คือเราเป็นอายุ 45ปีแล้ว ไม่มีลูก พี่น้อง 4 คนเป็นลูกสาวคนที่สอง
เรื่องราวคือก่อนหน้านี้เราทำงานเพื่อหาเงินดูแลพ่อแม่และตัวเองมาโดยตลอด ช่วยเหลือเงินให้ที่บ้านทั้งออกเงินสร้างบ้านให้พ่อแม่ ให้เงินเดือนพ่อแม่ทุกเดือนมาโดยตลอดไม่เคยขาด ไม่อยากให้พวกเค้าคิดว่าเราแต่งงานแล้วเราจะกลายเป็นคนอื่นโดยไม่เลี้ยงดูพวกเค้า เราเลยมักกลับบ้านไปหาพวกท่านบ่อยๆ ให้เงิน ซื้อของ แบบว่าวันหยุดว่างทีไรก็กลับจากตจว.หลายๆชั่วโมงเพื่อมาหาท่าน มาอยู่ด้วยตลอด บางทีเวลาที่อยู่กับสามียังน้อยกว่าอีก เราก็คิดว่าเราอยากใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า อยากดูแลพ่อแม่ให้ดี ให้พวกเค้ามีลูกอยู่ใกล้ๆเหมือนตอนพวกเรายังเล็กๆ
แต่สุดท้ายก็มีเรื่องที่ทำให้เราน้อยใจมากเกิดขึ้นในช่วงปีกว่ามานี้ ช่วงโควิดพ่อเราอยากให้เราย้ายงานกลับมาอยู่กทม.จากเดิมที่ทำอยู่ตจว. เป็นงานที่เรารักมาก แต่เราก็แคร์คำพูดของพ่อ เรารู้สึกว่าไม่อยากให้พ่อผิดหวังและอยากให้เค้ารู้ว่าเค้าสำคัญกับเรานะเราเชื่อฟังเค้า และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความวิบัติของชีวิตเราในช่วงปีกว่ามานี้
เราลาออกจากงานที่เรารักโดยที่ไม่ได้หางานใหม่เลย คิดว่ากลับมาอยู่บ้านก่อนสักพักไปหาพ่อแม่ก่อนแล้วค่อยๆหางานใหม่อีกที เพราะเมื่อก่อนก็หาได้ แต่คราวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว สภาพทุกอย่างเปลี่ยนไป งานหายาก อายุมากขึ้น คนตกงานเยอะ เรากลับมาก็เคว้งเลย ยิ่งตอนไปลาออกเสร็จแล้วมาบอกพ่อแม่ นึกว่าพวกเค้าจะดีใจ แต่ไม่ใช่ พวกเค้าก็ อ้าว ลาออกเหรอ ออกทำไม แบบว่า เฮ้ย นี่ไม่ใช่สิ่งที่พ่ออยากให้ทำหรอกหรือ เลยรู้สึกได้ทันทีว่า เอ๊ะ นี่เราทำอะไรไปน่ะ เราโดนเทนี่นา เราโง่เองทั้งหมดนี้ที่ไปฟังลมปากของคนอื่น (เค้าอาจจะเป็นพ่อแม่ แต่เค้าไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง นี่เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตเราเลยว่าอย่าไปฟังคนผิด) นี่คือเรื่องที่หนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราแย่ๆมากกับเรื่องไม่มีงาน และโดนพ่อแม่เท เรารับไม่ได้ที่ตัวเองโง่ขนาดนี้ เพราะคิดว่าทำไปแล้วเค้าจะเห็นค่าแต่ไม่เลย ไม่มีเงิน ไม่มีค่าจริงๆ
