คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 11

Update ‼️สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายสัปดาห์
ระหว่างวันที่ 04 -10 ธันวาคม 2565
● ผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล (รายสัปดาห์) จำนวน 3,961 ราย : เฉลี่ยรายวัน จำนวน 566 ราย/วัน
● ผู้เสียชีวิต (รายสัปดาห์)
จำนวน 107 ราย : เฉลี่ยรายวัน จำนวน 15 ราย/วัน
---------------------
● หายป่วยสะสม 2,492,054 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565)
● เสียชีวิตสะสม 11,694 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565)
https://web.facebook.com/NBT2HDTV/posts/pfbid0VUDJsqSXoXqh7ayUAFy7VRXhErosQoAYTinGyRRiASJQpScUacrYX2DdjDLC5UaNl

ศูนย์ฉีดวัคซีนกระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการทึกวันอังคาร ตลอดเดือนธันวาคม2565
หรือไปรับบริการได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน
https://web.facebook.com/fanmoph/posts/pfbid0b3h9JuKso1Q3VvLTHqLy1T66w8SqyugNb8T3VPVUEmvPvxAJVdBWU22sWMdZ9uFXl

LAAB คืออะไร กลุ่มไหนควรฉีดบ้าง?
LAAB (Long Acting Antibody) คือ แอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว สำหรับใช้เพื่อการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อโควิด-19 เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ใช้ในกลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีอายุมากกว่าตั้งแต่ 12 ปี และมีน้ำหนักมากกว่า 40 กิโลกรัม ทั้งในผู้ที่เคยได้รับวัคซีนและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
วิธีการฉีด LAAB จำนวน 1 ครั้ง ครั้งละ 2 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ชนิดละข้าง
สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 แบบมีอาการได้ร้อยละ 83 ภายในระยะเวลา 6 เดือน
ใครบ้างควรเข้ารับการฉีด LAAB ?
● ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
● ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้อง
● ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ไต, ปลูกถ่ายไขกระดูก ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่รักษาเพื่อขอรับการฉีด
● ผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบตามเกณฑ์ (3 เข็ม) และภูมิคุ้มกันไม่ขึ้น
● แพทย์ผู้ดูแลคนไข้สามารถพิจารณาให้ในข้อบ่งชี้อื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม
ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สามารถปรึกษาเพื่อขอรับ LAAB ได้กับแพทย์ผู้ให้การรักษา
ที่มา : โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02xj2Ydm3tqgp2ybEMzDUrYktG3K6DkvNVN7tqGTNBvnj7ZAKjswQr8MgJ5JPYNDDol

ขอเชิญชวน ปชช. ที่มีบุตรหลานตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้เข้ารับบริการ ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อป้องกันการป่วยหนัก ลดโอกาสเสียชีวิต ณ โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลศูนย์ใกล้บ้าน
Cr. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/ThaigovSpokesman/posts/pfbid02CWLWrJrZ1a4iAaXkEcJL4d3zP2Dvcozn2DpAFVABmD9LsBcHVi9u7jeeE3N1PeA1l

ผู้ใช้สิทธิบัตรทองแพ้วัคซีนโควิด สปสช.เยียวยาให้!
