บ้านพี่ชาย มีใครอยู่ด้วย(รึเปล่า)
ปี 48 หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม พ่อฉันได้ว่าจ้างผู้รับเหมาทำการ ดีดบ้านให้สูงขึ้น แล้วถมดินใหม่ เพราะไม่อยากให้น้ำท่วมบ้านอีก
ผู้รับเหมาและลูกน้องมารื้อ ทุบผนังปูนชั้นล่างออกหมด เหลือแต่โครงสร้างลอยๆไว้ บ้านฉันจึงไม่สามารถอยู่อาศัยได้
พวกเราเลยย้ายไปอยู่บ้านพี่ชายอีกหลังที่อยู่ในรั้วเดียวกัน ส่วนพี่ชายของฉันไปทำงานจะกลับมาบ้านแค่เฉพาะวันหยุดเท่านั้น
เหตุการณ์ยังคงปกติ จนกระทั่งดีดบ้านและถมดินเสร็จ แม่และพี่สาวจึงย้ายของกลับ แต่ฉันที่ตอนนั้นยังทำโปรเจ็คสำหรับจบปริญญาตรีอยู่
ฉันขี้เกียจย้ายคอมพิวเตอร์และหนังสือ อีกทั้งบ้านพี่ชายเงียบสงบมาก เนื่องจากอยู่ติดทุ่งนา ไม่มีเสียงใดๆรบกวน ฉันจึงขออยู่ที่บ้านพี่ชายต่อ
แต่พี่ชายฉันไม่เห็นด้วยเพราะไม่อยากให้ฉันอยู่คนเดียว ด้วยความรั้น บวกกับงอนพี่ชาย ฉันจึงย้ายคอมพิวเตอร์ และข้าวของของฉันลงมานอนอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน ซึ่งมีชั้นลอยไว้สำหรับวางของและนอนเล่น
ใต้ถุนบ้านเป็นใต้ถุนแบบเปิดโล่ง ด้านข้างบ้านมีร่องน้ำสำหรับสูบน้ำไว้ทำนา และต้นไผ่2กออยู่ใกล้ๆร่องน้ำ
ลักษณะของชั้นลอย จะมีบันได3ขั้น ปูพื้นด้วยไม้กระดานแผ่นใหญ่ มีโซฟาไม้ (โซฟาไม้ที่มีทุกบ้าน) ตั้งอยู่1ตัว
ฉันเอาคอมพิวเตอร์วางไว้บนโซฟา ข้างๆเป็นที่นอนฉัน ฉันใช้ที่นอนปิ๊กนิค กับมุ้งครอบและใช้ผ้าห่ม2ผืน คลุมมุ้งไว้ กันแสงไฟเข้า
คืนนั้นเป็นช่วงที่วัดประจำหมู่บ้านมีงานศพ พ่อฉันไปฟังพระสวด ส่วนแม่กับพี่สาวมาอาบน้ำใช้ห้องน้ำที่บ้านพี่ชายตั้งแต่ก่อน1ทุ่ม (บ้านฉันยังทำห้องน้ำไม่เสร็จ) บ้านพี่ชายจึงเหลือฉันแค่คนเดียว
ฉันปิดไฟเข้ามุ้งนอน เล่นโทรศัพท์ไปสักพัก ได้ยินเสียงคนเดิน ดูนาฬิกาจากมือถือ ยังไม่2ทุ่ม พ่อฉันยังไม่กลับจากงานศพ หรือว่าแม่ พี่สาวจะมาเข้าห้องน้ำ แต่รอสักพักก็ไม่มีใครเปิดไฟ จนกระทั่งมีเสียงเดินขึ้นบันไดชั้นลอย (ทางเดินระหว่างบ้านฉันกับบ้านพี่ชายต้องใช้ไฟฉายส่องทางเพราะงูเยอะ)
เวลาที่มีคนเดินบนพื้นไม้ เราจะได้ยินเสียงไม้ดังเอี๊ยดๆ พื้นไม้จะสั่น ไม้กระดานจะยุบไปมา (ลักษณะการนอนของฉันจะนอนตามขวางของไม้ ดังนั้นเวลาที่ไม้ถูกเหยียบ1แผ่น มันจะยุบ ไม่เสมอไม้แผ่นอื่นๆ) ฉันนอนตัวแข็งในความมืด
“ใครวะ”
เสียงเดินและการยุบของไม้กระดานมาหยุดตรงโซฟาไม้ นั่นคือ มีคนมาหยุดอยู่ตรงข้างๆมุ้งฉัน !