พอเรากลับมาอยู่บ้าน แรกๆก็ยังไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่มากขึ้น ก็ได้รู้ข้อมูลมากขึ้นจากที่เมื่อก่อนคุยกันแต่ทางเน็ทซะส่วนใหญ่ มีวันหนึ่งพ่อถามน้องชายว่าโฉนดโอนเสร็จหรือยัง เราบังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย แต่น้องชายก็ไม่ตอบเป็นเสียงให้เราได้ยิน ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเค้าคุยกันเรื่องอะไร แต่ตอนหลังรู้มาว่า แม่ได้ยกที่ดินแปลงหนึ่งให้น้องชายโดยเรามารู้ทีหลังเองเค้าก็ไม่บอกตามตรงหรอกนะ แต่ทำเรื่องราวงุบงิบๆจนรู้เอง คือเราว่าจริงๆแล้วเราไม่มีปัญหาอะไรถ้าแม่จะยกสมบัติอะไรให้ใครเพราะเป็นของๆเขา แต่เราก็เอ๊ะตรงที่ ทำไมไม่พูดอย่างโปร่งใสให้ทุกคนรู้โดยทั่วกัน ไม่ใช่ทำลับหลังหรืองุบงิบ แล้วแอบทำเหมือนเราเป็นคนนอก แบ่งพรรคแบ่งพวก เราก็เลยรู้สึกว่าเอ๊ะ แม่รักเรารึเปล่า รักเราเหมือนพี่น้องคนอื่นรึเปล่า วันนั้นเราเลยมาคิดคำพูดนึงขึ้นมา ที่เมื่อก่อนโน้นเราช่วยแม่สร้างบ้าน เราออกเงินโดยไม่คิดอะไร ในตอนนั้นพี่น้องคนอื่นยังไม่มีความสามารถ เราก็ช่วยเต็มที่ มีแค่เราเท่านั้นที่ออกเงินช่วยแม่สร้างบ้านได้ เราคิดแค่ว่าเราต้องช่วยแม่สร้างบ้านให้พวกเค้ามีที่อยู่ ตอนหลังน้องชายมาพูดกับเราว่า เราน่ะคิดอยากจะเอาส่วนที่ลงเงินไปคืนใช่มั้ย คือ ณ วันนั้น เราผู้ซึ่งไม่เคยคิดอะไรเลยก็เอะใจขึ้นมา ทำไมน้องชายพูดแบบนี้ ทำไมเค้าคิดแบบนี้ทั้งที่เราไม่ได้คิดอะไรเลย
หลังจากนั้น มุมมองต่อพ่อแม่ของเราก็เปลี่ยนไป เราเริ่มสังเกตการกระทำของเขา น่าเศร้าที่ว่าเรายิ่งรู้สึกว่าเค้าลำเอียง รักน้องชายมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ห้ามพูดไม่ดีหรือพาดพิงน้องชายคนนี้ น้องคนนี้มีลูกสาว มีหลานให้พ่อแม่ เค้าพูดจาเก่ง บุคลิกดี (เป็นเซลล์) ตอนนี้ฐานะดี ใช้ของแบรนด์เนม มีรถหลายคัน แต่ไม่เคยซื้อรถให้พ่อแม่ขับนะ รถที่พ่อขับก็เราน่ะที่ช่วยออกเงินส่วนใหญ่ให้ เราเคยพาพ่อแม่ไปเที่ยว ตปท. ด้วยครั้งหนึ่งตั้งแต่ตอนทำงานมีเงินนานมาแล้ว แต่พี่น้องคนอื่นตอนหลังฐานะดีขึ้นก็ไม่เคยพาไปเลย ทั้งๆที่ตัวเองทำตัวหรูหราไปเที่ยวตปท.หลายครั้ง แต่ไม่เคยพาพ่อแม่ไป นอกจากนั้นยังปฎิบัติกับสามีเราไม่เหมือนกับพี่เขย ตั้งแง่รังเกียจสามีเราเพราะที่บ้านเค้ามีเชื้อสายทางภาคตอ.เฉียงเหนือ ทั้งๆที่แม่เราเรียกเงินสินสอดสามีเราตั้งหลายแสน เราเองในตอนนั้นยังรู้สึกอาย หน้าชาและเสียใจที่แม่เรียกร้องสินสอดต่อแม่สามีเหมือนเอาเราไปแลกกับเงินโดยไม่สนใจว่าเราเป็นลูก แต่ในตอนนั้นพยายามไม่คิดแต่จำได้ฝังใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่พ่อแม่เข้ามากทม.