[CR] No.71 Kids Konference : เด็กในวันนี้ โตไปคือ ผู้ใหญ่ในวันหน้า


- ระหว่างดูคือรู้สึกถึงความสดชื่นที่หนังปล่อยสารความน่ารักให้ตัวเองอ่อนโยนไปตามเรื่องแล้วก็นึกอยากกลับไปเป็นเด็กที่ไม่ต้องรับผิดชอบไม่ต้องแบกภาระอะไรมากมาย ถึงแม้หลังจากดูจบก็ต้องลุกขึ้นยืนแล้วเผชิญหน้ากับความจริงที่เจ็บปวดบนโลกนี้ต่อไป ช่วงที่เพิ่งเริ่มเปิดเรื่องขึ้นประมาณ 15 นาที รู้ตัวแล้วว่าจะต้องวูบวาบแน่ ๆ จึงขอชิงวูบหลับก่อนเพราะความที่เปิดเรื่องมายังทำการแนะนำ Details ที่ปรากฎในเรื่องไม่เสร็จสรรพทีเตรียม แต่หลังจากตื่นขึ้นมาตอนไหนจำไม่ได้แล้วแต่ยังจูนติดเรื่องได้ติดหนึบอยู่ เพราะทั้งเรื่องก็วนเวียนอยู่ในเนอสเซอรี่นั่นแหล่ะ
- Timeline เกิดขึ้นในช่วงปี 2018 ถึง 2019 ก่อนโควิด ตั้งแต่เปิดภาคเรียนจนถึงวันปิดการศึกษาโดยจะเล่าผ่านครูกับเด็กในเนอสเซอรี่เป็นหลัก แน่นอนว่ามันไม่สามารถที่จะเล่าภาพที่ถูกบันทึกไว้มากมายภายในระยะเวลา 1 ชั่วโมง 28 นาที อยู่แล้ว แต่คิดว่าผู้กำกับเลือกส่วนที่จำเป็นต่อการนำเสนอเพื่อสื่อตรงไปถึงประเด็นสำคัญให้คนดูได้รับมากที่สุด ผลที่ได้คือทุกสารที่นำเสนอมาถูกคัดกรองออกมาแล้วย่อยง่ายจนทำให้เราเห็นภาพภายในที่ไม่ใช่แค่ตัวสถานที่รวมถึงระบบโครงสร้างภายในองค์กรเล็ก ๆ แห่งนี้ประหนึ่งตัวเราเป็นตัวละครสมมติที่เดินสำรวจภาพที่ปรากฎด้วยตัวเอง 
- เด็กแต่ละคนมี Characters เป็นของตัวเองที่ค่อนข้างชัดเจนอยู่ ถึงแม้จะจำหน้าแต่ละคนไม่ได้ก็ตาม ดังนั้นทุก Scene ที่เห็นจึงเป็นภาพจริง เหตุการณ์จริง คนจริง ๆ ไม่ใช้ตัวแสดงแทน สลับช่วงแวะไปสัมภาษณ์ความรู้สึกของครูแต่ละคนที่มีมุมมองต่อเด็กจากครอบครัวร้อยพ่อพันแม่หลังจากทำหน้าที่เสร็จเป็นระยะ 
- ถึงแม้จะอ่าน Sub ไม่ทันแต่ก็พอที่จะนำไปประติดประต่อกับเรื่องได้ไม่ยากนัก บรรยากาศบ้านเมืองที่เป็นมิตรมีระเบียบกับความไร้เดียงสาของลูกเด็กช่วยทำให้เรื่องมีอารมณ์ขันอย่างเป็นธรรมชาติ Scene ที่ผมชอบคือ โต๊ะประชุมระหว่างครูกับเด็กที่เราไม่เคยเห็นในมุมนี้มาก่อนว่ามันมีบรรยากาศผ่อนคลายเป็นกันเองอย่างบอกไม่ถูกแถมที่ตะลึงกว่านั้นคือ ผมทึ่งในความคิดของเด็กวัยนี้มากไม่น่าเชื่อว่าเขาจะมีความคิดที่หลากหลาย เหมือนเพื่อนนั่งปรึกษากันโดยไม่มีหัวโขนคำว่าครูกับนักเรียน พอย้อนมองมาที่ถ้าบ้านเราก็อดเปรียบเทียบไม่ได้เลยว่าถ้าภาครัฐให้ความสำคัญกับการศึกษาจริง ๆ มากกว่านี้ ป่านนี้ประเทศเราพัฒนาไปไกลถึงไหนแล้ว 