ฉันได้ยินเสียงกระดูกลั่นเหมือนตอนที่พ่อฉันนั่ง เพราะฉันได้ยินเสียงดังกร๊อบแกร็บจากหัวเข่าพ่อฉันประจำ
มีคนนั่งบนโซฟา!
ได้ยินแม้กระทั่งเสียงถอนหายใจดัง “เฮ้ออออออ”
ฉันไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ได้แต่เอาผ้าห่มคลุมโปงและนอนตัวแข็ง ตะแคงข้างหันหลังให้โซฟา ไม่กล้าเปิดผ้าห่มที่คลุมมุ้งออกไปดู
ร้อนก็ร้อน เปิดผ้าออกไม่ได้ กลัวผี!
ฉันรอจนกระทั่งได้ยินเสียงอีแอ๋ มอเตอร์ไซต์คู่ใจของพ่อดังเข้าบ้านมา คิดในใจว่า อีกสักพักพ่อจะต้องมาอาบน้ำอย่างแน่นอน
แล้วก็เป็นอย่างที่ฉันคิด เสียงพ่อเดินมาเปิดไฟตรงหัวนอนฉัน เท่านั้นแหละ ฉันรีบเปิดมุ้งออก หอบที่นอน หมอน ผ้าห่ม วิ่งกลับบ้านทันที
“อ้าว ทำไมขนของมานอนตอนดึก” แม่ถามตอนที่ฉันกำลังจัดที่นอนใหม่ แต่ฉันตอบว่าไม่มีอะไร งานฉันใกล้จะเสร็จแล้ว
รุ่งเช้า ฉันจึงเล่าเรื่องให้พ่อกับแม่ฟัง
“สมน้ำหน้า ชวนมานอนตั้งนานไม่ยอมมา” แม่หัวเราะเบาๆ “แมวรึเปล่า”
“แมวอะไรล่ะ เสียงคนเดินชัดๆ ไม้กระดานยุบทีละแผ่น ทีละแผ่น แถมยังมานั่งบนโซฟาอีก” ฉันบอกกับพ่อแม่
“พวกขี้ยามันข้ามร่องน้ำมาขโมยของรึเปล่า พอมันเจอบัวนอนอยู่ มันเลยกลับไป” พ่อถาม
“มันมีแต่เสียงเดินมา ไม่มีเสียงเดินกลับ ตอนพ่อมาเปิดไฟ พ่อเจอใครรึเปล่าล่ะ” ฉันยังเถียง จนแม่นึกอะไรขึ้นได้ เลยเล่าให้ฉันฟัง
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดที่หมู่บ้านจะทำบุญตั้งแต่วันที่ 13-16 วันนั้นแม่ถามพี่ชายฉันว่า พรุ่งนี้เช้าจะไปทำบุญด้วยกันมั๊ยจะได้เตรียมของใส่บาตรเผื่อ แต่พี่ชายฉันปฎิเสธ
รุ่งขึ้นของอีกวัน พี่ชายฉันเปลี่ยนใจ ไปซื้อของใส่บาตรและไปทำบุญกับแม่ “ไหนบอกไม่ไปไง” แม่ถาม
“เมื่อเช้ามืด มีเสียงคนเดินขึ้นบันไดบ้าน แล้วเคาะฝาบ้านตรงที่พี่ชายนอน ตอนแรกคิดว่าแม่ไปปลุก เลยนอนต่อเพราะยังไม่เช้า แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงผู้ชายแก่ๆ บอกให้ไปทำบุญ”
“พรุ่งนี้ก็ไปทำบุญให้เค้านะ เค้าคงเป็นห่วงเห็นนอนอยู่คนเดียว กลัวเจอพวกขี้ยา” แม่บอกฉัน
ฉัน(ไม่)เห็นผี แต่...ผีเห็นฉัน (6)
ปี 48 หลังจากผ่านเหตุการณ์น้ำท่วม พ่อฉันได้ว่าจ้างผู้รับเหมาทำการ ดีดบ้านให้สูงขึ้น แล้วถมดินใหม่ เพราะไม่อยากให้น้ำท่วมบ้านอีก