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ที่มีอาการไม่พึงประสงค์หลังจากรับวัคซีนโควิด19 ไม่ต้องรอพิสูจน์ทางการแพทย์ โดยให้ช่วยเหลือเบื้องต้น 3 กรณี 1)เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร ไม่เกิน 4 แสนบาท 2)เสียอวัยวะ/พิการ ไม่เกิน 2.4 แสนบาท และ 3)บาดเจ็บ/บาดเจ็บต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 แสนบาท
ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง คือ ผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาทที่ได้รับความเสียหายหรือทายาท กรณีไม่มีทายาท ผู้ที่สามารถยื่นคำร้องแทนได้ คือ ผู้อุปการะที่ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลหรือดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานพอสมควร หรือหน่วยบริการที่ให้บริการ โดยมีระยะเวลาในการยื่นคำร้อง ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ทราบความเสียหาย สามารถดาวน์โหลดแบบคำร้องได้ที่ https://www.nhso.go.th/downloads/175
สำหรับเอกสารประกอบคำร้อง ได้แก่ 1.สำเนาบัตรประชาชน 2.สำเนาใบมรณบัตรของผู้รับบริการกรณีที่เสียชีวิต และ 3.ความเห็นแพทย์ผู้ให้การรักษาและการหยุดพักงาน ส่วนช่องทางการยื่นคำร้อง มี 3 ช่องทาง คือ 1.โรงพยาบาลที่ให้บริการฉีดวัคซีนโควิด -19 2.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ3.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขตพื้นที่ (13 เขตทั่วประเทศ)
ทั้งนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. โทร. 1330 หรือไลน์ สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
https://web.facebook.com/Rachadaspoke/posts/pfbid02KBpEUcJ2hvKBuZnhPpVidLHW15JfCfgRU39BkAWyaW7mV8NX85iSirYZHXXBACtal

ไทย ประสบความสำเร็จเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่
แลกเปลี่ยนข้อมูล 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว
นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ฐานะประธานเครือข่ายเฝ้าระวังโรคลุ่มน้ำโขง เปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารและผู้ประสานงาน เครือข่ายเฝ้าระวังโรคลุ่มน้ำโขง (Mekong Basin Disease Surveillance Executive Board and Country Coordinating: MBDS EB&CC) พร้อมผู้เเทนผู้บริหารสาธารณสุขจาก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์โรคติดต่ออุบัติใหม่และมาตรการป้องกันโรค ตัวอย่างเช่น โรคฝีดาษวานรรายแรกในไทยที่หลบหนีไปยังประเทศกัมพูชา และจากการส่งข่าวของผู้ประสานงานไทยไปให้ทางการกัมพูชาทันที ทำให้สามารถควบคุมตัวผู้ป่วยรายนี้ได้ทันควัน ไม่เกิดการแพร่เชื้อต่อ ในที่ประชุมได้ผลัดกันนำเสนอความเห็นการดำเนินงานในระยะต่อไปและเห็นชอบใน 5 ประเด็นความร่วมมือของเครือข่ายการเฝ้าระวังโรคลุ่มน้ำโขง ดังนี้
1. สนับสนุนการขยายพื้นที่หรือเครือข่ายหน่วยงานในการดำเนินงานเฝ้าระวังโรคและเหตุการณ์ผิดปกติตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม) หรือ One Health ผ่านโปรแกรม MBDS-EBS (Event-Based Surveillance) ภายใต้กรอบความร่วมมือ MOU ของจังหวัดชายแดนและจังหวัดคู่ขนาน (Twin cities) หรือเครือข่ายการฝึกอบรมการระบาดวิทยา (FETN)
2. บูรณาการงานสื่อสารความเสี่ยงให้หลากหลายภาษา โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคในกลุ่มประชากรเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ
