คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 7
มุมมองผมสำหรับไทยประชาชนจำนวนมากไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับ gdp ที่เป็นอยู่และเติบโต ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงพอ(เช่นอยู่ในการผลิตที่มูลค่าต่ำ การบริการค่าแรงต่ำ การกระจายสินค้าที่ทำกำไรบางเฉียบจนได้รับส่วนแบ่งน้อย) ทำให้เกิดปัญหาในการกระจายรายได้(รายได้อยู่กับกลุ่มเล็กๆ ที่มีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มูลค่าสูงกว่า) จึงเกิดเป็นปัญหาการบริโภคในหน่วยย่อยตามมา (เพราะอยู่ในกิจกรรมเศรษฐกิจที่มูลค่าไม่สูงจึงได้รับค่าตอบแทนน้อยต่อให้มีชั่วโมงการทำงานมากก็ตาม หรืออาจจะขาดทุนเลยก็มีเช่นภาคเกษตรในหลายๆ คนบางปีกำไรดีบางปีขาดทุน)
ประชากรที่ได้รับค่าตอบแทนน้อยแบบนั้นก็หาเงินมาใช้จ่ายไม่ไหว ใช้จ่ายไม่ไหวก็ไปหากู้หนี้จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (เห็นข่าวจากไหนนี่แหละที่คนรายได้ไม่สูงจะใช้เงินประมาณ 129% ของรายได้ต่อเดือน ที่เกินมาก็ต้องกู้ไปก่อนไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม) หนี้สินสะสมก็ลดความสามารถในการบริโภคลง พอการบริโภคอ่อนแรงการผลิตก็จะได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณการซื้อสินค้าและบริการในภาพรวมจะลด (แต่มูลค่าอาจจะเพิ่มก็ได้ถ้ากลุ่มเล็กๆ ยังดันการบริโภคสินค้าราคาแพงซื้อขายแต่ละครั้งมูลค่าสูงกว่าคนทั่วไปหลายคนซื้อขายรวมกัน)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ส่วนที่ผมมองว่ามีปัญหาก็คือความสามารถวัยแรงงานไม่ค่อยตรงกับความต้องการของตลาด ถอดความเป็นลูกจ้างออกก่อน เอาเป็นคนๆ หนึ่งในวัยที่ทำงานได้ตอบสนองต่อตลาดได้มากน้อยแค่ไหน เป็นเจ้าของกิจการก็วัยแรงงาน เป็นลูกจ้างก็วัยแรงงาน เป็นฟรีแลนซ์แล้วแต่คนจะจ้างก็วัยแรงงาน ผมคิดว่าพอเราใช้คำว่าแรงงานแล้วมุมมองจะคับแคบลง ทำให้เล็งเห็นแต่คนในสถานะลูกจ้างดังนั้นขอถอดความเป็นลูกจ้างออกก่อน ถ้ามองแค่ลูกจ้างการแก้ปัญหาก็จะจำกัดที่หาคนมาสอนงาน สอนวิชาฝีมือ จับมือทำแต่จะคิดเองไม่ค่อยเป็น
เจ้าของกิจการก็ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต เปิดร้านข้าวตามสั่งก็เจ้าของกิจการ ขายชา กาแฟก็เจ้าของกิจการ คนที่ทำอะไรเองขายได้กำไรเองก็เจ้าของกิจการหมด แต่เจ้าของกิจการจำนวนมากไม่มีความสามารถตอบสนองต่อตลาด ผลลัพธ์ก็คือเจ๊ง ไม่สามารถลงทุนรอบใหม่ในกิจการเดิมได้ กิจการเดินหน้าต่อไม่ได้
