ขันธบรรพะ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน มหาสติปัฏฐานสูตร มหาวรรค ทีฆนิกาย พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒
พระไตรปิฎก ฉบับหลวง เล่มที่ ๑๐
[๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทานขันธ์ ๕ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นดังนี้ว่า
อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป
อย่างนี้เวทนา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา อย่างนี้ความดับแห่งเวทนา
อย่างนี้สัญญา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา อย่างนี้ความดับแห่งสัญญา
อย่างนี้สังขาร อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร อย่างนี้ความดับแห่งสังขาร
อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ
ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ ฯ
Cr.
https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=10&A=6257
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ดำรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า ให้แยกขันธ์ ๕ ออกจากขันธสมุทัย คือ อุปาทาน แล้วจะพบพบอุปาทานนิโรธเองเป็นอัตโนมัติ แล้วมีสติสัมปชัญญะทรงวิสุทธิขันธ์นั้นไว้เนือง ๆ (วิหรติ) เป็นทุกขนิโรธคามินปฏิปทา (อริยมรรคมีองค์ ๘)
หรือ อาจจะกล่าวได้อีกประการหนึ่งว่า กำหนดอุเบกขาสัมโพชฌงค์/นิโรธธาตุไว้กับขันธ์ ๕ โดยไม่ทิ้งมรรคมีองค์ ๘ หรือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา โดยเฉพาะอธิศีลสิกขาทิ้งไม่ได้ มิฉะนั้น จะกลายเป็นขันธ์ ๕ ฆ่าขันธ์ ๕ ไป
ขันธบรรพะ
[๒๙๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรม คืออุปาทานขันธ์ ๕ ภิกษุพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ อย่างไรเล่า
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นดังนี้ว่า
อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป
อย่างนี้เวทนา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งเวทนา อย่างนี้ความดับแห่งเวทนา
อย่างนี้สัญญา อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสัญญา อย่างนี้ความดับแห่งสัญญา
อย่างนี้สังขาร อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร อย่างนี้ความดับแห่งสังขาร
อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ
ดังพรรณนามาฉะนี้ ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายในบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมภายนอกบ้าง พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งภายในทั้งภายนอกบ้าง
พิจารณาเห็นธรรมคือความเกิดขึ้นในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือความเสื่อมในธรรมบ้าง พิจารณาเห็นธรรมคือทั้งความเกิดขึ้นทั้งความเสื่อมในธรรมบ้าง ย่อมอยู่
อีกอย่างหนึ่ง สติของเธอที่ตั้งมั่นอยู่ว่า ธรรมมีอยู่ ก็เพียงสักว่าความรู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น เธอเป็นผู้อันตัณหาและทิฐิไม่อาศัยอยู่แล้ว และไม่ถือมั่นอะไรๆ ในโลก ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุชื่อว่าพิจารณาเห็นธรรมในธรรมคืออุปาทานขันธ์ ๕ อยู่ ฯ
Cr. https://84000.org/tipitaka/read/r.php?B=10&A=6257
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร ดำรัสไว้ครั้งหนึ่งว่า ให้แยกขันธ์ ๕ ออกจากขันธสมุทัย คือ อุปาทาน แล้วจะพบพบอุปาทานนิโรธเองเป็นอัตโนมัติ แล้วมีสติสัมปชัญญะทรงวิสุทธิขันธ์นั้นไว้เนือง ๆ (วิหรติ) เป็นทุกขนิโรธคามินปฏิปทา (อริยมรรคมีองค์ ๘)
หรือ อาจจะกล่าวได้อีกประการหนึ่งว่า กำหนดอุเบกขาสัมโพชฌงค์/นิโรธธาตุไว้กับขันธ์ ๕ โดยไม่ทิ้งมรรคมีองค์ ๘ หรือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา โดยเฉพาะอธิศีลสิกขาทิ้งไม่ได้ มิฉะนั้น จะกลายเป็นขันธ์ ๕ ฆ่าขันธ์ ๕ ไป