ก็จะมาหาพักแต่บ้านน้องชาย ทั้งๆที่บ้านเราก็อยู่ไม่ไกลกัน แต่มันต้องยูเทิร์น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราซื้อบ้านที่นี่เพราะคิดว่ามันใกล้บ้านพี่น้อง และเพราะพ่อนี่แหล่ะที่บอกว่าที่นี่ดี(ตอนหลังเค้าก็เปลี่ยนคำพูดว่าให้ขายซะ) แต่สุดท้าย ไม่มีใครมาบ้านเราเลย ทั้งๆที่ทุกคนจะต้องขับรถผ่านปากซอยบ้านเราทุกวันเวลาไปข้างนอก พ่อแม่มาทีไรก็ไปอยู่แต่บ้านน้องชาย ส่วนบ้านพี่สาวก็อยู่ติดกับบ้านน้องชาย ไม่เคยมาหาเรา ไม่เคยติดต่อ ไม่เคยโทรมาถามไถ่ พวกเค้ามีอะไรก็คุยกันแต่สองบ้านนั้น ไปเที่ยวไหนก็ไปกันแต่สองบ้านนี้ ไม่เคยชวน มีบางครั้งที่เราไปหาพ่อแม่แล้วบังเอิญไปตอนพวกเค้ากำลังจะออกไปเที่ยวกัน แม่ก็จะชวนพอเป็นพิธีทั้งๆที่รถไม่มีที่นั่งแล้ว คือเรารู้สึกเป็นส่วนเกินมาก
พอมุมมองเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ก็รู้สึกห่างเหินกับพ่อแม่พี่น้อง ทุกครั้งที่พวกท่านมากทม.ซึ่งมาบ่อยมาก ไม่เคยมาหาเราที่บ้านเลย แม้แต่โทรมา เมื่อก่อนเราไม่คิดอะไร เราจะเป็นฝ่ายแวะไปบ้านน้องชายหาพ่อแม่ตลอด แต่หลังๆเริ่มเอะใจ เริ่มสงสัย เริ่มเห็นความจริงอีกด้าน มันยิ่งรู้สึกน้อยใจ ไลน์กลุ่มก็มีแต่รูปที่พวกเค้าไปเที่ยวกัน ถ่ายรูปเฮฮา เพราะบ้านน้องชายมีลูกสาวหนึ่งคน คนเดียวของครอบครัวตอนนี้ แม่ก็จะมีหลานเป็นข้ออ้างเสมอว่าต้องอยู่กับหลาน
เราชวนพ่อแม่ไปเที่ยวทะเลหลายครั้งเห็นว่านานแล้วที่ไม่ได้ไปทะเล แม่ก็จะอ้างตลอด ร้อนบ้าง ฝนตก ฝุ่นเยอะ รถติด สารพัด แต่วันนี้เราโทรไปหาแม่ เค้าไม่รู้จะพูดอะไร พูดแต่เรื่องฟ้าฝน แล้วก็บอกว่าอาทิตย์หน้าจะไปทะเลนะ พี่สาวพาไป จะไปด้วยมั้ย แม่ก็อ้างว่าพ่ออยากไป เราก็เลยโพล่งไปเลยว่า ทีเราชวนไปตั้งหลายครั้งไม่เคยอยากไปนะ ทีพี่สาวชวนปุ๊บก็ไปปั๊บ แต่แม่ก็เหมือนไม่สนใจเรานะว่าเราจะรู้สึกยังไง เค้าบอกว่า แล้วแต่เราจะคิดก็แล้วกัน
คือว่าความสัมพันธ์ของเรากับแม่มาถึงจุดที่เค้าไม่แคร์เราแล้ว เราคิดว่าเป็นเพราะเราไม่มีผลประโยชน์กับเค้าแล้ว เราตกงาน (แต่เราก็ยังให้เงินพวกท่านอยู่ทุกเดือนนะ แต่ลดจำนวนลง) แล้วตอนนี้พี่น้องคนอื่นฐานะดีกันแล้ว น้องชายเปิดร้านใหม่ เป็นเซลล์รายได้ดี ภาพพจน์ดี แม่ก็ติดอยู่กับน้องชาย น้องชายก็แพลนจะมีหลานชายอีกคนกลายเป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบ พ่อแม่เราก็คงยิ่งรักมากขึ้นไปใหญ่ เราก็กลายเป็นคนตกอับ คนโง่ คนนิสัยไม่ดี ขี้น้อยใจไปคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น