สวัสดีค่ะ อยากปรึกษาแล้วก็เชิงระบายด้วยค่ะ
เราเป็นลูกคนเดียว อยู่กับแม่ที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชอายุ63ปี พ่อกับแม่เลิกลากับแม่ตั้งแต่ยังเด็กมากๆและเสียชีวิตแล้ว
ความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องก็พอคุยกันได้ แต่ไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เรื่องมันมีอยู่ว่า แม่เป็นผู้ป่วยจิตเวชตั้งแต่ ประมาณปี2528 เขาก็วิวัฒนาการโรคมาเรื่อง ตั้งแต่ ซึมเศร้า ไบโพล่า และปัจจุบันเป็นจิตเภท
ได้รับการรักษาทานยาอย่างต่อเนื่อง มีอาการกำเริบจนต้องเข้าไปปรับยาในโรงพยาบาลบ้าง 6-7ครั้ง จนเมื่อประมาณเกือบ 2 ปีที่แล้ว
มีอาการเดินทางแปลก โดยแม่บอกว่า เวลาเท้าก้าวลงที่พื้น พื้นมันจะยวบลง(ยวบตามก้าวเดิน)
เราก็พาแม่ไปหาหมอพยายามหาสาเหตุ ทั้งน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูในหู พากินสัน ระบบประสาทและสมองต่างๆ ก็ไม่เจอความผิดปกติ
หมอทางด้านร่างกายเลยสรุปได้ว่าเป็นอาการทางจิตเวช ทางจิตเวชก็พยายามปรับยาแต่ไม่ดีขึ้น
จนช่วงเดือน มิย.65 ที่ผ่านมา แม่หกล้ม ข้อสะโพกขวาหัก หมอจะทำการผ่าตัดข้อสะโพกใหม่ แต่ก็ต้องรอ เนื่องจากแม่มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งยังไม่สามารถผ่าตัดได้ ต้องหาสาเหตุกล้ามเนื้อเกร็ง จนสรุปได้ว่าหลังจากหยุดยาจิตเวช อาการกล้ามเนื้อเกร็งก็หาย และทำการผ่าตัดได้
การผ่าตัดราบรื่นดี พร้อมกับยาจิตเวชชุดใหม่ หลังจากแม่กลับมาอยู่บ้าน ช่วงประมาณ1เดือน แม่พยายามฝึกเดิน จนพอจะเดินได้
แต่มาวันหนึ่งแม่ก็ไม่ยอมเดิน บอกว่าขาอ่อนแรง ขาชา ต่างๆ เราก็ยังพยายามให้แม่เดิน เพราะเมื่อวานยังฝึกเดินอยู่เลยวันนี้ไม่ยอมเดินแล้ว
จนแม่เคลียดมีอาการทางจิตเวชกำเริบ ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ คุณหมอก็เลยรับกลับเข้าไปปรับยาจิตเวชอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ตอนที่ให้ลูกมารับกลับ
หมอแจ้งว่ายาที่ให้คือให้แค่ช่วยคุมอารมณ์ส่วนเรื่องให้คนไข้กลับมาเดินได้ มันไม่ใช่หน้าที่ที่หมอจะช่วยดูแล คนไข้ไม่ยอมเดินเกิดจากการฝังใจว่าเดินแล้วจะหกล้ม ญาติต้องไปดูแลเอง จริงๆหมอแนะนำให้ให้ศูนย์เนิสซิ่งโฮมดูแลจะดีกว่า
เราพาแม่กลับมาบ้านช่วงแรกพยายามดูแลด้วยตัวเอง แต่เราทำงานประจำ ช่วงเช้าก่อนไปทำงาน เราก็ซื้อข้าว3มื้อ ชงนม ใส่แพมเพิสไว้ให้ แล้วไปทำงาน
รอเลิกงานกลับมา แล้วมันจัดการแม่ต่อ แต่ความจริงมันไม่ง่าย เพราะการขับถ่าย แล้วใส่แพมเพิสไว้ทั้งวัน ก็จะทำให้ติดเชื้อได้อีก แผลกดทับอีก
แล้วการจะตามให้แม่กินข้าว เช้า กลางวัน เย็น มันก็ยาก เราต้องทำงานไปด้วยดูแม่ผ่านกล้องไปด้วย ซึ่งทำให้การทำงานมีปัญหา
เกือบทุกวันแม่จะตามให้เรากลับบ้านก่อนเวลาเลิกงาน เพื่อไปเปลี่ยนแพมเพิสให้ มันส่งผลกับการทำงาน เพราะก่อนหน้าช่วงหาสาเหตุท่าเดินแปลก
พื้นยุบเราก็ลาพาแม่หาหมอบ่อยมากๆ แล้วเราก็พยายามพาฝึกแม่ให้เดิน ก็มีอุบัติเหตุเท้าแม่ไปแตะขอบประตูนิ้วก้อยเท้าหักอีก
จนตัดสินใจว่า เพื่อรักษางานที่ทำอยู่และพิจารณาว่าเราไม่สามารถดูแลแม่เองได้ จึงต้องหาศูนย์เนิสซิ่งโฮมใกล้บ้าน ราคาไม่แพง และดูแลดี ให้แม่