นั่นเพราะเขาไม่ตอบโจทย์ตลาด จริงๆ ผมมองว่านี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ คนยังไม่มีฝีมือทำเจ๊งเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ควรจะทำต่อคือทำความเข้าใจสาเหตุ คนจำนวนมากเจ๊งก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะ เปลี่ยนสินค้า เจ๊งอีกรอบ มันก็วนไปเรื่อย คนเจ๊งกันทุกวันแต่ต้องให้เขาเรียนรู้มุมมองที่ถูกต้อง ถ้าเจ้าของกิจการที่เจ๊งสามารถพัฒนาได้ ประกอบกิจการสำเร็จจะเกิดตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น
ฟรีแลนซ์ก็เช่นกัน จะเป็นมือปืนรับจ้างค่าตัวแพงก็ต้องมีฝีมือ เข้าใจตลาด ถ้าเก่งขนาดไม่ต้องสนใจตลาดอันนั้นคงจะเป็นศิลปินมากความสามารถ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วงานในหลายๆ วงการก็มีความต้องการของวงการนั้นๆ อยู่ การที่คนวัยแรงงานสามารถตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆ ได้ถึงเรียกว่ามีฝีมือ
ส่วนแรงงานลูกจ้างก็ต้องทำตามที่นายจ้างต้องการได้
ปัญหาคือเราปั้นคนไม่สนองความต้องการตลาดเท่าไร ทำงานไม่ตรงสายก็เยอะ ที่ตรงสายแต่ไม่รู้เรื่องที่นายจ้างต้องการก็มาก ที่จะทำเองเห็นคนล้มเหลวกว่าคนสำเร็จ ผมคิดว่าการศึกษาต้องทำให้คนเรียนใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมที่ตัวเองเรียนมากขึ้น คนสอนก็ด้วย บางทีคนสอนทำตามตำราแต่ขาดความยืดหยุ่นตำราเก่าไวหลักสูตรเปลี่ยนแปลงยาก หลายที่ขาดการประยุกต์ใช้เพราะคนสอนก็ไม่ได้ออกไปทำงานเองเลยมองภาพไม่ออกว่าเจอปัญหาอะไรบ้าง มองความต้องการของตลาดไม่ถูก บางทีก็ออกข้อสอบหลบๆ หาเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดมาออกเพราะเดี๋ยวคนผ่านมากคะแนนเฟ้อ กลายเป็นคนต้องอ่านไปหมดไม่รู้อันไหนสำคัญ อันไหนใช้บ่อยไม่โดนย้ำต้องเรียนเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่รู้จะใช้อะไร พอเจอการทำงานความประทับใจแรกที่ได้รับอาจจะเป็นจบมาได้ยังไงก็ได้เพราะตอนเรียนก็ไม่รู้อันไหนต้องใช้ มีเนื้อหาเยอะแยะไปหมด กลายเป็นต้องมาสอนงานซ้ำจนเหมือนเรียนใหม่ก็มี
ผมมองว่าต้องให้คนใกล้ชิดอุตสาหกรรมมากขึ้นจะได้รู้ว่าคนต้องการอะไร ตลาดต้องการอะไร นายจ้างต้องการอะไร ต่อมาก็เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เรื่องเทคผมอาจจะมองต่างหน่อย อย่าพึ่งรีบร้อน เราพื้นฐานง่อนแง่น คนเก่งมากคงมีน้อย จะไปท้าทายบริษัทเทคโนโลยีหัวกะทินับแสน ไปท้าทายอุตสาหกรรมยานยนต์มืออาชีพนับล้านๆ อาจจะเกินตัวไปหน่อย ไปทำส่วนที่ตัวเองทำได้ พลังงานเราก็ไปทำงานบริการ สถานี โครงสร้างพื้นฐาน เราฉีกไปทางนั้น