3. ส่งเสริมการตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานวิชาการในนามเครือข่าย MBDS อาทิ การตอบสนองต่อโรคโควิด 19 ในพื้นที่ชายแดนของแต่ละประเทศ, การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านห้องปฏิบัติการในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 หรือ ทบทวนความสำเร็จ ช่องว่างและโอกาสการพัฒนาของเครือข่ายเฝ้าระวัง MBDS เพื่อสร้างการรับรู้และความยอมรับในวงกว้าง
4. ปรับปรุงรายชื่อผู้ประสานงานหลักของแต่ละประเทศ เพื่อสนับสนุนการประสานงานที่รวดเร็ว และต่อเนื่อง
5. จัดทำข้อเสนอแผนการดำเนินงานในภาพรวมระดับภูมิภาคในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเครือข่ายในภาพรวม และเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร และอื่นๆ จากแหล่งทุนระหว่างประเทศในอนาคต
ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02gqqkyxnDZajBT2NpFfgcvb3Tb8CqmavoTekphrHTNmRNVDqfDuMU6Yi8SpowAPcLl

5 ส. ในฟิตเนส ปลอดภัย ห่างไกลโควิด
● สังเกตอาการ
*หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อย ควรงดใช้บริการ และตรวจ ATK หรือพบแพทย์หาสาเหตุ
● สวมหน้ากากอนามัย
*ควรสวมตลอดเวลาที่ใช้บริการ ยกเว้น ขณะออกกำลังกาย
● ใส่ใจ เว้นระยะห่าง
*เว้นระยะห่างจากผู้อื่น 1 – 2 เมตร หลีกเลี่ยงการพูดคุยโดยไม่จำเป็น และกิจกรรมที่เล่นพร้อมกันหรือใกล้ชิดกัน
● สะอาดอยู่เสมอ
*ล้างมือบ่อยๆ หลังหยิบจับสิ่งของ อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
● สิ่งของส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
*เช่น กระบอกน้ำ ผ้าขนหนูเช็ดหน้า และไม่ควรวางผ้าขนหนูบนเครื่องเล่น
ข้อมูลจาก : กรมอนามัย
https://web.facebook.com/Sumnakkaow.PRD/posts/pfbid02sgTLQX2yG1653pbGTouPRVKwBmHatikAaPPJdzeeHL8d3EFYEDbvx82iQ8zziRBSl

Update ‼️สถานการณ์ผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายสัปดาห์
ระหว่างวันที่ 04 -10 ธันวาคม 2565
● ผู้ป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล (รายสัปดาห์) จำนวน 3,961 ราย : เฉลี่ยรายวัน จำนวน 566 ราย/วัน
● ผู้เสียชีวิต (รายสัปดาห์)
จำนวน 107 ราย : เฉลี่ยรายวัน จำนวน 15 ราย/วัน
---------------------
● หายป่วยสะสม 2,492,054 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565)
● เสียชีวิตสะสม 11,694 ราย (ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565)
https://web.facebook.com/NBT2HDTV/posts/pfbid0VUDJsqSXoXqh7ayUAFy7VRXhErosQoAYTinGyRRiASJQpScUacrYX2DdjDLC5UaNl

ศูนย์ฉีดวัคซีนกระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการทึกวันอังคาร ตลอดเดือนธันวาคม2565
หรือไปรับบริการได้ที่สถานพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน
https://web.facebook.com/fanmoph/posts/pfbid0b3h9JuKso1Q3VvLTHqLy1T66w8SqyugNb8T3VPVUEmvPvxAJVdBWU22sWMdZ9uFXl

LAAB คืออะไร กลุ่มไหนควรฉีดบ้าง?
LAAB (Long Acting Antibody) คือ แอนติบอดีออกฤทธิ์ยาว สำหรับใช้เพื่อการป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อโควิด-19 เป็นภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ใช้ในกลุ่มผู้ใหญ่และวัยรุ่นที่มีอายุมากกว่าตั้งแต่ 12 ปี และมีน้ำหนักมากกว่า 40 กิโลกรัม ทั้งในผู้ที่เคยได้รับวัคซีนและไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน
วิธีการฉีด LAAB จำนวน 1 ครั้ง ครั้งละ 2 เข็ม เข้ากล้ามเนื้อบริเวณสะโพก ชนิดละข้าง
สามารถป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 แบบมีอาการได้ร้อยละ 83 ภายในระยะเวลา 6 เดือน
ใครบ้างควรเข้ารับการฉีด LAAB ?
● ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม
● ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายที่ล้างไตทางช่องท้อง
● ผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ ไต, ปลูกถ่ายไขกระดูก ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ที่รักษาเพื่อขอรับการฉีด
● ผู้ที่ฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบตามเกณฑ์ (3 เข็ม) และภูมิคุ้มกันไม่ขึ้น
● แพทย์ผู้ดูแลคนไข้สามารถพิจารณาให้ในข้อบ่งชี้อื่น ๆ ได้ตามความเหมาะสม
ผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ สามารถปรึกษาเพื่อขอรับ LAAB ได้กับแพทย์ผู้ให้การรักษา
ที่มา : โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02xj2Ydm3tqgp2ybEMzDUrYktG3K6DkvNVN7tqGTNBvnj7ZAKjswQr8MgJ5JPYNDDol

ขอเชิญชวน ปชช. ที่มีบุตรหลานตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป ให้เข้ารับบริการ ฉีดวัคซีนโควิด-19 เพื่อป้องกันการป่วยหนัก ลดโอกาสเสียชีวิต ณ โรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลศูนย์ใกล้บ้าน
Cr. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/ThaigovSpokesman/posts/pfbid02CWLWrJrZ1a4iAaXkEcJL4d3zP2Dvcozn2DpAFVABmD9LsBcHVi9u7jeeE3N1PeA1l

ผู้ใช้สิทธิบัตรทองแพ้วัคซีนโควิด สปสช.เยียวยาให้!
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้มีสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ที่มีอาการไม่พึงประสงค์หลังจากรับวัคซีนโควิด19 ไม่ต้องรอพิสูจน์ทางการแพทย์ โดยให้ช่วยเหลือเบื้องต้น 3 กรณี 1)เสียชีวิต/ทุพพลภาพถาวร ไม่เกิน 4 แสนบาท 2)เสียอวัยวะ/พิการ ไม่เกิน 2.4 แสนบาท และ 3)บาดเจ็บ/บาดเจ็บต่อเนื่อง ไม่เกิน 1 แสนบาท
ผู้มีสิทธิยื่นคำร้อง คือ ผู้มีสิทธิบัตรทอง 30 บาทที่ได้รับความเสียหายหรือทายาท กรณีไม่มีทายาท ผู้ที่สามารถยื่นคำร้องแทนได้ คือ ผู้อุปการะที่ให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลหรือดูแลอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานพอสมควร หรือหน่วยบริการที่ให้บริการ โดยมีระยะเวลาในการยื่นคำร้อง ภายใน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่ทราบความเสียหาย สามารถดาวน์โหลดแบบคำร้องได้ที่ https://www.nhso.go.th/downloads/175
สำหรับเอกสารประกอบคำร้อง ได้แก่ 1.สำเนาบัตรประชาชน 2.สำเนาใบมรณบัตรของผู้รับบริการกรณีที่เสียชีวิต และ 3.ความเห็นแพทย์ผู้ให้การรักษาและการหยุดพักงาน ส่วนช่องทางการยื่นคำร้อง มี 3 ช่องทาง คือ 1.โรงพยาบาลที่ให้บริการฉีดวัคซีนโควิด -19 2.สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และ3.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสาขาเขตพื้นที่ (13 เขตทั่วประเทศ)
ทั้งนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วน สปสช. โทร. 1330 หรือไลน์ สปสช. (ไลน์ไอดี @nhso) หรือคลิก https://lin.ee/zzn3pU6
