Lazada อัพสปีด “ขนส่ง” เสริมเขี้ยวเล็บธุรกิจอีคอมเมิร์ซ



Lazada อัพสปีด “ขนส่ง” เสริมเขี้ยวเล็บธุรกิจอีคอมเมิร์ซ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2566 -

จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่ช่วยเติมเต็มอีโคซิสเต็มของการซื้อขายบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซให้สมบูรณ์ และสร้างความแตกต่างให้กับผู้บริโภคได้ คงหนีไม่พ้นเรื่อง “การขนส่ง” ยิ่งขับเคี่ยวแข่งขันเพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคเข้ามาจับจ่ายบนแพลตฟอร์มของตนเองด้วยสารพัดโปรโมชั่นมากเท่าไร การขนส่งก็ยิ่งสำคัญ เพื่อให้สินค้าไปถึงมือผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย

นั่นทำให้ “ลาซาด้า” (Lazada) หนึ่งในผู้ให้บริการแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซลุกขึ้นมาพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของตนเองภายใต้การดำเนินงานของ “ลาซาด้า โลจิสติกส์” ที่มีบริการขนส่งสินค้าอย่าง “ลาซาด้า เอ็กซ์เพรส” (LEX) เป็นฟันเฟืองหลัก ซึ่งในปี 2565 ที่ผ่านมายังสามารถสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานได้ถึง 2,700 ล้านบาท


อีกทั้งยังเดินหน้าพัฒนากลยุทธ์ด้านโลจิสติกส์ เพื่อสนับสนุนธุรกิจอีคอมเมิร์ซ รองรับการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยที่คาดว่าจะมูลค่าสูงถึง 3.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2568 จากรายงานของ Google e-Conomy SEA Report 2022 ที่ยอดขายสินค้าโดยรวม (gross merchandise value หรือ GMV) อยู่ที่ 2.2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ล่าสุดควักกระเป๋าลงทุนเปิดศูนย์คัดแยกพัสดุแห่งที่ 3 ที่เทพารักษ์ สมุทรปราการ

ภาพรวม “ลาซาด้า โลจิสติกส์”

“ณัฏฐพล เกรียงชัยเวทย์” รองประธานอาวุโสฝ่ายโลจิสติกส์ ลาซาด้า ประเทศไทย เปิดเผยว่า บริการของลาซาด้า โลจิสติกส์ แบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ 1.บริการขนส่งสินค้า (delivery service) 2.บริการคลังสินค้า (fulfillment service) หรือ Fulfillment by Lazada (FBL) ซึ่งลาซาด้าจะทำหน้าที่จัดการระบบหลังบ้านให้ทั้งหมดตั้งแต่การจัดการสต๊อกไปจนถึงส่งของถึงมือลูกค้า และ 3.บริการด้านโลจิสติกส์แบบหลากหลายช่องทาง (multichannel logistics service หรือ MCL)

“บริการขนส่งสินค้า มี LEX เป็นแขนขาสำคัญ ถ้าเทียบกับเมื่อ 5 ปีก่อน ถือว่า LEX โตขึ้นจากเดิม 7-8 เท่า พัสดุส่วนใหญ่ที่จัดการโดยลาซาด้า โลจิสติกส์ จะจัดส่งโดย LEX แต่เราก็ทำงานกับพาร์ตเนอร์บริษัทขนส่งรายอื่น ๆ ด้วย เพราะแต่ละรายมีจุดแข็งด้านพื้นที่แตกต่างกัน ส่วนบริการ MCL เริ่มมาจากเห็นปัญหาของผู้ขายที่ขายสินค้าบนหลายแพลตฟอร์ม ต้องจัดการคลังสินค้าแยกกัน เช่น ขายบน 4 แพลตฟอร์ม ก็ต้องมีคลังสินค้าแยก 4 ส่วน ส่งผลถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เราเห็นโอกาสที่เข้ามาเป็นตัวกลาง”