ผู้รับเหมาและลูกน้องมารื้อ ทุบผนังปูนชั้นล่างออกหมด เหลือแต่โครงสร้างลอยๆไว้ บ้านฉันจึงไม่สามารถอยู่อาศัยได้
พวกเราเลยย้ายไปอยู่บ้านพี่ชายอีกหลังที่อยู่ในรั้วเดียวกัน ส่วนพี่ชายของฉันไปทำงานจะกลับมาบ้านแค่เฉพาะวันหยุดเท่านั้น
เหตุการณ์ยังคงปกติ จนกระทั่งดีดบ้านและถมดินเสร็จ แม่และพี่สาวจึงย้ายของกลับ แต่ฉันที่ตอนนั้นยังทำโปรเจ็คสำหรับจบปริญญาตรีอยู่
ฉันขี้เกียจย้ายคอมพิวเตอร์และหนังสือ อีกทั้งบ้านพี่ชายเงียบสงบมาก เนื่องจากอยู่ติดทุ่งนา ไม่มีเสียงใดๆรบกวน ฉันจึงขออยู่ที่บ้านพี่ชายต่อ
แต่พี่ชายฉันไม่เห็นด้วยเพราะไม่อยากให้ฉันอยู่คนเดียว ด้วยความรั้น บวกกับงอนพี่ชาย ฉันจึงย้ายคอมพิวเตอร์ และข้าวของของฉันลงมานอนอยู่บริเวณใต้ถุนบ้าน ซึ่งมีชั้นลอยไว้สำหรับวางของและนอนเล่น
ใต้ถุนบ้านเป็นใต้ถุนแบบเปิดโล่ง ด้านข้างบ้านมีร่องน้ำสำหรับสูบน้ำไว้ทำนา และต้นไผ่2กออยู่ใกล้ๆร่องน้ำ
ลักษณะของชั้นลอย จะมีบันได3ขั้น ปูพื้นด้วยไม้กระดานแผ่นใหญ่ มีโซฟาไม้ (โซฟาไม้ที่มีทุกบ้าน) ตั้งอยู่1ตัว
ฉันเอาคอมพิวเตอร์วางไว้บนโซฟา ข้างๆเป็นที่นอนฉัน ฉันใช้ที่นอนปิ๊กนิค กับมุ้งครอบและใช้ผ้าห่ม2ผืน คลุมมุ้งไว้ กันแสงไฟเข้า
คืนนั้นเป็นช่วงที่วัดประจำหมู่บ้านมีงานศพ พ่อฉันไปฟังพระสวด ส่วนแม่กับพี่สาวมาอาบน้ำใช้ห้องน้ำที่บ้านพี่ชายตั้งแต่ก่อน1ทุ่ม (บ้านฉันยังทำห้องน้ำไม่เสร็จ) บ้านพี่ชายจึงเหลือฉันแค่คนเดียว
ฉันปิดไฟเข้ามุ้งนอน เล่นโทรศัพท์ไปสักพัก ได้ยินเสียงคนเดิน ดูนาฬิกาจากมือถือ ยังไม่2ทุ่ม พ่อฉันยังไม่กลับจากงานศพ หรือว่าแม่ พี่สาวจะมาเข้าห้องน้ำ แต่รอสักพักก็ไม่มีใครเปิดไฟ จนกระทั่งมีเสียงเดินขึ้นบันไดชั้นลอย (ทางเดินระหว่างบ้านฉันกับบ้านพี่ชายต้องใช้ไฟฉายส่องทางเพราะงูเยอะ)
เวลาที่มีคนเดินบนพื้นไม้ เราจะได้ยินเสียงไม้ดังเอี๊ยดๆ พื้นไม้จะสั่น ไม้กระดานจะยุบไปมา (ลักษณะการนอนของฉันจะนอนตามขวางของไม้ ดังนั้นเวลาที่ไม้ถูกเหยียบ1แผ่น มันจะยุบ ไม่เสมอไม้แผ่นอื่นๆ) ฉันนอนตัวแข็งในความมืด
“ใครวะ”
เสียงเดินและการยุบของไม้กระดานมาหยุดตรงโซฟาไม้ นั่นคือ มีคนมาหยุดอยู่ตรงข้างๆมุ้งฉัน !