https://web.facebook.com/Rachadaspoke/posts/pfbid02KBpEUcJ2hvKBuZnhPpVidLHW15JfCfgRU39BkAWyaW7mV8NX85iSirYZHXXBACtal

ไทย ประสบความสำเร็จเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่
แลกเปลี่ยนข้อมูล 6 ประเทศลุ่มน้ำโขง ตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว
นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ฐานะประธานเครือข่ายเฝ้าระวังโรคลุ่มน้ำโขง เปิดการประชุมคณะกรรมการบริหารและผู้ประสานงาน เครือข่ายเฝ้าระวังโรคลุ่มน้ำโขง (Mekong Basin Disease Surveillance Executive Board and Country Coordinating: MBDS EB&CC) พร้อมผู้เเทนผู้บริหารสาธารณสุขจาก 6 ประเทศ ได้แก่ กัมพูชา จีน ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์โรคติดต่ออุบัติใหม่และมาตรการป้องกันโรค ตัวอย่างเช่น โรคฝีดาษวานรรายแรกในไทยที่หลบหนีไปยังประเทศกัมพูชา และจากการส่งข่าวของผู้ประสานงานไทยไปให้ทางการกัมพูชาทันที ทำให้สามารถควบคุมตัวผู้ป่วยรายนี้ได้ทันควัน ไม่เกิดการแพร่เชื้อต่อ ในที่ประชุมได้ผลัดกันนำเสนอความเห็นการดำเนินงานในระยะต่อไปและเห็นชอบใน 5 ประเด็นความร่วมมือของเครือข่ายการเฝ้าระวังโรคลุ่มน้ำโขง ดังนี้
1. สนับสนุนการขยายพื้นที่หรือเครือข่ายหน่วยงานในการดำเนินงานเฝ้าระวังโรคและเหตุการณ์ผิดปกติตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (คน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม) หรือ One Health ผ่านโปรแกรม MBDS-EBS (Event-Based Surveillance) ภายใต้กรอบความร่วมมือ MOU ของจังหวัดชายแดนและจังหวัดคู่ขนาน (Twin cities) หรือเครือข่ายการฝึกอบรมการระบาดวิทยา (FETN)
2. บูรณาการงานสื่อสารความเสี่ยงให้หลากหลายภาษา โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเฝ้าระวัง ป้องกันควบคุมโรคในกลุ่มประชากรเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติ
3. ส่งเสริมการตีพิมพ์และเผยแพร่ผลงานวิชาการในนามเครือข่าย MBDS อาทิ การตอบสนองต่อโรคโควิด 19 ในพื้นที่ชายแดนของแต่ละประเทศ, การแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านห้องปฏิบัติการในการตรวจหาเชื้อโควิด 19 หรือ ทบทวนความสำเร็จ ช่องว่างและโอกาสการพัฒนาของเครือข่ายเฝ้าระวัง MBDS เพื่อสร้างการรับรู้และความยอมรับในวงกว้าง
4. ปรับปรุงรายชื่อผู้ประสานงานหลักของแต่ละประเทศ เพื่อสนับสนุนการประสานงานที่รวดเร็ว และต่อเนื่อง
5. จัดทำข้อเสนอแผนการดำเนินงานในภาพรวมระดับภูมิภาคในระยะต่อไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเครือข่ายในภาพรวม และเพิ่มโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร และอื่นๆ จากแหล่งทุนระหว่างประเทศในอนาคต
ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข
https://web.facebook.com/informationcovid19/posts/pfbid02gqqkyxnDZajBT2NpFfgcvb3Tb8CqmavoTekphrHTNmRNVDqfDuMU6Yi8SpowAPcLl

5 ส. ในฟิตเนส ปลอดภัย ห่างไกลโควิด