โดยลาซาด้า โลจิสติกส์ เปิดตัวบริการ MCL ในประเทศไทยช่วงต้นปี 2566 โดยผู้ขายและแบรนด์สินค้าจะรวบรวมคำสั่งซื้อจากช่องทางต่าง ๆ แล้วส่งต่อให้ลาซาด้า โลจิสติกส์ ที่บริหารจัดการคลังสินค้าอยู่แล้วเป็นผู้ดำเนินการจัดส่งสินค้า ทำให้ผู้ประกอบการหันไปให้ความสำคัญกับการขาย และการทำตลาดได้มากขึ้น ปัจจุบัน MCL มีให้บริการในสิงคโปร์, มาเลเซีย, ไทย, เวียดนาม และอินโดนีเซีย

“ส่งเร็วพิเศษ” สร้างความต่าง

“ณัฏฐพล” กล่าวต่อว่า จากข้อมูลที่มีพบว่า 43% ของผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซคาดหวังที่จะได้รับสินค้าในวันถัดไป และ 55% ของผู้ขายยังบอกว่าการส่งสินค้าอย่างรวดเร็วช่วยเพิ่มยอดขายได้

จากปัจจัยข้างต้นทำให้บริษัทพัฒนาบริการ “ส่งเร็วพิเศษ” (priority delivery) ที่ผู้ซื้อจะได้รับสินค้าไม่เกิน 2 วันทำการ หลังจากวันที่ทำการสั่งซื้อสินค้าจากร้านค้า LazMall หรือร้านค้าแนะนำ (LazPick) และผู้ขายที่เข้าร่วมบริการโดยไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากค่าส่งตามปกติ

“เราเริ่มให้บริการส่งเร็วพิเศษ เมื่อเดือน ก.ย. 2565 พบว่าลูกค้ามีความพึงพอใจมากขึ้น รวมถึงอัตราการยกเลิกคำสั่งซื้อก็ต่ำลง โดยบริการส่งเร็วพิเศษแบ่ง 2 ส่วน สำหรับ next day delivery หรือการรับสินค้าในวันถัดไปจะต้องเป็นสินค้าที่อยู่ในคลังของลาซาด้าอยู่แล้ว ส่วน two day delivery หรือการรับสินค้าไม่เกิน 2 วัน เป็นสินค้าที่มาจากผู้ขายซึ่งใช้เวลาในการดำเนินการมากกว่า เพราะต้องส่งรถไปรับพัสดุจากผู้ขายหรือจุด drop off ต่าง ๆ ก่อนนำมาคัดแยกที่ศูนย์คัดแยกแล้วส่งต่อไปยังศูนย์กระจายสินค้าตามจังหวัดต่าง ๆ ก่อนส่งไปยังผู้ซื้อต่อไป”

ปัจจุบันบริการส่งเร็วพิเศษมีให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 23 จังหวัด เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล, ชลบุรี, นครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งร้านค้าที่เข้าร่วมบริการส่งเร็วพิเศษจะมีไอคอนรถบรรทุกสีน้ำเงินปรากฏในหน้าเลือกซื้อสินค้า

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ทดลองเข้าไปสั่งซื้อสินค้าบนแพลตฟอร์มลาซาด้ากับร้านค้าที่มีบริการส่งเร็วพิเศษ พบว่าจะมีการระบุระยะเวลาในการรับสินค้าภายใน 1-2 วันทำการ ขณะที่ร้านค้าที่จัดส่งแบบปกติจะระบุระยะเวลาในการรับสินค้าที่ 2-3 วันทำการหรือไม่ระบุจากหลายปัจจัย เช่น การจัดการสต๊อกของผู้ขาย การให้บริการของขนส่งหรือเป็นสินค้าต้องรอการพรีออร์เดอร์จากต่างประเทศ เป็นต้น



ขยายศูนย์คัดแยกสินค้าเทพารักษ์

“เจมส์ มาร์แชนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายโลจิสติกส์ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ลาซาด้าให้บริการส่งเร็วพิเศษได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาจากการมีศูนย์คัดแยกพัสดุในพื้นที่ที่เหมาะสม ปัจจุบันมีทั้งหมด 3 แห่ง ได้แก่ ศูนย์คัดแยกพัสดุสุขสวัสดิ์, ศูนย์คัดแยกพัสดุ จ.ฉะเชิงเทรา และแห่งล่าสุดที่เทพารักษ์ สมุทรปราการ ที่มีจุดเด่นในการนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติมาใช้ถึง 75% และมีขนาดใหญ่ที่สุดที่ลงทุนในประเทศไทยด้วยพื้นที่กว่า 35,000 ตารางเมตร