พ่อเราน่ะเป็นคนบอกเรากับสามีตลอดว่าไม่ต้องมีลูกหรอก อยู่สองคนแบบนี้สบายดีแล้ว ไม่ต้องไปทำนะ ถ้ามีลูกให้มาเอง แต่พวกเค้าไม่เคยคิดเผื่ออนาคตของเราเลยว่าต่อไปเราแก่ตัวไม่มีลูกจะเป็นยังไง อย่างน้อยมีลูกเป็นเพื่อนก็ยังดี เราบอกได้เลยว่าที่พ่อแม่สุขสบายทุกวันนี้เป็นเพราะเค้ามีลูกๆสี่คนคอยช่วยเหลือ ทั้งด้านเงิน ด้านแรง แต่พ่อเราไม่เคยคิดถึงเราในอนาคตเลย ซึ่งต่างกับพ่อแม่สามีที่บอกว่าอยากให้เรามีลูกนะถ้าเป็นไปได้
ก่อนหน้านี้ เราร้องไห้น้อยใจพ่อแม่พี่น้องเยอะมาก มีแต่สามีคนเดียวจริงๆ ที่อยู่เคียงข้าง ทั้งรับฟัง และทั้งดุด่าให้คิดให้ตก แบบว่าอายุเยอะปูนนี้แล้วยังน้อยใจพ่อแม่อีก แต่ตอนนี้เราเคว้งมาก งานไม่มี ไม่มีพี่น้องคนไหนหรือพ่อแม่ไถ่ถามเราเรื่องการงานเลย แสดงถึงความเป็นห่วงไม่มีเลยจริงๆ คือมันเหมือนเมื่อก่อนเราอยู่ในโลกอันสวยงาม คิดว่าพ่อแม่พี่น้องดี ครอบครัวอบอุ่น แต่พอกลับมาอยู่ใกล้กันแล้วรู้สึกทุกอย่างไม่เหมือนเดิม รู้สึกเป็นส่วนเกิน พวกเค้าอยู่ด้วยกันสนิทกันมาโดยตลอด รู้สึกถูกแบ่งพรรคแบ่งพวกโดยแม่เราเอง ทำอะไรไม่โปร่งใส ปฎิบัติกับลูกไม่เหมือนกัน ลูกบางคนพูดจาหวานเยิ้ม แต่กับเราก็เหมือนเสแสร้ง เราควรทำยังไงดีถึงจะมูฟออน ยังมูฟออนไม่ได้เลย อายุแบบนี้ยังต้องการความรักจากพ่อแม่อีกผิดมั้ย เราอกตัญญูหรือเปล่า
อายุเยอะแล้ว แต่ยังน้อยใจพ่อแม่ ผิดหรือเปล่า ทำยังไงถึงจะแก้ไขได้
เรื่องราวคือก่อนหน้านี้เราทำงานเพื่อหาเงินดูแลพ่อแม่และตัวเองมาโดยตลอด ช่วยเหลือเงินให้ที่บ้านทั้งออกเงินสร้างบ้านให้พ่อแม่ ให้เงินเดือนพ่อแม่ทุกเดือนมาโดยตลอดไม่เคยขาด ไม่อยากให้พวกเค้าคิดว่าเราแต่งงานแล้วเราจะกลายเป็นคนอื่นโดยไม่เลี้ยงดูพวกเค้า เราเลยมักกลับบ้านไปหาพวกท่านบ่อยๆ ให้เงิน ซื้อของ แบบว่าวันหยุดว่างทีไรก็กลับจากตจว.หลายๆชั่วโมงเพื่อมาหาท่าน มาอยู่ด้วยตลอด บางทีเวลาที่อยู่กับสามียังน้อยกว่าอีก เราก็คิดว่าเราอยากใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่า อยากดูแลพ่อแม่ให้ดี ให้พวกเค้ามีลูกอยู่ใกล้ๆเหมือนตอนพวกเรายังเล็กๆ
แต่สุดท้ายก็มีเรื่องที่ทำให้เราน้อยใจมากเกิดขึ้นในช่วงปีกว่ามานี้ ช่วงโควิดพ่อเราอยากให้เราย้ายงานกลับมาอยู่กทม.จากเดิมที่ทำอยู่ตจว. เป็นงานที่เรารักมาก แต่เราก็แคร์คำพูดของพ่อ เรารู้สึกว่าไม่อยากให้พ่อผิดหวังและอยากให้เค้ารู้ว่าเค้าสำคัญกับเรานะเราเชื่อฟังเค้า และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของความวิบัติของชีวิตเราในช่วงปีกว่ามานี้
