สวัสดีครับ วันนี้เนื่องในโอกาสวันวาเลนไทน์ ได้ผลบุญจากการที่ซื้อกระเป๋าให้ภรรยา คุณภรรยาซื้อนาฬิกาให้ เลยเอามารีวิวเป็นแนวทางให้คนที่กำลังมองๆหานาฬิกา PAM สักรุ่นที่ดูแลง่าย ใช้งานง่ายครับ กับ PAM 312 ตัวนี้
(ขออนุญาตเรียกน้องว่า PAM นะครับ มาจากคำว่า PAnerai Model)
1.ทำไมจึงจั่วหัวว่าคุ้มค่าที่สุด --> เพราะในราคามือสองปัจจุบัน ในเรท 120-140 K ตัวนี้เป็นตัวที่ function ครบครันครับ
- ได้เครื่องออโต้ นั่นหมายถึง ไม่ต้องมาไขลานทุกวันเหมือนรุ่น base
อันนี้แล้วแต่มุมมอง ในขณะที่บางคน กลับมองว่าเครื่องไขลาน คือเอกลักษณ์ของPAM แต่ ส่วนตัวผม พอมีไขลานเยอะแล้ว ก็อยากได้รุ่นออโต้บ้าง ตัวนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีครับ
- หน้าปัด sandwich เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของทาง panerai ครับ คือปกตินาฬิกาทั่วไป จะมีการพิมพ์หรือเพนท์ตัวเลขต่างๆไปบนหน้าปัด แต่สำหรับPAM ตัวแซนวิชจะเป็นหน้าปัดสองชั้น เอามาฉลุ แล้วมาวางซ้อนกัน ชั้นล่างเป็นสารเรืองแสง ชั้นบนเป็นหน้าปัดฉลุลงไป
- ตัวเคส 1950 จะต่างกับ Luminor ปกติ คือ จะหนาบึกบึนกว่า ถอดแบบมาจากยุคสงคราม ซึ่งถ้าพวกไซส์ 47 mm แบบใกล้เคียง original จะใหญ่มากครับ แต่ PAM 312 มาในขนาด 44 mm ซึ่งใส่ได้ง่ายกว่า
- ตัวพรายน้ำ มีความสว่างมากตามแบบฉบับ Panerai ที่สร้างมาตามกฏ 3 ข้อในตอนยุคสงคราม คือ แข็งแรง เที่ยงตรง และ สว่างไสวในที่มือ
2. ราคาเริ่มจับต้องได้มากกว่าสมัยก่อน
เชื่อไหมครับย้อนเวลาไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นสมัยที่ PAM ได้รับความนิยมแซง Rolex Patek ไปพอสมควร เรียกว่าเป็นนาฬิกาในฝันของผู้ชายหลายๆคนเลยทีเดียว
ทุกรุ่นแทบจะ limited คือผลิตออกมาตามจำนวนที่กำหนด ทำให้ทุกรุ่นที่ออกมาราคาพุ่งมาก ยิ่งกว่า Rolex หรือ Patek ในสมัยนั้น จนทำให้เป็นผู้นำ trend นาฬิกา oversize เลยทีเดียว ซึ่งในสมัยนั้น นาฬิกา 38-40 mm ก็ถือว่าใหญ่มากแล้ว
พอมีรุ่น 372 ออกมา เรียกว่าเป็นรุ่นที่สวยที่สุดตลอดกาล ราคารีเซลเล่นกันไปถึง 4-5 แสน บ้าไปแล้ว ความนิยมพุ่งถึงขีดสุด จนกระทั่ง
.... เกิดการทำร้ายตัวเอง ไอ้ที่เคยบอก limited ตัวนั้นตัวนี้ เอาออกมาทำใหม่ หรือ design ซ้ำๆ เหมือนหักหลังลูกค้าไปเลยทีเดียว เป็นผลให้เสื่อมความนิยม และ ราคาก็ตกลงมาเรื่อย
สำหรับตัว 312 นี้ ราคามือสองอยู่ในช่วง 1.2-1.4 แสน เป็นกลุ่มราคาค่อนไปทางเริ่มต้น จึงเป็นตัวเลือกที่ดี ฟังค์ชั่นมาครบในราคาที่จับต้องได้
ตัวเครื่อง inhouse ยุคแรกๆ แต่ข้อเสียเค้าคือ rotor มีเสียงเวลาเขย่า แทบจะเป็นปกติของรุ่นเลย
พรายน้ำคือดีงามมาก

ตัวกระจกจะนูนขึ้นมาเป็น dome พอรวมกับเคส 1950 ยิ่งทำให้ดูวินเทจมาก
ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ Panerai ความนิยมลดไปเยอะ จนราคาเริ่มกลับสู่จุดที่ควรจะเป็น
แต่เอาจริงๆ เค้าเป็นนาฬิกาที่คุ้มค่านะ สวย unique ทนทาน เป็นนาฬิกาที่คุ้มค่ากับการใช้ แต่ไม่เหมาะกับการ invest
ส่วนตัวที่ขายๆไปส่วนใหญ่เท่าทุน กำไรก็แค่หลักพันครับ