● สังเกตอาการ
*หากมีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อย ควรงดใช้บริการ และตรวจ ATK หรือพบแพทย์หาสาเหตุ
● สวมหน้ากากอนามัย
*ควรสวมตลอดเวลาที่ใช้บริการ ยกเว้น ขณะออกกำลังกาย
● ใส่ใจ เว้นระยะห่าง
*เว้นระยะห่างจากผู้อื่น 1 – 2 เมตร หลีกเลี่ยงการพูดคุยโดยไม่จำเป็น และกิจกรรมที่เล่นพร้อมกันหรือใกล้ชิดกัน
● สะอาดอยู่เสมอ
*ล้างมือบ่อยๆ หลังหยิบจับสิ่งของ อุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
● สิ่งของส่วนตัว ไม่ใช้ร่วมกับผู้อื่น
*เช่น กระบอกน้ำ ผ้าขนหนูเช็ดหน้า และไม่ควรวางผ้าขนหนูบนเครื่องเล่น
ข้อมูลจาก : กรมอนามัย
https://web.facebook.com/Sumnakkaow.PRD/posts/pfbid02sgTLQX2yG1653pbGTouPRVKwBmHatikAaPPJdzeeHL8d3EFYEDbvx82iQ8zziRBSl
แสดงความคิดเห็น
🇹🇭💗มาลาริน💗🇹🇭สธ.แจงอย่ากังวลเตียงโควิดยังพอ ย้ำเจอศพไม่ต้องตรวจเชื้อ/หมอ ยง”เผย 15 บทเรียนจากโควิด หลังผ่านมา 3ปี
กรมควบคุมโรค ยันเตียงโควิดอาการหนักยังเพียงพอ อัตราใช้อยู่ที่ 8.5% ส่วนหลายจังหวัดเปิดวอร์ดเพิ่ม เพาะผู้ป่วยเพิ่มขึ้นหรือรับส่งต่อ ย้ำเจอศพไม่ต้องตรวจโควิด ผู้จัดการศพสวมหน้ากากอนามย ถุงมือก็เพียงพอ เผยสัดส่วนเสียชีวิตกว่าครึ่งมาจากโรคอื่นแต่พบโควิดร่วม ไม่ได้ตายจากโควิดโดยตรง
เมื่อวันที่ 13 ธ.ค. นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรคโควิด 19 หลังจากมีรายงานหลายจังหวัดต้องเปิดวอร์ดโควิดเพิ่ม ว่า ช่วงที่โรคโควิด 19 ระบาด ทุก รพ.จะใช้ศักยภาพเตียงที่มีมาดูแลโควิดหมด พอสถานการณ์ดีขึ้นก็ปรับกลับไปดูแลผู้ป่วยโรคอื่นๆ แต่ตอนนี้หลายรพ.คิดว่าต้องเตรียมความพร้อม เพราะเริ่มมีผู้ป่วยเพิ่ม จึงปรับระบบเตียงกลับมาเตรียมดูแลโควิดอีก แต่ภาพรวมการครองเตียงยังไม่ได้เป็นปัญหา ซึ่งตัวเลขรายงานเมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ที่ผ่านมา ผู้ป่วยปอดอักเสบ 649 ราย ใส่ท่อช่วยหายใจ 385 ราย ถือว่าเพิ่มจากสัปดาห์ก่อนไม่มากนัก อัตราการครองเตียงในกลุ่มผู้ป่วยระดับ 2-3 หรือเตียงเหลืองแดง อยู่ในระดับที่จัดการได้ คือ ประมาณ 8.5% ของเตียงทั้งหมด แต่มีบางจังหวัดรับส่งต่อผู้ป่วยอาจจะขึ้นไปถึง 20-30% ซึ่งก็ยังไหว เพราะระบบเราสามารถเฉลี่ยข้ามเขตสุขภาพได้
“เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผู้ป่วยยังต่ำๆ เราใช้เตียงแค่ 5% ตอนนี้ขึ้นมา 8.5% ก็ยังไหว ส่วนที่เคยระบาดรุนแรงจริงๆ ขึ้นไป 20-30% ประชาชนไม่ต้องกังวล เพราะตอนนี้เราฉีดวัคซีนแล้ว ส่วนใหญ่เมื่อติดเชื้อจึงไม่ป่วยหนัก”นพ.โสภณ กล่าว
