เราต่างก็รู้ดีกันว่า โลกนี้ เงิน สำคัญต่อชีวิตมากที่สุด
และเคยมีคำกล่าวว่า บางที
เงินอาจจะสำคัญกว่าชีวิตคนด้วยซ้ำ ทำไมต้องเป็นแบบนั้น
โลกทุนนิยมในยุคปัจจุบันแท้จริงนั้นเป็นยังไง และโหดร้ายแค่ไหน
ไปดูกันคับ
ระบบทุนนิยม คือ ระบบที่เงินส่วนใหญ่ในโลก หรือ ในประเทศหนึ่ง
จะไหล่จากมือ คนส่วนใหญ่ ไปอยู่ในมือ คนส่วนน้อย เสมอ
และมันจะมีวิธ๊สารพัดอย่างที่จะทำให้ท้ายที่สุดจะกลายเป็นแบบนั้นให้ได้
มีหลายอย่างในโลก หรือ แม้แต่ในประเทศเล็กๆแบบไทย ที่ทำให้เป็นแบบนั้น
แต่หลักจะมีอยู่ไม่กี่อย่างที่เร่งให้เป็นแบบนั้นไว้ขึ้น แบ่งได้หลักๆ ดังนี้
1.ภาคธุรกิจเอกชน ที่นายทุน คนที่มีเงินในระดับมากพออยู่แล้ว
จะสามารถลงทุนทำธุรกิจ แล้วจ้างพนักงานมาทำงานให้กับเขาได้
และแน่นอน
พนักงานประจำที่ถูกจ้างมาไม่มีสิทธิ์อะไรเลยที่จะตั้งกฏในการทำงานที่
สามารถจัดการบริหารเวลาทำงานให้ได้ Life Balance กับเวลาในการใช้ชีวิตด้านอื่นเพื่อเสพสุขได้
หาก พนักงานประจำคนนั้นชอบและสนุกกับการทำงานนั้นก็แล้วไป (ประเภทที่ 1)
แต่ถ้าไม่ขึ้นมา แต่ไม่มีทางเลือกต้องทำงานประจำแบบนี้ไปเรื่อยๆเพื่อเลี้ยงชีพไปจนตาย (ประเภทที่ 2)
คุณจะพบว่า ชีวิตพนักงานประจำ ประเภทที่ 2 น่าเศร้าและต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน
ยังไม่รวมเรื่องที่ไม่สามารถตั้งกฏในการทำงานให้ได้ Life Balance กับเวลาในการใช้ชีวิตด้านอื่นตามที่บอกไป
เช่น
1.1คุณเคยถามตัวเองไหม ทำไมต้องตื่นมาทำงาน 8.00 - 17.00 น. จันทร์-ศุกร์ (บางทีอาจถึง เสาร์ ด้วย) 5-6 วัน/สัปดาห์
และถ้าบางวันงานเสร็จไปแล้ว ทำไมคุณอยากจะหยุดไม่มาทำงานไปเฉยๆ ก็ไม่ได้
ทั้งๆที่งานประเภทที่คุณทำยุมันอาจจะไม่ต้องไปรับแขกเลยก็ยังได้
หรือ หากป่วย/ไปเที่ยว/ไปทำธุระ ..... บลาๆ คุณต้องแจ้งลาล่วงหน้าและใช้สิทธิ์วันลาที่มีจำกัดนั้น
เช่น คุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ค่อยเขียน Code สร้างและพัฒนาโปรแกรมให้บริษัท ไม่ใช่ฝ่ายขายด้วยซ้ำ หรือ คนซ่อม Hardware ตัวคอมพิวเตอร์
ถึงแม้ว่าจะมีงานบางที่ ที่ยอมให้คุณ Work For Home ได้ เพราะการมาของโควิด แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่า เอกชนส่วนใหญ่และรวมถึงราชการด้วย
ไม่มีวันยอมให้คุณ Work For Home และไม่เข้างานเวลา/วัน ที่เขากำหนด หรือ อยู่ๆก็ไม่มาทำงานวันนี้เฉยๆโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า แน่ๆ
- ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ นายจ้างที่เป็นนายทุน ใช้เงินของเขาจ้างคุณมา