ที่เราแข็งอยู่แล้วก็เอามาขาย งานบริการจริงๆ ผมว่าเราเก่ง บริการดีมีความอดทน เราจะทำยังไงให้คนของเรามีโอกาสมากขึ้น นั่งไถ tt ยังเห็นว่าโรงหนังหลายประเทศไม่ค่อยสะอาด บริการไม่ดี เราจะทำยังไงให้คนของเราไปช่วยตรงนั้น เราจะทำยังไงให้คนรู้ว่าถ้ามีคนของเราไปทำ โรงหนังเขาจะหอมขึ้น น่าเข้าคุ้มค่าเงินที่เสียขึ้น เห็นคนส่งของหงุดหงิดโมโหโยนของ เอาคนของเราไปสิ เราโยนเบากว่าเขาเยอะ ที่ดีก็มาก วัยแรงงานเราเกินครึ่งประเทศการศึกษาไม่เกิน ม.3 นะครับ จะไปหวังพัฒนาเทคผมว่าเกินไปหน่อย รอพื้นแน่นกว่านี้ค่อยทำของใหญ่
อุตสาหกรรมที่ไปได้ผมว่าพวกบันเทิงยังมีลุ้นกว่า เพลง หนัง ละคร ซีรีส์ รายการโทรทัศน์ คลิปสั้นยาว คอนเทนต์ต่างๆ ทำยังไงให้ไปไกลต่างประเทศ ทำยังไงให้คนเห็นแล้วอยากมาประเทศเรา ให้คนของเราไปโชว์ตัวไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วมีคนไปดู ประเทศเราภัยธรรมชาติน้อยเรามีเวลาคิดเรื่องพวกนี้มากผมมองว่วาเป็นจุดแข็งของเราด้วยซ้ำ ทำยังไงให้สนับสนุนการทำเพลง หนัง ละครเป็นภาษานานาชาติหรือชาติกำลังซื้อเยอะ จริงๆ ผมงงด้วยว่าทำไมเรามองงานพวกนี้ไม่ค่อยมีคุณค่า ยูทูปเบอร์ ติ๊กต่อกเกอร์ หรือต่อให้เป็นซีรีส์วาย ถ้าทำเงินได้ผมว่าก็ดี น่าสนับสนุนให้หาเงินเข้าประเทศทั้งนั้นแหละ ส่วนเทคที่เราเล็งผมว่าเกินความสามารถไปหน่อย ไปเล็งอันที่ซับซ้อนน้อยลงหรืออยู่ในอุตสาหกรรมหนักบางอย่างที่พอทำได้ เทคซับซ้อนสูงรอคนลงทุนเอาอันนั้นก็ควรทำอยู่แล้วแต่ปั้นเองคงไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้ไปทำสิ่งที่พอทำได้ก่อน
สรุปสั้นๆ คือทำให้คนใกล้ชิดงานเร็วขึ้นจะได้เข้าใจงาน ทำงานในอุตสาหกรรมที่ทำได้อย่าเพิ่งทำใหญ่เกินตัว
ประชากรที่ได้รับค่าตอบแทนน้อยแบบนั้นก็หาเงินมาใช้จ่ายไม่ไหว ใช้จ่ายไม่ไหวก็ไปหากู้หนี้จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ (เห็นข่าวจากไหนนี่แหละที่คนรายได้ไม่สูงจะใช้เงินประมาณ 129% ของรายได้ต่อเดือน ที่เกินมาก็ต้องกู้ไปก่อนไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม) หนี้สินสะสมก็ลดความสามารถในการบริโภคลง พอการบริโภคอ่อนแรงการผลิตก็จะได้รับผลกระทบเนื่องจากปริมาณการซื้อสินค้าและบริการในภาพรวมจะลด (แต่มูลค่าอาจจะเพิ่มก็ได้ถ้ากลุ่มเล็กๆ ยังดันการบริโภคสินค้าราคาแพงซื้อขายแต่ละครั้งมูลค่าสูงกว่าคนทั่วไปหลายคนซื้อขายรวมกัน)
