงบ 68 สัปดาห์หน้า เน้น 4 โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาประเทศ
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวถึง การวางขุนพลในการอภิปรายงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระแรก ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วางตัวผู้อภิปราย ซึ่งเรากำลังศึกษาในเชิงเนื้อหาว่า
1. งบประมาณจะสะท้อนถึงการแก้ปัญหาประเทศหรือไม่
2. งบตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชนหรือไม่
3. งบลงทุนสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในการพัฒนาประเทศที่ถูกต้องหรือไม่
4. ความโปร่งใสของงบ ว่าเป็นอย่างไร
นาย
วิโรจน์กล่าวว่า ทั้งนี้ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้ที่สนใจจะอภิปรายงบ โดยพิจารณาจากเนื้อหาสาระเป็นหลัก และจะจัดสัดส่วนของผู้อภิปรายให้มีทั้งผู้อภิปรายเดิมและผู้อภิปรายใหม่ร่วมกัน
‘วิโรจน์’ ชี้ ผลโพลจะออกมาแบบไหน ทุกฝ่ายก็ยังต้องทำงานเต็มที่ แนะ รบ.-ฝ่ายค้าน ไม่ควรโฟกัสแค่ตัวเลข
https://www.matichon.co.th/politics/news_4608682
‘วิโรจน์’ ชี้ ผลโพลจะออกมาแบบไหน ทุกฝ่ายก็ยังต้องทำงานเต็มที่ แนะ รบ.-ฝ่ายค้าน ไม่ควรโฟกัสแค่ตัวเลข แต่ต้องดูรายละเอียดด้วย หวังแก้ปัญหาให้ตรงจุด
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยผลสำรวจประชาชนว่าพอใจกับผลงานรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นการเปิดเผยเพื่อหักล้างกับผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าที่ออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ว่า ตนมองว่าผลโพลก็เป็นข้อมูลที่เรารับฟังได้ในระดับหนึ่ง ผลที่ออกมาในวันนี้ก็คือการสำรวจในอดีต คงนำมาเป็นข้อมูลที่สะท้อนได้ในระดับหนึ่งแต่พูดตรงๆ ผลคะแนนที่ปรากฏออกมา ประชาชนจะพอใจหรือไม่พอใจ ตนว่ารัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ต่อไป ฝ่ายค้านก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่เช่นกัน ตนมองว่าอย่าเอามาเป็นเครื่องตัดสิน เพราะนี่เป็นเพียงการสะท้อนเพื่อให้เรานำไปปรับปรุงการทำงาน ตนมองว่าทางรัฐบาลและฝ่ายค้าน ควรให้ความสำคัญกับรายละเอียด และการอธิบายของผลโพลมากกว่าการดูแค่ตัวเลข ว่าประชาชนพอใจในเรื่องไหน เราก็ต้องทำเรื่องนั้นให้ดียิ่งขึ้น ประชาชนติตรงไหนก็หาทางแก้ไข
นาย
วิโรจน์กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้มองว่านี่คือการแก้เกมเพื่อไม่ให้ประชาชนมองว่าคะแนนของรัฐบาลตกต่ำ เพราะทางสำนักงานสถิติแห่งชาติก็มีหลักการในการสำรวจ ซึ่งทั้งสำนักงานสถิติแห่งชาติและสถาบันพระปกเกล้าต่างก็เป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือทั้งคู่ แต่เรื่องของการทำโพล เป็นเรื่องของการสุ่มตัวอย่างหรือช่วงเวลาต่างๆ วิธีการสุ่มก็สามารถอธิบายได้ทั้งหมดตามหลักวิชาการ เพียงแต่ต้องดูบริบทปลีกย่อยในการสำรวจอีกที
JJNY : 5in1 โพลชี้สนใจเงินดิจิทัลน้อยลง│ศก.ซึมทุบยอดขาย│ก้าวไกลเตรียมคัดขุนพล│‘วิโรจน์’แนะรบ.-ฝ่ายค้าน│ร้อนจัดคร่าชีวิต
https://www.matichon.co.th/economy/news_4608379
โพลเอสเอ็มอี ชี้สนใจเงินดิจิทัล 10,000 บ. น้อยลง เหตุกังวลเงื่อนไข – เบิกจ่าย