จะคิดเสมอว่า เงินผมเพราะงั้นผมจะสั่งใช้งานคุณให้คุณเฝ้าสถานที่ทำงานของเขาก็ได้ยังไงละตามสัญญาจ้างที่กำหนดไว้ก่อนรับสมัครเข้ามาทำงาน
แม้วันนั้นไม่มีงานให้คุณทำอีกแล้ว หรือ เป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องพบปะผู้คนรับแขกอะไรเลย ก็ยังต้องเข้างาน 8.00-17.00 น. 5-6 วัน/สัปดาห์ อยู่ดี
จะลาป่วยต้องแจ้งนายจ้างล่วงหน้า เพื่อเขาจะใช้งานคุณจากเงินของเขาที่จ้างคุณในเวลาทำงานตามสัญญษจ้างยังไงก็ได้
ให้นั่งเป็นยามเฝ้าสถานที่ทำงานโดยไม่ได้ทำงานตามที่กำหนดก็ได้
คุณเห็นไหม โลกนี้เงินเอื้อมประโยชน์ให้ คนขึ้นมาเป็นนายจ้าง ทำแบบนี้ได้
1.2คุณเคยถามตัวเองไหมทำไมทำงานแทบตายก็ได้เงินเดือน จ่ายไปกับค่าครองชีพในชีวิตประจำต่างๆหมดแล้ว
หรือที่เรียกว่า เงินเดือน ไม่บาลานซ์กับ เงินเฟ้อ นั้นละ
- นั้นก็เพราะ พวกนายจ้างนายทุนพวกนี้ธุรกิจส่วนใหญ่มักจะมีสัดส่วน กำไรจากธุรกิจที่เข้ากระเป้าเขา มากกว่า เงินเดือนที่จ่ายให้คุณไงละ
และอีกส่วนมากจากการที่รัฐไม่สามารถควบคุมการควบรวมซื้อธุรกิจหลายกลุ้มจาก กลุ้มนายทุนเพียงไม่กี่คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น
จนในไทยมีแบบ เจ้าสัว CP ที่ซื้อธุรกิจมาเป็นของตัวเองมากขนาดนั้น
และนายทุนรายใหญ่ในไทย มีคนเคยประเมินว่า เกิน 80% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในไทยไปแล้ว
ซึ่งหลังจากที่เขาทำแบบนั้น เขาสามารถใช้อำนาจเงินของตัวเองที่มีจงใจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และแทบไม่ลดลง
เพื่อให้สินค้าเขาขายในราคาตลาดได้ราคามากขึ้น หรือ ขายในปริมาณที่น้อยลงก็ทำได้
และจงใจกด ลดเงินเดือนพนักงานประจำภายใต้บริษัทธุรกิจของเขาได้หมด
ซึ่งแน่นอนเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบโควิดมาซ้ำเติมขึ้นมา
พอคนไทยว่างงานมากขึ้น ก็ยิ่งเอื้อมประโยชน์ให้เขากดค่าจ้างคุณเพิ่มได้อีก เพราะ Supply แรงงานล้นตลาด
ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ Stagflation ช่วงขณะหนึ่ง
ไม่ว่า คุณที่เป็นพนักงานประจำจะทำงานให้ตายยังไงก็จ่ายให้ ค่าครองชีพ จนแทบไม่เหลือ
นี้ คือ สิ่งที่กลุ้มนายทุนส่วนใหญ่ในไทยจงใจทำกับคุณ และอาจมีรัฐบาลชุดนี้มาเอี่ยว Suppost ด้วย
2.ภาครัฐบาล เองก็มีการหารายได้จากการเอาเงินคนไทยส่วนใหญ่ในไทยสารพัดวิธี แต่ที่มีรายได้จากคนไทยมากที่สุด หนีไม่พ้น
ภาษีต่างๆยุแล้ว "เมื่อเก็บภาษีไปแล้วรัฐต้องใช้จ่ายช่วยเหลือคุณภาพชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ทุกด้านให้คุ้มค่า"