โดยสรุป ก็เป็นรุ่นแนะนำรุ่นนึงเลยสำหรับรหัสนี้
<เมื่อฉันอยากรีวิวนาฬิกา> เรือนที่ 9 PAM 312 Panerai ที่ function ครบที่สุดในราคาที่จับต้องได้ ในสายตาผม
(ขออนุญาตเรียกน้องว่า PAM นะครับ มาจากคำว่า PAnerai Model)
1.ทำไมจึงจั่วหัวว่าคุ้มค่าที่สุด --> เพราะในราคามือสองปัจจุบัน ในเรท 120-140 K ตัวนี้เป็นตัวที่ function ครบครันครับ
- ได้เครื่องออโต้ นั่นหมายถึง ไม่ต้องมาไขลานทุกวันเหมือนรุ่น base
อันนี้แล้วแต่มุมมอง ในขณะที่บางคน กลับมองว่าเครื่องไขลาน คือเอกลักษณ์ของPAM แต่ ส่วนตัวผม พอมีไขลานเยอะแล้ว ก็อยากได้รุ่นออโต้บ้าง ตัวนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีครับ
- หน้าปัด sandwich เป็นเอกลักษณ์หนึ่งของทาง panerai ครับ คือปกตินาฬิกาทั่วไป จะมีการพิมพ์หรือเพนท์ตัวเลขต่างๆไปบนหน้าปัด แต่สำหรับPAM ตัวแซนวิชจะเป็นหน้าปัดสองชั้น เอามาฉลุ แล้วมาวางซ้อนกัน ชั้นล่างเป็นสารเรืองแสง ชั้นบนเป็นหน้าปัดฉลุลงไป
- ตัวเคส 1950 จะต่างกับ Luminor ปกติ คือ จะหนาบึกบึนกว่า ถอดแบบมาจากยุคสงคราม ซึ่งถ้าพวกไซส์ 47 mm แบบใกล้เคียง original จะใหญ่มากครับ แต่ PAM 312 มาในขนาด 44 mm ซึ่งใส่ได้ง่ายกว่า
- ตัวพรายน้ำ มีความสว่างมากตามแบบฉบับ Panerai ที่สร้างมาตามกฏ 3 ข้อในตอนยุคสงคราม คือ แข็งแรง เที่ยงตรง และ สว่างไสวในที่มือ
2. ราคาเริ่มจับต้องได้มากกว่าสมัยก่อน
เชื่อไหมครับย้อนเวลาไปเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เป็นสมัยที่ PAM ได้รับความนิยมแซง Rolex Patek ไปพอสมควร เรียกว่าเป็นนาฬิกาในฝันของผู้ชายหลายๆคนเลยทีเดียว
ทุกรุ่นแทบจะ limited คือผลิตออกมาตามจำนวนที่กำหนด ทำให้ทุกรุ่นที่ออกมาราคาพุ่งมาก ยิ่งกว่า Rolex หรือ Patek ในสมัยนั้น จนทำให้เป็นผู้นำ trend นาฬิกา oversize เลยทีเดียว ซึ่งในสมัยนั้น นาฬิกา 38-40 mm ก็ถือว่าใหญ่มากแล้ว
พอมีรุ่น 372 ออกมา เรียกว่าเป็นรุ่นที่สวยที่สุดตลอดกาล ราคารีเซลเล่นกันไปถึง 4-5 แสน บ้าไปแล้ว ความนิยมพุ่งถึงขีดสุด จนกระทั่ง
.... เกิดการทำร้ายตัวเอง ไอ้ที่เคยบอก limited ตัวนั้นตัวนี้ เอาออกมาทำใหม่ หรือ design ซ้ำๆ เหมือนหักหลังลูกค้าไปเลยทีเดียว เป็นผลให้เสื่อมความนิยม และ ราคาก็ตกลงมาเรื่อย
สำหรับตัว 312 นี้ ราคามือสองอยู่ในช่วง 1.2-1.4 แสน เป็นกลุ่มราคาค่อนไปทางเริ่มต้น จึงเป็นตัวเลือกที่ดี ฟังค์ชั่นมาครบในราคาที่จับต้องได้
ตัวเครื่อง inhouse ยุคแรกๆ แต่ข้อเสียเค้าคือ rotor มีเสียงเวลาเขย่า แทบจะเป็นปกติของรุ่นเลย
พรายน้ำคือดีงามมาก
ตัวกระจกจะนูนขึ้นมาเป็น dome พอรวมกับเคส 1950 ยิ่งทำให้ดูวินเทจมาก
ก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ Panerai ความนิยมลดไปเยอะ จนราคาเริ่มกลับสู่จุดที่ควรจะเป็น
แต่เอาจริงๆ เค้าเป็นนาฬิกาที่คุ้มค่านะ สวย unique ทนทาน เป็นนาฬิกาที่คุ้มค่ากับการใช้ แต่ไม่เหมาะกับการ invest
ส่วนตัวที่ขายๆไปส่วนใหญ่เท่าทุน กำไรก็แค่หลักพันครับ
โดยสรุป ก็เป็นรุ่นแนะนำรุ่นนึงเลยสำหรับรหัสนี้