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้ส่วนที่ผมมองว่ามีปัญหาก็คือความสามารถวัยแรงงานไม่ค่อยตรงกับความต้องการของตลาด ถอดความเป็นลูกจ้างออกก่อน เอาเป็นคนๆ หนึ่งในวัยที่ทำงานได้ตอบสนองต่อตลาดได้มากน้อยแค่ไหน เป็นเจ้าของกิจการก็วัยแรงงาน เป็นลูกจ้างก็วัยแรงงาน เป็นฟรีแลนซ์แล้วแต่คนจะจ้างก็วัยแรงงาน ผมคิดว่าพอเราใช้คำว่าแรงงานแล้วมุมมองจะคับแคบลง ทำให้เล็งเห็นแต่คนในสถานะลูกจ้างดังนั้นขอถอดความเป็นลูกจ้างออกก่อน ถ้ามองแค่ลูกจ้างการแก้ปัญหาก็จะจำกัดที่หาคนมาสอนงาน สอนวิชาฝีมือ จับมือทำแต่จะคิดเองไม่ค่อยเป็น
เจ้าของกิจการก็ไม่จำเป็นต้องใหญ่โต เปิดร้านข้าวตามสั่งก็เจ้าของกิจการ ขายชา กาแฟก็เจ้าของกิจการ คนที่ทำอะไรเองขายได้กำไรเองก็เจ้าของกิจการหมด แต่เจ้าของกิจการจำนวนมากไม่มีความสามารถตอบสนองต่อตลาด ผลลัพธ์ก็คือเจ๊ง ไม่สามารถลงทุนรอบใหม่ในกิจการเดิมได้ กิจการเดินหน้าต่อไม่ได้
นั่นเพราะเขาไม่ตอบโจทย์ตลาด จริงๆ ผมมองว่านี่ก็เป็นเรื่องสำคัญ คนยังไม่มีฝีมือทำเจ๊งเรื่องปกติ แต่สิ่งที่ควรจะทำต่อคือทำความเข้าใจสาเหตุ คนจำนวนมากเจ๊งก็คิดว่าตัวเองไม่เหมาะ เปลี่ยนสินค้า เจ๊งอีกรอบ มันก็วนไปเรื่อย คนเจ๊งกันทุกวันแต่ต้องให้เขาเรียนรู้มุมมองที่ถูกต้อง ถ้าเจ้าของกิจการที่เจ๊งสามารถพัฒนาได้ ประกอบกิจการสำเร็จจะเกิดตำแหน่งงานเพิ่มขึ้น
ฟรีแลนซ์ก็เช่นกัน จะเป็นมือปืนรับจ้างค่าตัวแพงก็ต้องมีฝีมือ เข้าใจตลาด ถ้าเก่งขนาดไม่ต้องสนใจตลาดอันนั้นคงจะเป็นศิลปินมากความสามารถ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วงานในหลายๆ วงการก็มีความต้องการของวงการนั้นๆ อยู่ การที่คนวัยแรงงานสามารถตอบสนองต่อความต้องการนั้นๆ ได้ถึงเรียกว่ามีฝีมือ
ส่วนแรงงานลูกจ้างก็ต้องทำตามที่นายจ้างต้องการได้
ปัญหาคือเราปั้นคนไม่สนองความต้องการตลาดเท่าไร ทำงานไม่ตรงสายก็เยอะ ที่ตรงสายแต่ไม่รู้เรื่องที่นายจ้างต้องการก็มาก ที่จะทำเองเห็นคนล้มเหลวกว่าคนสำเร็จ ผมคิดว่าการศึกษาต้องทำให้คนเรียนใกล้ชิดกับอุตสาหกรรมที่ตัวเองเรียนมากขึ้น คนสอนก็ด้วย บางทีคนสอนทำตามตำราแต่ขาดความยืดหยุ่นตำราเก่าไวหลักสูตรเปลี่ยนแปลงยาก หลายที่ขาดการประยุกต์ใช้เพราะคนสอนก็ไม่ได้ออกไปทำงานเองเลยมองภาพไม่ออกว่าเจอปัญหาอะไรบ้าง มองความต้องการของตลาดไม่ถูก บางทีก็ออกข้อสอบหลบๆ หาเรื่องที่ไม่ค่อยเกิดมาออกเพราะเดี๋ยวคนผ่านมากคะแนนเฟ้อ กลายเป็นคนต้องอ่านไปหมดไม่รู้อันไหนสำคัญ อันไหนใช้บ่อยไม่โดนย้ำต้องเรียนเยอะขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่รู้จะใช้อะไร พอเจอการทำงานความประทับใจแรกที่ได้รับอาจจะเป็นจบมาได้ยังไงก็ได้เพราะตอนเรียนก็ไม่รู้อันไหนต้องใช้ มีเนื้อหาเยอะแยะไปหมด กลายเป็นต้องมาสอนงานซ้ำจนเหมือนเรียนใหม่ก็มี