นี้เป็นแนวคิดการปกครองในอุดมคติ ที่ไม่มีวันทำได้ 100%
(อาจทำได้บ้างแต่ไม่มีวันถึง 100% อยู่ดี ไม่ว่าคุณจะยกประเทศอะไรมาก็ตาม)
โดยเฉพาะในไทยที่ทุนนิยมสุดโต้งได้มากขนาดนี้
และแน่นอนคนไทยส่วนใหญ่คาดหวังด้านที่เกี่ยวข้องกับ รายได้ และ การใช้จ่ายเงินของตัวเองมากที่สุด
แต่คุณก็น่าจะรู้กันดี หลังรัฐบาลเก็บภาษีไป นอกจากจะใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพแล้ว
ยังมีการเก็บรายได้จากคนไทยหลายด้านที่เขาจงใจ ขึ้นราคากับคุณด้วย เช่น ค่าไฟ
และส่วนหนึ่งเอาไปจ้างคนไทยส่วนหนึ่งเลยที่เป็นพนักงานประจำ ไม่ว่าจะตำแหน่งงานไหนทำงานให้รัฐบาล
เขาก็ตั้งกฏเหมือข้อ 1 / 1.1 ให้กับคุณทำตามกฏเขา
และริดรอนอิสระภาพในการตั้งกฏการทำงานให้ได้ Life Balance กับคนไทยส่วนใหญ่ที่ทำงานให้รัฐอยู่ดี
แม้ว่า เงินค่าจ้างจะไม่ได้มาจากเงินของรัฐบาลเองตั้งแต่แรก
แต่เขาก็คิดกับคนที่เขาจ้างมาเสมือนตัวเขาเป็นนายทุนอยู่ดี
เพื่อทำตามคำเรียกร้องของ คนไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการคอนเซ็บนี้
"เมื่อเก็บภาษีไปแล้วรัฐต้องใช้จ่ายช่วยเหลือคุณภาพชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ทุกด้านให้คุ้มค่า"
นั้นทำให้ต่อให้เป็นตำแหน่ง เช่น โปรแกรมเมอร์ที่มีหน้าที่ ตามที่ผมยกตัวอย่างไปในข้อ 1.1
ก็ไม่สามารถ ไม่เข้างานตรงเวลา ไม่มาทำงาน หรือ ลางาน แหกจากกฏสัญญาจ้างที่รัฐได้กำหนดแต่แรกอยู่ดี
แม้จะทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม (อ่านคำนี้ดีๆด้วยนะ)
และส่วนหนึ่งรายได้ของรัฐ มักจะเก็บจาก คนไทยทีเ่ป็นรายย่อยมีรายได้น้อย มากกว่า คนไทยรายใหญ่ที่มีรายได้เยอะ ด้วย
ดูได้จาก ภาษีหลายประเภทได้ คุณจะพบว่า เก็บก็น้อยกว่า หรือ แม้แต่คนรวยรายใหญ่มีวิธีหนีภาษีแบบไม่โดนกฏหมายเล่นก็มีมาแล้ว
3.ภาคตลาดทุนตลาดการเงิน หรือ ตลาดหุ้นไทย นั้นละ (ตลาด คริปโต/Forex ไม่ขอพูดถึง เพราะนายทุนรายใหญ่ไทยคุมราคาไม่ได้)
แน่นอนว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นสถานที่ๆเหมาะแก่การเอื้อมให้คนรวย
เหล่านายทุนยักใหญ่ของไทยในภาคธุรกิจเอกชน และ ตัวหน่วยงานรัฐบางหน่วย/คนที่ทำงานรัฐบางคนที่คอรัปชั่น ที่ได้เงินเยอะเว่อ
เอาเงินมาปั่นราคาหุ้นไทย ได้กันสนุกเลย เพราะเพียงแค่เขาตั้ง Bid Offer ก็สามารถขว้างราคา ไม่ให้/ให้ ขึ้นลง ตามที่เขาต้องการได้แล้ว
หรือที่เรียกกันว่า เจ้ามือ นั้นละ
รายย่อย ย่อมต้องต่อสู้เอาตัวรอดจากพวกเขาอย่างยากรำบากมาก จึงก่อเกิดเป็นวิชาเทคนิกอ่านกราฟพฤติกรรมของพวกเจ้ามือ