“เรานำเทคโนโลยีหลาย ๆ อย่างเข้ามาใช้ เช่น ระบบการจดจำใบหน้าบันทึกข้อมูลเข้า-ออกพนักงาน, กล้อง AI ที่ทำงานร่วมกับสแกนเนอร์ใต้สายพาน สามารถอ่านบาร์โค้ดบนกล่องพัสดุได้ 360 องศา และเซ็นเซอร์คัดแยกขนาดของพัสดุ เป็นต้น”

และการมีศูนย์คัดแยกพัสดุ 3 แห่ง ทำให้สามารถคัดแยกพัสดุเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านชิ้นต่อวัน สามารถรองรับปริมาณคำสั่งซื้อในช่วงแคมเปญใหญ่ ๆ ได้ โดยศูนย์คัดแยกพัสดุที่เทพารักษ์เป็นศูนย์ที่เราใช้เงินลงทุนมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดว่าจะคืนทุนภายใน 2-3 ปี



“ศูนย์คัดแยกพัสดุเทพารักษ์ช่วยประหยัดเวลากว่าการคัดแยกแบบเดิม 3-4 เท่า ทำให้พัสดุอยู่ในศูนย์คัดแยกไม่เกิน 2 ชั่วโมง การนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้พนักงานด้วย ปัจจุบันเรามีพนักงานรวมกันในศูนย์ทั้ง 3 แห่งราว 500-1,000 คน แต่ถ้าเป็นช่วงที่มีแคมเปญใหญ่จะต้องใช้มากกว่าพันคน”

มากกว่า “โลจิสติกส์”

“เจมส์” กล่าวถึงแผนงานในอีก 1 ปีข้างหน้าของลาซาด้า โลจิสติกส์ด้วยว่า จะให้ความสำคัญกับ “LEX network” หรือการขยายเครือข่ายการให้บริการที่แข็งแกร่ง สร้างความเชื่อมั่น และขยายการบริการให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ามากขึ้น โดยมุ่งไปยัง 1.การบริหารจัดการต้นทุนให้คุ้มค่ามากที่สุด (optimal cost) นำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เพื่อให้ทำน้อยแต่ได้มาก 2.ความสม่ำเสมอด้านการบริการ (consistency) และ 3.ฝึกอบรมพนักงาน (training) ที่มีหลายพันคนให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมต่อการให้บริการ เพื่อสร้างความประทับใจกับลูกค้า

“ณัฏฐพล” เสริมด้วยว่า ลาซาด้า โลจิสติกส์ ไม่ได้มีแค่การขนส่ง แต่ยังมีบริการจัดการคลังสินค้าและระบบหลังบ้านให้ผู้ขายด้วย จึงสามารถตอบโจทย์ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายที่เป็นผู้ใช้ในอีโคซิสเต็มอีคอมเมิร์ซ

“ในแง่การแข่งขันระหว่างผู้ให้บริการขนส่งพัสดุ เรามองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ผู้บริโภคจะมีตัวเลือกในการใช้บริการมากขึ้น เราจึงลงทุนไปกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้”

อย่างไรก็ตาม แม้การขยายบริการส่งเร็วพิเศษให้ครอบคลุมทั่วประเทศจะเป็นความท้าทาย แต่บริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณของพัสดุที่จะต้องดำเนินการจัดส่งด้วย ส่วนโอกาสที่พัสดุภายใต้การจัดการของลาซาด้า โลจิสติกส์ จะให้บริการโดย LEX ทั้งหมดหรือไม่คงต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เช่น พื้นที่การให้บริการ ขีดความสามารถของพาร์ตเนอร์แต่ละราย และประเภทของสินค้า เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.prachachat.net/ict/news-1430244
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่