เมื่อถามว่าปัจจุบันเมื่อพบเจอศพ แล้วตรวจ ATK พบติดโควิด ทำให้หลายคนยังตกใจ นพ.โสภณ กล่าวว่า เบื้องต้นต้องมองก่อนว่าโรคโควิด 19 เป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจ เปรียบเทียบหลังรอบนี้แล้วโควิดก็เหมือนไข้หวัดใหญ่ที่อาจจะมีการป่วยและเสียชีวิตได้ มีการติดเชื้อได้ ซึ่งเชื้อที่จะเจอบ่อยจากนี้ก็จะเป็น 2 เชื้อนี้ ดังนั้นหากดูแลตัวเองดี กังวลว่าจะรับเชื้อ เวลาจัดการกับศพต่างๆ ก็สวมหน้ากากอนามัย สวมถุงมือ ก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องไปตรวจ ATK อีก แล้วนำศพไปจัดการในรูปแบบที่ปลอดภัย เนื่องจากว่าศพไม่แพร่เชื้อ เพราะว่าศพไม่ไอ ไม่จาม เพียงแต่คนเรามีโอกาสเสียชีวิตจากโรคติดเชื้อเสมอ โควิดก็เหมือนกัน ดังนั้นการตรวจโควิดอาจจะไม่ได้ประโยชน์นักในช่วงหลังจากนี้
นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า ส่วนสัดส่วนการเสียชีวิตนั้น ต้องดูลักษณะของการเกิดโรคก่อน หากเป็นการเสียชีวิตจากโรคโควิด 19 จะต้องมีภาวะปอดอักเสบก่อน ทำให้ปอดทำงานไม่ได้ ระบบทางเดินหายใจทำงานล้มเหลว กรณีนี้เชื่อได้ว่าโควิด 19 ทำให้เสียชีวิต แต่กรณีที่ป่วยเป็นโรคอื่นๆ อาจจะมีติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเป็นโรคหัวใจ แต่ในช่วงนั้นอาจจะมีเชื้อโควิดเยอะ จึงอาจจะเป็นคนที่เสียชีวิตร่วมโควิด 19 แต่ไม่ได้เกิดจากโควิดโดยตรง ซึ่งกรณีหลังนี้พบกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิต
https://mgronline.com/qol/detail/9650000118161
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา เผย 15 บทเรียนที่ได้จากโควิดหลังผ่านไป 3 ปี ชี้ได้ความเปลี่ยนแปลงและเข้าใจมากขึ้น
วันนี้ (12 ธ.ค.) ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว “Yong Poovorawan” ในประเด็น บทเรียน 15 ข้อ เกี่ยวกับไวรัสโควิดหลังผ่านไป 3 ปี โดยมีใจความว่า....👇👇👇👇👇
“โควิด-19 บทเรียนที่ได้จากเวลาผ่านไป 3 ปี
จากระยะเวลาที่ผ่านมา 3 ปี เราได้เรียนรู้ เกี่ยวกับโรคโควิด-19 และเปลี่ยนแปลงความเข้าใจมากขึ้น ดังนี้....👇
1. โรคโควิด-19 เป็นแล้วเป็นอีกได้ การติดเชื้อซ้ำ หรือมีอาการของโรคซ้ำ เกิดขึ้นได้ เหมือนกับโรคไข้หวัดใหญ่ RSV ไม่เหมือนกับโรคหัด ตับอักเสบ เอ สุกใส ที่เมื่อติดเชื้อแล้วจะมีภูมิต้านทานป้องกันโรคตลอดชีวิต
2. ภูมิคุ้มกันหมู่ที่มีการพูดกันมากในระยะแรกเพื่อหวังจะยุติการระบาดของโรค ไม่สามารถใช้ได้กับ covid-19 ถึงแม้ว่าประชาชนเกือบทั้งหมดมีภูมิต้านทาน โรคก็ยังเกิดอยู่เหมือนเดิม ไม่ได้หายไปไหน
3. โรคโควิด-19 จะเป็นโรคตามฤดูกาล สำหรับประเทศไทยจะมีจุดสูงสุดของการระบาดในเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน และช่วงที่ 2 ในกลางเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่จะน้อยกว่าในช่วงแรก
4. ความหวังที่จะใช้วัคซีนในการยุติการระบาดของโรค หรือควบคุมการระบาด อย่างในปีแรกที่คาดหวัง จึงไม่สามารถใช้ได้
5. วัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีวัคซีนตัวไหนเป็นวัคซีนเทพ อย่างที่ตอนแรกทุกคนเรียกร้อง วัคซีนทุกตัวไม่แตกต่างกัน เพียงแต่ลดความรุนแรงของโรคลง ลดอัตราการเสียชีวิต
6. ภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน ไม่ว่าจะสูงต่ำที่ตรวจวัดกัน ไม่สามารถที่จะป้องกันการติดเชื้อได้ ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจวัดภูมิต้านทาน ยกเว้นในการศึกษาวิจัยเท่านั้น