- ช่วงท้ายมีการมา way ไปทาง Drama เรียกน้ำตานิด ๆ แอบมีความโฆษณาประกันชีวิตอย่างมึน ๆ ตรงที่ดันเปิดเพลงคล้ายกับเพลงวันแม่ขึ้นมาบิ๊วท์สำทับเนื้อเรื่องที่กำลังเข้าสูบทสรุปทำเอาผมซึ้งถึงกับน้ำตาคลอเบ้า ถึงแม้จะผ่านช่วงเวลานั้นมานานแต่ได้ยินเพลงพวกนี้ทีไรน้ำตามันก็ไหลขึ้นมาเองเฉย
- ถึงแม้หนังจะไม่ได้วิจารณ์โดยตรงขณะเดียวกันก็แอบสะท้อนความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันทุกมุมโลกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะระบบการศึกษา ขนาดว่าประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องการฆ่าตัวตายเป็นอันดับต้น ๆ ของโลกจากผลพวงการเติบโตทางเศรษฐกิจ , การแข่งขัน และ การบูลลี่ ขณะเดียวกันเขาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก เขาตระหนักถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นแล้วหาวิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและจริงจัง หัวใจสำคัญของการพยายามสร้างจิตสำนึกของการเป็นคนที่มีคุณภาพในสังคมก็เริ่มจากตัวเด็กโดยเฉพาะวัยแรกเกิดนี่แหล่ะที่ง่ายต่อการวางรากฐานทางความรู้ปลูกฝังทางปัญญาให้เขากล้าคิด กล้าพูด กล้าถาม กล้าแสดงตัวตน โดยมีครูหน้าที่เป็นเพื่อน ผู้ชี้แนะแนวทางแก่เด็กเกิดปัญญาในการจัดการชีวิตแล้วใช้เหตุผลในการคิดวิเคราะห์และแยกแยะตามสถานการณ์เบื้องหน้าด้วยตัวเอง ซึ่งอย่างนี้รัฐควรส่งเสริมเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เอาแต่ยัดตำราก่ายกองใส่หัวเพื่อท่องจำเอาไปสอบเหมือนบ้านเราหรือการแทรกแซงความคิดเขาว่าอันนี้ถูกอันนั้นผิดเพียงเพราะไม่ถูกตามสิ่งที่ผู้ใหญ่สอนมา ถ้าระบบดี โครงสร้างดี การศึกษาดี มีสวัสดิการแก่ประชาชน ทุกอย่างมันก็ช่วยเอื้ออำนวยให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยไม่จำเป็นต้องวัดค่าความสำเร็จจากคะแนนหรือกฎกติกาที่กำหนดมาเพียงเพื่อแก่งแย่งชิงดีให้ได้ที่ 1 แล้วถ่ายรูปลง Social อวดชาวโลกให้เพื่อนรู้

ขอขอบคุณผู้อ่านทุกท่านครับ เมื่อได้อ่านแล้ว สามารถกด Like กด Share บทความของผม และ ติดตามช่องทาง Facebook : EM Pascal เพื่อเป็นกำลังใจในการรีวิวครั้งต่อไป ขอบคุณครับ
ชื่อสินค้า:   Review By EMCONCEPT
คะแนน:     

CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้

  • - จ่ายเงินซื้อเอง หรือได้รับจากคนรู้จักที่ไม่ใช่เจ้าของสินค้า เช่น เพื่อนซื้อให้
  • - ไม่ได้รับค่าจ้างและผลประโยชน์ใดๆ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่