เราลาออกจากงานที่เรารักโดยที่ไม่ได้หางานใหม่เลย คิดว่ากลับมาอยู่บ้านก่อนสักพักไปหาพ่อแม่ก่อนแล้วค่อยๆหางานใหม่อีกที เพราะเมื่อก่อนก็หาได้ แต่คราวนี้ไม่เป็นอย่างนั้นอีกแล้ว สภาพทุกอย่างเปลี่ยนไป งานหายาก อายุมากขึ้น คนตกงานเยอะ เรากลับมาก็เคว้งเลย ยิ่งตอนไปลาออกเสร็จแล้วมาบอกพ่อแม่ นึกว่าพวกเค้าจะดีใจ แต่ไม่ใช่ พวกเค้าก็ อ้าว ลาออกเหรอ ออกทำไม แบบว่า เฮ้ย นี่ไม่ใช่สิ่งที่พ่ออยากให้ทำหรอกหรือ เลยรู้สึกได้ทันทีว่า เอ๊ะ นี่เราทำอะไรไปน่ะ เราโดนเทนี่นา เราโง่เองทั้งหมดนี้ที่ไปฟังลมปากของคนอื่น (เค้าอาจจะเป็นพ่อแม่ แต่เค้าไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง นี่เป็นบทเรียนครั้งใหญ่ในชีวิตเราเลยว่าอย่าไปฟังคนผิด) นี่คือเรื่องที่หนึ่งที่ทำให้ชีวิตเราแย่ๆมากกับเรื่องไม่มีงาน และโดนพ่อแม่เท เรารับไม่ได้ที่ตัวเองโง่ขนาดนี้ เพราะคิดว่าทำไปแล้วเค้าจะเห็นค่าแต่ไม่เลย ไม่มีเงิน ไม่มีค่าจริงๆ
พอเรากลับมาอยู่บ้าน แรกๆก็ยังไปเยี่ยมเยียนพ่อแม่มากขึ้น ก็ได้รู้ข้อมูลมากขึ้นจากที่เมื่อก่อนคุยกันแต่ทางเน็ทซะส่วนใหญ่ มีวันหนึ่งพ่อถามน้องชายว่าโฉนดโอนเสร็จหรือยัง เราบังเอิญอยู่ตรงนั้นด้วย แต่น้องชายก็ไม่ตอบเป็นเสียงให้เราได้ยิน ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าเค้าคุยกันเรื่องอะไร แต่ตอนหลังรู้มาว่า แม่ได้ยกที่ดินแปลงหนึ่งให้น้องชายโดยเรามารู้ทีหลังเองเค้าก็ไม่บอกตามตรงหรอกนะ แต่ทำเรื่องราวงุบงิบๆจนรู้เอง คือเราว่าจริงๆแล้วเราไม่มีปัญหาอะไรถ้าแม่จะยกสมบัติอะไรให้ใครเพราะเป็นของๆเขา แต่เราก็เอ๊ะตรงที่ ทำไมไม่พูดอย่างโปร่งใสให้ทุกคนรู้โดยทั่วกัน ไม่ใช่ทำลับหลังหรืองุบงิบ แล้วแอบทำเหมือนเราเป็นคนนอก แบ่งพรรคแบ่งพวก เราก็เลยรู้สึกว่าเอ๊ะ แม่รักเรารึเปล่า รักเราเหมือนพี่น้องคนอื่นรึเปล่า วันนั้นเราเลยมาคิดคำพูดนึงขึ้นมา ที่เมื่อก่อนโน้นเราช่วยแม่สร้างบ้าน เราออกเงินโดยไม่คิดอะไร ในตอนนั้นพี่น้องคนอื่นยังไม่มีความสามารถ เราก็ช่วยเต็มที่ มีแค่เราเท่านั้นที่ออกเงินช่วยแม่สร้างบ้านได้ เราคิดแค่ว่าเราต้องช่วยแม่สร้างบ้านให้พวกเค้ามีที่อยู่ ตอนหลังน้องชายมาพูดกับเราว่า เราน่ะคิดอยากจะเอาส่วนที่ลงเงินไปคืนใช่มั้ย คือ ณ วันนั้น เราผู้ซึ่งไม่เคยคิดอะไรเลยก็เอะใจขึ้นมา ทำไมน้องชายพูดแบบนี้ ทำไมเค้าคิดแบบนี้ทั้งที่เราไม่ได้คิดอะไรเลย