7. การดูแลที่สำคัญคงจะต้องเน้นกลุ่มเสี่ยงเพื่อลดอัตราการเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการเสียชีวิตด้วยวัคซีน ต่อไปจะต้องเน้นกลุ่มเปราะบางเช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่
8. การตรวจวินิจฉัยว่าติดเชื้อหรือไม่ ปัจจุบันใช้เพียง ATK ก็เพียงพอ ถึงแม้ว่าจะมีความไวต่ำกว่า realtime RT-PCR ด้วยข้อจำกัดเรื่องค่าใช้จ่ายและระยะเวลา เราหมดเงินไปมากแล้ว
9. สิ่งสำคัญที่ต่อไปจะเน้นการรักษาในกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะการใช้ยาต้านไวรัสที่มีประสิทธิภาพ และเป็นไปได้ต้องการที่ดีกว่าในปัจจุบัน การศึกษาในประชากรกลุ่มเล็กส่วนใหญ่จะได้ผลดี แต่เมื่อมาใช้จริงกลับมีประสิทธิภาพน้อยกว่าการศึกษา เช่นเดียวกันกับวัคซีน การทดลองได้ผลดีแต่เมื่อใช้จริง ประสิทธิภาพน้อยกว่าการทดลองมาก
10. ระยะเวลาการกักตัว น้อยลงมาโดยตลอด ระยะแรกต้องเข้มงวดเรื่องการแพร่กระจายให้เป็นศูนย์ แต่ปัจจุบันโรคติดต่อง่าย จึงใช้มาตรการเข้มงวดและระเบียบวินัย การกักตัวอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่โรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลสนามแล้ว โรงพยาบาลจะใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการมากเท่านั้น เหมือนในภาวะปกติ
11. ในอนาคตเมื่อประชากรส่วนใหญ่ติดเชื้อ ก็จะเกิดภูมิต้านทานแบบลูกผสม จะมีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของโรคได้เป็นอย่างดี การฉีดวัคซีนบ่อยจะไม่มีความจำเป็น ไวรัสเองก็จะเปลี่ยนพันธุกรรมไปเรื่อยๆ ภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้
12. กลุ่มประชากรที่ยังไม่มีภูมิต้านทานหรือไม่เคยติดเชื้อและไม่เคยได้รับวัคซีนเลย จะเป็นกลุ่มเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดขึ้นไป จนกว่าจะได้รับวัคซีนหรือการติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อในวัยเด็ก ความรุนแรงน้อยกว่าในวัยผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุ ในวัยเด็กช่วง 6 เดือนแรกจะได้รับภูมิบางส่วนส่งต่อจากมารดา เหมือนโรคทางเดินหายใจทั่วไปเช่น RSV และก็จะเริ่มติดเชื้อหลัง 6 เดือนไปแล้ว
13 ระยะเวลาต่อไป ชีวิตก็จะเข้าสู่ภาวะปกติเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และโรคนี้ก็จะเป็นโรคทางเดินหายใจโรคหนึ่ง เช่นเดียวกับโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส
14. ทุกชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป และเชื่อมั่นว่าความรุนแรงของโรคมีแนวโน้มที่จะลดลงเหมือนกับโรคทางเดินหายใจเช่นไข้หวัดใหญ่ RSV
15. องค์ความรู้ใหม่ด้วยงานวิจัย ยังจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ความรู้นั้นในบริบทของประเทศไทย”
https://mgronline.com/onlinesection/detail/9650000117870
ติดตามข่าวโควิดกันต่อนะคะ.......