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการ SME ที่มีต่อนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท โดยการสำรวจดังกล่าวเป็นการสำรวจครั้งที่ 2 หลังจากการสำรวจครั้งแรกเมื่อเดือนตุลาคม 2566 เพื่อเจาะลึกความคิดเห็นของผู้ประกอบการ SME สำหรับความพร้อมและความสนใจเข้าร่วมโครงการ รวมถึงแผนการใช้จ่ายเงินดิจิทัล
โดยการสำรวจครั้งนี้เป็นการสอบถามจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,704 ราย ใน 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 19-30 เมษายน 2567 พบว่า สัดส่วนความสนใจในการเข้าร่วมโครงการของผู้ประกอบการ SME อยู่ที่ร้อยละ 75.2 ลดลงจากการสำรวจครั้งก่อนที่มีสัดส่วนความสนใจในการเข้าร่วมมากถึงร้อยละ 82.9 มีสาเหตุมาจากความกังวลเรื่องการใช้สิทธิและการเบิกจ่ายเงิน เงื่อนไขของโครงการที่ให้ธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่สามารถเข้าร่วมได้ ทำให้ธุรกิจรายเล็กมีความกังวลต่อยอดผู้ที่จะมาใช้บริการ และบางกลุ่มธุรกิจประเมินว่าธุรกิจของตนไม่เหมาะกับโครงการ รวมถึงการขาดความพร้อมด้านอุปกรณ์/เครื่องมือหรือทักษะความรู้ในการใช้งาน Super App
สำหรับแผนการใช้จ่ายเงินดิจิทัลของผู้ประกอบการ SME พบว่า ผู้ประกอบการ SME มีแผนการใช้จ่ายเงินปรับเปลี่ยนไปเมื่อเทียบจากผลสำรวจครั้งก่อน โดยผู้ประกอบการ SME ร้อยละ 77 ประเมินว่าจะนำเงินไปใช้จ่ายในหมวดสินค้าในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 22.7 มีแผนนำเงินไปลงทุนต่อยอดทางธุรกิจ ขณะที่ผลสำรวจครั้งก่อนพบว่า ผู้ประกอบการ SME จะนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ร้อยละ 69.6 และร้อยละ 30.4 จะนำไปลงทุนในธุรกิจ นอกจากนี้เงื่อนไขของโครงการที่กำหนดว่าต้องใช้ในร้านค้าขนาดเล็กก่อน 2 รอบ ถึงเบิกเป็นเงินสดได้ ผลสำรวจพบว่า ผู้ประกอบการ SME ร้อยละ 54.4 ที่สนใจเข้าร่วมโครงการมีแผนการนำเงินดิจิทัลไปใช้จ่ายสินค้าในครัวเรือนมากที่สุดสำหรับการใช้จ่ายเงินรอบที่ 1 แต่สำหรับการใช้จ่ายครั้งที่ 2 ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ต้องการเบิกถอนเป็นเงินสดออกมาเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและนำเงินไปต่อยอดในการทำธุรกิจ
นอกจากนี้ ในการสำรวจได้ให้ผู้ประกอบการ SME ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ประเมินแนวโน้มด้านยอดขายและ/หรือบริการของตนจากการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งผู้ประกอบการ SME ประเมินว่า ธุรกิจของตนจะมียอดขายและ/หรือบริการเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 21-40 ตลอดระยะเวลาจนสิ้นสุดโครงการ เพราะคาดการณ์ว่าผู้ที่มีสิทธิจะทยอยใช้งานอย่างต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจในช่วงเดือนตุลาคม 2566 ผู้ประกอบการ SME เคยประเมินว่าธุรกิจของตนจะมียอดขายและ/หรือบริการเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 50 จากการเข้าร่วมโครงการและระยะเวลาที่ยอดขายและ/หรือบริการเพิ่มขึ้นน่าจะเพิ่มขึ้นไม่เกิน 3 เดือน
อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจระบุว่า ผู้ประกอบการ SME ยังคงมีความกังวลในด้านระบบและขั้นตอนรองรับ รวมถึงเสถียรภาพของการใช้งานในแอพพลิเคชั่นใหม่มากที่สุด รองลงมาคือ เงื่อนไขและการใช้สิทธิ เนื่องจากกลุ่มธุรกิจรายเล็กและธุรกิจขนาดย่อม กังวลว่าไม่มีร้านค้าที่ตรงตามความต้องการในพื้นที่ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไปใช้จ่ายร้านสะดวกซื้อรายย่อย เช่น 7-11 สำหรับด้านอื่นๆ คือ การกลัวโดนเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ในด้านข้อเสนอแนะ ผู้ประกอบการ SME ต้องการให้มีการปรับรูปแบบการเบิกจ่ายเป็นเงินสดเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับธุรกิจของตนเอง เช่น กลุ่มธุรกิจร้านอาหารที่ต้องการหมุนเงินแบบวันต่อวัน เป็นต้น รองลงมาคืออยากให้มีการใช้สิทธิในแอพพ์เป๋าตังเหมือนเดิม เนื่องจากมีความกังวลต่อการเรียนรู้การใช้งาน Super App ของโครงการ และผู้ประกอบการ SME ยังเสนอให้ลดเงื่อนไขในการจำกัดพื้นที่การใช้งาน ให้สามารถใช้งานได้ทั่วประเทศ เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ต้องการความหลากหลายของสินค้าที่ให้บริการ จึงมีความต้องการซื้อสินค้า/วัตถุดิบทั้งจากตลาด/ร้านค้าภายในและนอกอำเภอ
ศก.ซึม ทุบยอดขาย ‘โชห่วย’ ดิ่งยกแผง คนแห่ซื้อของถูก ‘ชูกำลัง-เหล้าเบียร์’ ร่วง 10-30%
https://www.matichon.co.th/economy/news_4608938
เศรษฐกิจซึม ทุบยอดขาย ‘โชห่วย’ ดิ่งยกแผง คนแห่ซื้อของถูก ‘ชูกำลัง-เหล้าเบียร์’ ร่วง 10-30%
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมกำลังซื้อค้าปลีกในไตรมาส 2 ของปี 2567 ยังซบเซาต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากคนไม่มีกำลังซื้อ ไม่มั่นใจภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ข่าวดีออกมากระตุ้น และสถานการณ์การเมืองยังไม่ค่อยนิ่ง ทำให้คนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย
“ไตรมาส 2 สถานการณ์หนักกว่าไตรมาสแรก บรรยากาศเงียบเหงามาก ยอดขายสินค้าตกหมดทั้งอุปโภคและบริโภค รวมถึงเหล้าเบียร์ แต่กลุ่มสินค้าที่ไม่ใช่ยี่ห้อดัง ราคาไม่เกิน 10-20 บาท เช่น กะปิ น้ำปลา ยังขายดีมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 20-30% โดยลูกค้าที่ซื้อมีทั้งคนไทยและแรงงานต่างชาติ เช่น เมียนมา กัมพูชา เวียดนาม ที่มาทำงานในประเทศไทยที่นิยมซื้อ เพราะราคาถูก” นายสมชายกล่าว
รายงานข่าวจากร้านค้าปลีกและค้าส่งแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า กำลังซื้อไตรมาส 2 ยังตกลงต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากคนประหยัดมากขึ้น จึงทำให้กำลังซื้อลดลง โดยภาพรวมยอดขายตกลงไปประมาณ 20-30% ทั้งสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ พัดลม ตู้เย็น ทีวี รวมถึงเครื่องดื่มชูกำลังที่ตกลงไป 10-30% และเหล้าเบียร์ที่ยอดขายยังตกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากคนนิยมไปกินน้ำกระท่อมกันมากขึ้น
“ไตรมาส 1 และไตรมาส 2 เงียบมาก และไตรมาส 3 คาดว่าจะไม่ดีขึ้นเช่นกัน หวังว่าไตรมาส 4 จะคึกคักขึ้น จากมาตรการกระตุ้นที่รัฐบาลมีแผนจะผลักดันออกมา เช่น เงินดิจิทัล 10,000 บาท และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท ซึ่งค่าแรงที่เพิ่มขึ้น ยอมรับมีทั้งผลดีทำให้คนมีรายได้เพิ่มและเพิ่มกำลังซื้อ แต่ก็มีผลเสียต่อค่าใช้จ่ายเราเช่นกัน เพราะเรามีร้านค้า 14 สาขาในจังหวัดนครราสีมาและบุรีรัมย์ มีพนักงานกว่า 400 คน เมื่อค่าแรงขั้นต่ำขึ้น เราก็ต้องปรับตาม คงต้องลดโอทีและใช้เทคโนโลยีมากขึ้น” รายงานข่าวกล่าว