ฉันได้ยินเสียงกระดูกลั่นเหมือนตอนที่พ่อฉันนั่ง เพราะฉันได้ยินเสียงดังกร๊อบแกร็บจากหัวเข่าพ่อฉันประจำ
มีคนนั่งบนโซฟา!
ได้ยินแม้กระทั่งเสียงถอนหายใจดัง “เฮ้ออออออ”
ฉันไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว ได้แต่เอาผ้าห่มคลุมโปงและนอนตัวแข็ง ตะแคงข้างหันหลังให้โซฟา ไม่กล้าเปิดผ้าห่มที่คลุมมุ้งออกไปดู
ร้อนก็ร้อน เปิดผ้าออกไม่ได้ กลัวผี!
ฉันรอจนกระทั่งได้ยินเสียงอีแอ๋ มอเตอร์ไซต์คู่ใจของพ่อดังเข้าบ้านมา คิดในใจว่า อีกสักพักพ่อจะต้องมาอาบน้ำอย่างแน่นอน
แล้วก็เป็นอย่างที่ฉันคิด เสียงพ่อเดินมาเปิดไฟตรงหัวนอนฉัน เท่านั้นแหละ ฉันรีบเปิดมุ้งออก หอบที่นอน หมอน ผ้าห่ม วิ่งกลับบ้านทันที
“อ้าว ทำไมขนของมานอนตอนดึก” แม่ถามตอนที่ฉันกำลังจัดที่นอนใหม่ แต่ฉันตอบว่าไม่มีอะไร งานฉันใกล้จะเสร็จแล้ว
รุ่งเช้า ฉันจึงเล่าเรื่องให้พ่อกับแม่ฟัง
“สมน้ำหน้า ชวนมานอนตั้งนานไม่ยอมมา” แม่หัวเราะเบาๆ “แมวรึเปล่า”
“แมวอะไรล่ะ เสียงคนเดินชัดๆ ไม้กระดานยุบทีละแผ่น ทีละแผ่น แถมยังมานั่งบนโซฟาอีก” ฉันบอกกับพ่อแม่
“พวกขี้ยามันข้ามร่องน้ำมาขโมยของรึเปล่า พอมันเจอบัวนอนอยู่ มันเลยกลับไป” พ่อถาม
“มันมีแต่เสียงเดินมา ไม่มีเสียงเดินกลับ ตอนพ่อมาเปิดไฟ พ่อเจอใครรึเปล่าล่ะ” ฉันยังเถียง จนแม่นึกอะไรขึ้นได้ เลยเล่าให้ฉันฟัง
ช่วงเทศกาลสงกรานต์ วัดที่หมู่บ้านจะทำบุญตั้งแต่วันที่ 13-16 วันนั้นแม่ถามพี่ชายฉันว่า พรุ่งนี้เช้าจะไปทำบุญด้วยกันมั๊ยจะได้เตรียมของใส่บาตรเผื่อ แต่พี่ชายฉันปฎิเสธ
รุ่งขึ้นของอีกวัน พี่ชายฉันเปลี่ยนใจ ไปซื้อของใส่บาตรและไปทำบุญกับแม่ “ไหนบอกไม่ไปไง” แม่ถาม
“เมื่อเช้ามืด มีเสียงคนเดินขึ้นบันไดบ้าน แล้วเคาะฝาบ้านตรงที่พี่ชายนอน ตอนแรกคิดว่าแม่ไปปลุก เลยนอนต่อเพราะยังไม่เช้า แต่เสียงที่ได้ยินกลับเป็นเสียงผู้ชายแก่ๆ บอกให้ไปทำบุญ”
“พรุ่งนี้ก็ไปทำบุญให้เค้านะ เค้าคงเป็นห่วงเห็นนอนอยู่คนเดียว กลัวเจอพวกขี้ยา” แม่บอกฉัน