หลังจากนั้น มุมมองต่อพ่อแม่ของเราก็เปลี่ยนไป เราเริ่มสังเกตการกระทำของเขา น่าเศร้าที่ว่าเรายิ่งรู้สึกว่าเค้าลำเอียง รักน้องชายมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด ห้ามพูดไม่ดีหรือพาดพิงน้องชายคนนี้ น้องคนนี้มีลูกสาว มีหลานให้พ่อแม่ เค้าพูดจาเก่ง บุคลิกดี (เป็นเซลล์) ตอนนี้ฐานะดี ใช้ของแบรนด์เนม มีรถหลายคัน แต่ไม่เคยซื้อรถให้พ่อแม่ขับนะ รถที่พ่อขับก็เราน่ะที่ช่วยออกเงินส่วนใหญ่ให้ เราเคยพาพ่อแม่ไปเที่ยว ตปท. ด้วยครั้งหนึ่งตั้งแต่ตอนทำงานมีเงินนานมาแล้ว แต่พี่น้องคนอื่นตอนหลังฐานะดีขึ้นก็ไม่เคยพาไปเลย ทั้งๆที่ตัวเองทำตัวหรูหราไปเที่ยวตปท.หลายครั้ง แต่ไม่เคยพาพ่อแม่ไป นอกจากนั้นยังปฎิบัติกับสามีเราไม่เหมือนกับพี่เขย ตั้งแง่รังเกียจสามีเราเพราะที่บ้านเค้ามีเชื้อสายทางภาคตอ.เฉียงเหนือ ทั้งๆที่แม่เราเรียกเงินสินสอดสามีเราตั้งหลายแสน เราเองในตอนนั้นยังรู้สึกอาย หน้าชาและเสียใจที่แม่เรียกร้องสินสอดต่อแม่สามีเหมือนเอาเราไปแลกกับเงินโดยไม่สนใจว่าเราเป็นลูก แต่ในตอนนั้นพยายามไม่คิดแต่จำได้ฝังใจ
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกครั้งที่พ่อแม่เข้ามากทม.ก็จะมาหาพักแต่บ้านน้องชาย ทั้งๆที่บ้านเราก็อยู่ไม่ไกลกัน แต่มันต้องยูเทิร์น ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เราซื้อบ้านที่นี่เพราะคิดว่ามันใกล้บ้านพี่น้อง และเพราะพ่อนี่แหล่ะที่บอกว่าที่นี่ดี(ตอนหลังเค้าก็เปลี่ยนคำพูดว่าให้ขายซะ) แต่สุดท้าย ไม่มีใครมาบ้านเราเลย ทั้งๆที่ทุกคนจะต้องขับรถผ่านปากซอยบ้านเราทุกวันเวลาไปข้างนอก พ่อแม่มาทีไรก็ไปอยู่แต่บ้านน้องชาย ส่วนบ้านพี่สาวก็อยู่ติดกับบ้านน้องชาย ไม่เคยมาหาเรา ไม่เคยติดต่อ ไม่เคยโทรมาถามไถ่ พวกเค้ามีอะไรก็คุยกันแต่สองบ้านนั้น ไปเที่ยวไหนก็ไปกันแต่สองบ้านนี้ ไม่เคยชวน มีบางครั้งที่เราไปหาพ่อแม่แล้วบังเอิญไปตอนพวกเค้ากำลังจะออกไปเที่ยวกัน แม่ก็จะชวนพอเป็นพิธีทั้งๆที่รถไม่มีที่นั่งแล้ว คือเรารู้สึกเป็นส่วนเกินมาก
พอมุมมองเปลี่ยนไป ทุกวันนี้ก็รู้สึกห่างเหินกับพ่อแม่พี่น้อง ทุกครั้งที่พวกท่านมากทม.ซึ่งมาบ่อยมาก ไม่เคยมาหาเราที่บ้านเลย แม้แต่โทรมา เมื่อก่อนเราไม่คิดอะไร เราจะเป็นฝ่ายแวะไปบ้านน้องชายหาพ่อแม่ตลอด แต่หลังๆเริ่มเอะใจ เริ่มสงสัย เริ่มเห็นความจริงอีกด้าน มันยิ่งรู้สึกน้อยใจ ไลน์กลุ่มก็มีแต่รูปที่พวกเค้าไปเที่ยวกัน ถ่ายรูปเฮฮา เพราะบ้านน้องชายมีลูกสาวหนึ่งคน คนเดียวของครอบครัวตอนนี้ แม่ก็จะมีหลานเป็นข้ออ้างเสมอว่าต้องอยู่กับหลาน