จนไปเจอศูนย์หนึ่งราคาไม่แพง ใกล้บ้าน มีสุขลักษณะที่ดี เราขอเขาลดราคาให้หน่อย โดยบอกไปตรงๆว่าเราหาเงินเลี้ยงแม่คนเดียว โดยเงินเดือนก็ไม่เยอะเป็นพนักงานบริษัททั่วไป อายุงานก็ยังไม่เยอะ เขาก็ใจดีลดให้ (ขออนุญาตไม่แจ้งตัวเลขนะคะ เนื่องจากเดี๋ยวส่งผลกระทบกับทางศูนย์)
แต่ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่อเดือน (ค่าแพมเพิส นมเอ็นชัวร์ ของใช้) รวมๆต่อเดือนก็20,000-22,000บาท ซึ่ง ตัวเราเองทำงานเงินเดือนหลังจากหักประกันสังคม เงินกู้กยศ.ต่างๆ เหลือง19,000บาท มีเงินที่แม่ได้เบี้ยผู้สู่งอายุ600บาท+เบี้ยผู้พิการ800บาท รวมๆแล้วก็20,400บาท
ซึ่งรวมแล้วยังน้อยกว่าค่าใช้จ่ายของแม่อีก เท่ากับทำงานทั้งเดือนไม่พอค่าใช้จ่ายแม่ เงินจะซื้อข้าวให้ตัวเองสักจานยังไม่ได้เลย
แม่เราเริ่มไปอยู่ตั้งแต่เดือนตุลาคม65 ตอนนี้ 5เดือนแล้ว
ตอนนี้ท้อมาก ทำงานทั้งเดือนยังติดลบ ค่าใช้จ่ายตัวเองก็ยังต้องมี (เป็นคนประหยัดมาก ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ซื้อแค่ของที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น)
เลยอยากปรึกษา หาอาชีพเสริม หลังเลิกงาน (เวลาทำงาน8.30-18.30) กลับถึงบ้านประมาณ 19.30น. มีงานเสริมอะไรบ้างไหมคะ
และอยากจะขอรบกวนขอคำแนะนำว่ามีความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐหน่วยงานไหนบ้างไหมคะ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด
แต่ขอแบ่งเบาบ้าง ให้ได้หายใจต่ออีกหน่อยก็พอค่ะ
ขอบคุณนะคะที่อ่านจนจบ
ขอบคุณมากค่ะ
ปัญหาชีวิตที่ต้องการคำแนะนำอย่างมากเลยค่ะ
เราเป็นลูกคนเดียว อยู่กับแม่ที่เป็นผู้ป่วยจิตเวชอายุ63ปี พ่อกับแม่เลิกลากับแม่ตั้งแต่ยังเด็กมากๆและเสียชีวิตแล้ว
ความสัมพันธ์กับญาติพี่น้องก็พอคุยกันได้ แต่ไม่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เรื่องมันมีอยู่ว่า แม่เป็นผู้ป่วยจิตเวชตั้งแต่ ประมาณปี2528 เขาก็วิวัฒนาการโรคมาเรื่อง ตั้งแต่ ซึมเศร้า ไบโพล่า และปัจจุบันเป็นจิตเภท
ได้รับการรักษาทานยาอย่างต่อเนื่อง มีอาการกำเริบจนต้องเข้าไปปรับยาในโรงพยาบาลบ้าง 6-7ครั้ง จนเมื่อประมาณเกือบ 2 ปีที่แล้ว
มีอาการเดินทางแปลก โดยแม่บอกว่า เวลาเท้าก้าวลงที่พื้น พื้นมันจะยวบลง(ยวบตามก้าวเดิน)
เราก็พาแม่ไปหาหมอพยายามหาสาเหตุ ทั้งน้ำในหูไม่เท่ากัน หินปูในหู พากินสัน ระบบประสาทและสมองต่างๆ ก็ไม่เจอความผิดปกติ
หมอทางด้านร่างกายเลยสรุปได้ว่าเป็นอาการทางจิตเวช ทางจิตเวชก็พยายามปรับยาแต่ไม่ดีขึ้น
จนช่วงเดือน มิย.65 ที่ผ่านมา แม่หกล้ม ข้อสะโพกขวาหัก หมอจะทำการผ่าตัดข้อสะโพกใหม่ แต่ก็ต้องรอ เนื่องจากแม่มีอาการกล้ามเนื้อเกร็งยังไม่สามารถผ่าตัดได้ ต้องหาสาเหตุกล้ามเนื้อเกร็ง จนสรุปได้ว่าหลังจากหยุดยาจิตเวช อาการกล้ามเนื้อเกร็งก็หาย และทำการผ่าตัดได้
การผ่าตัดราบรื่นดี พร้อมกับยาจิตเวชชุดใหม่ หลังจากแม่กลับมาอยู่บ้าน ช่วงประมาณ1เดือน แม่พยายามฝึกเดิน จนพอจะเดินได้