ก้าวไกล เตรียมคัดขุนพลชำแหละงบฯ 68 สัปดาห์หน้า เน้น 4 โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาประเทศ
https://www.matichon.co.th/politics/news_4608678
ก้าวไกล เตรียมคัดขุนพลชำแหละงบ 68 สัปดาห์หน้า เน้น 4 โจทย์ใหญ่แก้ปัญหาประเทศ
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวถึง การวางขุนพลในการอภิปรายงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2568 วาระแรก ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้วางตัวผู้อภิปราย ซึ่งเรากำลังศึกษาในเชิงเนื้อหาว่า
1. งบประมาณจะสะท้อนถึงการแก้ปัญหาประเทศหรือไม่
2. งบตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชนหรือไม่
3. งบลงทุนสะท้อนถึงความทะเยอทะยานในการพัฒนาประเทศที่ถูกต้องหรือไม่
4. ความโปร่งใสของงบ ว่าเป็นอย่างไร
นายวิโรจน์กล่าวว่า ทั้งนี้ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกผู้ที่สนใจจะอภิปรายงบ โดยพิจารณาจากเนื้อหาสาระเป็นหลัก และจะจัดสัดส่วนของผู้อภิปรายให้มีทั้งผู้อภิปรายเดิมและผู้อภิปรายใหม่ร่วมกัน
‘วิโรจน์’ ชี้ ผลโพลจะออกมาแบบไหน ทุกฝ่ายก็ยังต้องทำงานเต็มที่ แนะ รบ.-ฝ่ายค้าน ไม่ควรโฟกัสแค่ตัวเลข
https://www.matichon.co.th/politics/news_4608682
‘วิโรจน์’ ชี้ ผลโพลจะออกมาแบบไหน ทุกฝ่ายก็ยังต้องทำงานเต็มที่ แนะ รบ.-ฝ่ายค้าน ไม่ควรโฟกัสแค่ตัวเลข แต่ต้องดูรายละเอียดด้วย หวังแก้ปัญหาให้ตรงจุด
เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยผลสำรวจประชาชนว่าพอใจกับผลงานรัฐบาล โดยเฉพาะนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เป็นการเปิดเผยเพื่อหักล้างกับผลสำรวจของสถาบันพระปกเกล้าที่ออกมาก่อนหน้านี้หรือไม่ ว่า ตนมองว่าผลโพลก็เป็นข้อมูลที่เรารับฟังได้ในระดับหนึ่ง ผลที่ออกมาในวันนี้ก็คือการสำรวจในอดีต คงนำมาเป็นข้อมูลที่สะท้อนได้ในระดับหนึ่งแต่พูดตรงๆ ผลคะแนนที่ปรากฏออกมา ประชาชนจะพอใจหรือไม่พอใจ ตนว่ารัฐบาลก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่ต่อไป ฝ่ายค้านก็ต้องทำงานอย่างเต็มที่เช่นกัน ตนมองว่าอย่าเอามาเป็นเครื่องตัดสิน เพราะนี่เป็นเพียงการสะท้อนเพื่อให้เรานำไปปรับปรุงการทำงาน ตนมองว่าทางรัฐบาลและฝ่ายค้าน ควรให้ความสำคัญกับรายละเอียด และการอธิบายของผลโพลมากกว่าการดูแค่ตัวเลข ว่าประชาชนพอใจในเรื่องไหน เราก็ต้องทำเรื่องนั้นให้ดียิ่งขึ้น ประชาชนติตรงไหนก็หาทางแก้ไข
นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า ตนไม่ได้มองว่านี่คือการแก้เกมเพื่อไม่ให้ประชาชนมองว่าคะแนนของรัฐบาลตกต่ำ เพราะทางสำนักงานสถิติแห่งชาติก็มีหลักการในการสำรวจ ซึ่งทั้งสำนักงานสถิติแห่งชาติและสถาบันพระปกเกล้าต่างก็เป็นสถาบันที่มีความน่าเชื่อถือทั้งคู่ แต่เรื่องของการทำโพล เป็นเรื่องของการสุ่มตัวอย่างหรือช่วงเวลาต่างๆ วิธีการสุ่มก็สามารถอธิบายได้ทั้งหมดตามหลักวิชาการ เพียงแต่ต้องดูบริบทปลีกย่อยในการสำรวจอีกที