ผมมองว่าต้องให้คนใกล้ชิดอุตสาหกรรมมากขึ้นจะได้รู้ว่าคนต้องการอะไร ตลาดต้องการอะไร นายจ้างต้องการอะไร ต่อมาก็เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย เรื่องเทคผมอาจจะมองต่างหน่อย อย่าพึ่งรีบร้อน เราพื้นฐานง่อนแง่น คนเก่งมากคงมีน้อย จะไปท้าทายบริษัทเทคโนโลยีหัวกะทินับแสน ไปท้าทายอุตสาหกรรมยานยนต์มืออาชีพนับล้านๆ อาจจะเกินตัวไปหน่อย ไปทำส่วนที่ตัวเองทำได้ พลังงานเราก็ไปทำงานบริการ สถานี โครงสร้างพื้นฐาน เราฉีกไปทางนั้น ที่เราแข็งอยู่แล้วก็เอามาขาย งานบริการจริงๆ ผมว่าเราเก่ง บริการดีมีความอดทน เราจะทำยังไงให้คนของเรามีโอกาสมากขึ้น นั่งไถ tt ยังเห็นว่าโรงหนังหลายประเทศไม่ค่อยสะอาด บริการไม่ดี เราจะทำยังไงให้คนของเราไปช่วยตรงนั้น เราจะทำยังไงให้คนรู้ว่าถ้ามีคนของเราไปทำ โรงหนังเขาจะหอมขึ้น น่าเข้าคุ้มค่าเงินที่เสียขึ้น เห็นคนส่งของหงุดหงิดโมโหโยนของ เอาคนของเราไปสิ เราโยนเบากว่าเขาเยอะ ที่ดีก็มาก วัยแรงงานเราเกินครึ่งประเทศการศึกษาไม่เกิน ม.3 นะครับ จะไปหวังพัฒนาเทคผมว่าเกินไปหน่อย รอพื้นแน่นกว่านี้ค่อยทำของใหญ่
อุตสาหกรรมที่ไปได้ผมว่าพวกบันเทิงยังมีลุ้นกว่า เพลง หนัง ละคร ซีรีส์ รายการโทรทัศน์ คลิปสั้นยาว คอนเทนต์ต่างๆ ทำยังไงให้ไปไกลต่างประเทศ ทำยังไงให้คนเห็นแล้วอยากมาประเทศเรา ให้คนของเราไปโชว์ตัวไปเล่นคอนเสิร์ตแล้วมีคนไปดู ประเทศเราภัยธรรมชาติน้อยเรามีเวลาคิดเรื่องพวกนี้มากผมมองว่วาเป็นจุดแข็งของเราด้วยซ้ำ ทำยังไงให้สนับสนุนการทำเพลง หนัง ละครเป็นภาษานานาชาติหรือชาติกำลังซื้อเยอะ จริงๆ ผมงงด้วยว่าทำไมเรามองงานพวกนี้ไม่ค่อยมีคุณค่า ยูทูปเบอร์ ติ๊กต่อกเกอร์ หรือต่อให้เป็นซีรีส์วาย ถ้าทำเงินได้ผมว่าก็ดี น่าสนับสนุนให้หาเงินเข้าประเทศทั้งนั้นแหละ ส่วนเทคที่เราเล็งผมว่าเกินความสามารถไปหน่อย ไปเล็งอันที่ซับซ้อนน้อยลงหรืออยู่ในอุตสาหกรรมหนักบางอย่างที่พอทำได้ เทคซับซ้อนสูงรอคนลงทุนเอาอันนั้นก็ควรทำอยู่แล้วแต่ปั้นเองคงไม่ใช่ตอนนี้ ตอนนี้ไปทำสิ่งที่พอทำได้ก่อน
สรุปสั้นๆ คือทำให้คนใกล้ชิดงานเร็วขึ้นจะได้เข้าใจงาน ทำงานในอุตสาหกรรมที่ทำได้อย่าเพิ่งทำใหญ่เกินตัว
▼ กำลังโหลดข้อมูล... ▼
แสดงความคิดเห็น
คุณสามารถแสดงความคิดเห็นกับกระทู้นี้ได้ด้วยการเข้าสู่ระบบ
กระทู้ที่คุณอาจสนใจ
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ
การพัฒนาสังคม (Social Development)
เศรษฐศาสตร์
เศรษฐกิจ
สังคมศาสตร์
ทุกประเทศมีปัญหาเศรษฐกิจในแบบของตัวเอง แล้วไทยเราจะแก้ปัญหายังไง