แต่มาวันหนึ่งแม่ก็ไม่ยอมเดิน บอกว่าขาอ่อนแรง ขาชา ต่างๆ เราก็ยังพยายามให้แม่เดิน เพราะเมื่อวานยังฝึกเดินอยู่เลยวันนี้ไม่ยอมเดินแล้ว
จนแม่เคลียดมีอาการทางจิตเวชกำเริบ ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำ คุณหมอก็เลยรับกลับเข้าไปปรับยาจิตเวชอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ตอนที่ให้ลูกมารับกลับ
หมอแจ้งว่ายาที่ให้คือให้แค่ช่วยคุมอารมณ์ส่วนเรื่องให้คนไข้กลับมาเดินได้ มันไม่ใช่หน้าที่ที่หมอจะช่วยดูแล คนไข้ไม่ยอมเดินเกิดจากการฝังใจว่าเดินแล้วจะหกล้ม ญาติต้องไปดูแลเอง จริงๆหมอแนะนำให้ให้ศูนย์เนิสซิ่งโฮมดูแลจะดีกว่า
เราพาแม่กลับมาบ้านช่วงแรกพยายามดูแลด้วยตัวเอง แต่เราทำงานประจำ ช่วงเช้าก่อนไปทำงาน เราก็ซื้อข้าว3มื้อ ชงนม ใส่แพมเพิสไว้ให้ แล้วไปทำงาน
รอเลิกงานกลับมา แล้วมันจัดการแม่ต่อ แต่ความจริงมันไม่ง่าย เพราะการขับถ่าย แล้วใส่แพมเพิสไว้ทั้งวัน ก็จะทำให้ติดเชื้อได้อีก แผลกดทับอีก
แล้วการจะตามให้แม่กินข้าว เช้า กลางวัน เย็น มันก็ยาก เราต้องทำงานไปด้วยดูแม่ผ่านกล้องไปด้วย ซึ่งทำให้การทำงานมีปัญหา
เกือบทุกวันแม่จะตามให้เรากลับบ้านก่อนเวลาเลิกงาน เพื่อไปเปลี่ยนแพมเพิสให้ มันส่งผลกับการทำงาน เพราะก่อนหน้าช่วงหาสาเหตุท่าเดินแปลก
พื้นยุบเราก็ลาพาแม่หาหมอบ่อยมากๆ แล้วเราก็พยายามพาฝึกแม่ให้เดิน ก็มีอุบัติเหตุเท้าแม่ไปแตะขอบประตูนิ้วก้อยเท้าหักอีก
จนตัดสินใจว่า เพื่อรักษางานที่ทำอยู่และพิจารณาว่าเราไม่สามารถดูแลแม่เองได้ จึงต้องหาศูนย์เนิสซิ่งโฮมใกล้บ้าน ราคาไม่แพง และดูแลดี ให้แม่
จนไปเจอศูนย์หนึ่งราคาไม่แพง ใกล้บ้าน มีสุขลักษณะที่ดี เราขอเขาลดราคาให้หน่อย โดยบอกไปตรงๆว่าเราหาเงินเลี้ยงแม่คนเดียว โดยเงินเดือนก็ไม่เยอะเป็นพนักงานบริษัททั่วไป อายุงานก็ยังไม่เยอะ เขาก็ใจดีลดให้ (ขออนุญาตไม่แจ้งตัวเลขนะคะ เนื่องจากเดี๋ยวส่งผลกระทบกับทางศูนย์)
แต่ค่าใช้จ่ายโดยรวมต่อเดือน (ค่าแพมเพิส นมเอ็นชัวร์ ของใช้) รวมๆต่อเดือนก็20,000-22,000บาท ซึ่ง ตัวเราเองทำงานเงินเดือนหลังจากหักประกันสังคม เงินกู้กยศ.ต่างๆ เหลือง19,000บาท มีเงินที่แม่ได้เบี้ยผู้สู่งอายุ600บาท+เบี้ยผู้พิการ800บาท รวมๆแล้วก็20,400บาท
ซึ่งรวมแล้วยังน้อยกว่าค่าใช้จ่ายของแม่อีก เท่ากับทำงานทั้งเดือนไม่พอค่าใช้จ่ายแม่ เงินจะซื้อข้าวให้ตัวเองสักจานยังไม่ได้เลย
แม่เราเริ่มไปอยู่ตั้งแต่เดือนตุลาคม65 ตอนนี้ 5เดือนแล้ว
ตอนนี้ท้อมาก ทำงานทั้งเดือนยังติดลบ ค่าใช้จ่ายตัวเองก็ยังต้องมี (เป็นคนประหยัดมาก ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย ซื้อแค่ของที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น)
เลยอยากปรึกษา หาอาชีพเสริม หลังเลิกงาน (เวลาทำงาน8.30-18.30) กลับถึงบ้านประมาณ 19.30น. มีงานเสริมอะไรบ้างไหมคะ
และอยากจะขอรบกวนขอคำแนะนำว่ามีความช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐหน่วยงานไหนบ้างไหมคะ ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือทั้งหมด
แต่ขอแบ่งเบาบ้าง ให้ได้หายใจต่ออีกหน่อยก็พอค่ะ
ขอบคุณนะคะที่อ่านจนจบ
ขอบคุณมากค่ะ