เราชวนพ่อแม่ไปเที่ยวทะเลหลายครั้งเห็นว่านานแล้วที่ไม่ได้ไปทะเล แม่ก็จะอ้างตลอด ร้อนบ้าง ฝนตก ฝุ่นเยอะ รถติด สารพัด แต่วันนี้เราโทรไปหาแม่ เค้าไม่รู้จะพูดอะไร พูดแต่เรื่องฟ้าฝน แล้วก็บอกว่าอาทิตย์หน้าจะไปทะเลนะ พี่สาวพาไป จะไปด้วยมั้ย แม่ก็อ้างว่าพ่ออยากไป เราก็เลยโพล่งไปเลยว่า ทีเราชวนไปตั้งหลายครั้งไม่เคยอยากไปนะ ทีพี่สาวชวนปุ๊บก็ไปปั๊บ แต่แม่ก็เหมือนไม่สนใจเรานะว่าเราจะรู้สึกยังไง เค้าบอกว่า แล้วแต่เราจะคิดก็แล้วกัน
คือว่าความสัมพันธ์ของเรากับแม่มาถึงจุดที่เค้าไม่แคร์เราแล้ว เราคิดว่าเป็นเพราะเราไม่มีผลประโยชน์กับเค้าแล้ว เราตกงาน (แต่เราก็ยังให้เงินพวกท่านอยู่ทุกเดือนนะ แต่ลดจำนวนลง) แล้วตอนนี้พี่น้องคนอื่นฐานะดีกันแล้ว น้องชายเปิดร้านใหม่ เป็นเซลล์รายได้ดี ภาพพจน์ดี แม่ก็ติดอยู่กับน้องชาย น้องชายก็แพลนจะมีหลานชายอีกคนกลายเป็นครอบครัวสมบูรณ์แบบ พ่อแม่เราก็คงยิ่งรักมากขึ้นไปใหญ่ เราก็กลายเป็นคนตกอับ คนโง่ คนนิสัยไม่ดี ขี้น้อยใจไปคนเดียว ยิ่งไปกว่านั้น พ่อเราน่ะเป็นคนบอกเรากับสามีตลอดว่าไม่ต้องมีลูกหรอก อยู่สองคนแบบนี้สบายดีแล้ว ไม่ต้องไปทำนะ ถ้ามีลูกให้มาเอง แต่พวกเค้าไม่เคยคิดเผื่ออนาคตของเราเลยว่าต่อไปเราแก่ตัวไม่มีลูกจะเป็นยังไง อย่างน้อยมีลูกเป็นเพื่อนก็ยังดี เราบอกได้เลยว่าที่พ่อแม่สุขสบายทุกวันนี้เป็นเพราะเค้ามีลูกๆสี่คนคอยช่วยเหลือ ทั้งด้านเงิน ด้านแรง แต่พ่อเราไม่เคยคิดถึงเราในอนาคตเลย ซึ่งต่างกับพ่อแม่สามีที่บอกว่าอยากให้เรามีลูกนะถ้าเป็นไปได้
ก่อนหน้านี้ เราร้องไห้น้อยใจพ่อแม่พี่น้องเยอะมาก มีแต่สามีคนเดียวจริงๆ ที่อยู่เคียงข้าง ทั้งรับฟัง และทั้งดุด่าให้คิดให้ตก แบบว่าอายุเยอะปูนนี้แล้วยังน้อยใจพ่อแม่อีก แต่ตอนนี้เราเคว้งมาก งานไม่มี ไม่มีพี่น้องคนไหนหรือพ่อแม่ไถ่ถามเราเรื่องการงานเลย แสดงถึงความเป็นห่วงไม่มีเลยจริงๆ คือมันเหมือนเมื่อก่อนเราอยู่ในโลกอันสวยงาม คิดว่าพ่อแม่พี่น้องดี ครอบครัวอบอุ่น แต่พอกลับมาอยู่ใกล้กันแล้วรู้สึกทุกอย่างไม่เหมือนเดิม รู้สึกเป็นส่วนเกิน พวกเค้าอยู่ด้วยกันสนิทกันมาโดยตลอด รู้สึกถูกแบ่งพรรคแบ่งพวกโดยแม่เราเอง ทำอะไรไม่โปร่งใส ปฎิบัติกับลูกไม่เหมือนกัน ลูกบางคนพูดจาหวานเยิ้ม แต่กับเราก็เหมือนเสแสร้ง เราควรทำยังไงดีถึงจะมูฟออน ยังมูฟออนไม่ได้เลย อายุแบบนี้ยังต้องการความรักจากพ่อแม่อีกผิดมั้ย เราอกตัญญูหรือเปล่า