มาเป็นโล่กันพวกเขา และเป็นดาบทิ่มแทงรายย่อยด้วยกันเองอีกที
สิ่งที่พวกเจ้ามือ นายทุนธุรกิจรายใหญ่พวกนี้ต้องการ คือ ปั่นราคาหุ้น ลากขึ้นพารายย่อยส่วนใหญ่ไปติดดอย ทุบราคาให้ตายคาที
เพื่อที่เขาจะเอาเงินคนไทยส่วนใหญ่กลับสู่มือเขาอีกครั้ง
แล้วเขาก็เอาเงินกำไรที่ได้มานี้ไปขยาย/พัฒนา/ควบร่วม/ซื้อ ธุรกิจเพิ่มอีกที
จะได้ไม่มีใครคู่แข่งเข้ามาในแวดวงธุรกิจที่เข้าคุมยุได้ง่ายๆ
รายย่อยคนไหนริอาจจะต่อสู้กับเขาตรงๆทั้ง ด้านธุรกิจ และ ด้านตลาดหุ้น ส่วนใหญ่มักจะจบด้วยการ ขาดทุนยับ ตายอนาจ
เมื่อรายย่อยคนไทยไม่มีทางเลือก ก็มีแต่ต้องไปสมัครงานเป็นพนักงานงานประจำในธุรกิจของเจ้ามือรายใหญ่พวกนี้
แล้วก็ต้องจำใจทนทำงานตามกฏของเขาไปเรื่อยๆจนตาย ยั่นรุ่นลูกหลานก็ไม่มีวันจบง่ายๆ
"อิสระภาพทางการเงินในชีวืต ที่จะมีเงินใช้จนตายโดยไม่ต้องทำงานอีกเลย"
จึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมมากๆสำหรับรายย่อยคนไทยส่วนใหญ่ เพราะแค่เริ่มเมื่อคุณไม่มีเงิน
คุณก็ไม่สามารถต่อยอดอะไรที่จะไปสู้กับเจ้ามือรายใหญ่พวกนี้ไม่ได้แล้ว
ตั้งแต่วันที่คุณเกิดมา เริ่มเข้าโรงเรียน จ่ายค่าเล่าเรียน เพิ่มความรู้ทางการศึกษา ยันทำงานหาเงินจนตายเลยทีเดียว
ความเหลื้อมล้ำที่เกิดขึ้นจากเงินเก็บห่างชั้นกันเกินไป มีในทุกด้าน ไม่มีวันที่คุณจะหนีมันพ้น
เพราะโลกทุนนิยม มันคือ นรกที่เป็นสนามรบทำสงครามแย่งชิง เงิน และ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
คนไทยรายย่อย ที่จะเติบโ๖ลือตาอ้าปาก เดินเข้าใกล้อิสระภาพทางการเงิน ถึงแม้ว่าจะมีอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อยเมื่อคิดเป็น % แทบจะนับหัวได้เลย
คนไทยรายย่อย ส่วนใหญ่ ยังต้องเวียนวายตายเกิดในนรกทุนนิยมไม่จบสิ้นยุดี
ปล1.ส่วนใครจะถามเรื่องของผม จะไม่ตอบแล้วนะคับ เพราะบอกไปคุณก็ไม่เชื่อยุดีและผมไม่ได้อะไรด้วยจากการบอก
และที่สำคัญไม่เกี่ยวกับประเด็นหัวโพสเลยคับ
โลกทุนนิยมในยุคปัจจุบันแท้จริงนั้นเป็นยังไง และโหดร้ายแค่ไหน (รีรัน ครั้งที่ 1)
* กระทู้นี้สามารถใช้งานได้เฉพาะผู้ที่มี Link นี้เท่านั้นค่ะและเคยมีคำกล่าวว่า บางที
เงินอาจจะสำคัญกว่าชีวิตคนด้วยซ้ำ ทำไมต้องเป็นแบบนั้น
โลกทุนนิยมในยุคปัจจุบันแท้จริงนั้นเป็นยังไง และโหดร้ายแค่ไหน
ไปดูกันคับ
ระบบทุนนิยม คือ ระบบที่เงินส่วนใหญ่ในโลก หรือ ในประเทศหนึ่ง
จะไหล่จากมือ คนส่วนใหญ่ ไปอยู่ในมือ คนส่วนน้อย เสมอ
และมันจะมีวิธ๊สารพัดอย่างที่จะทำให้ท้ายที่สุดจะกลายเป็นแบบนั้นให้ได้
มีหลายอย่างในโลก หรือ แม้แต่ในประเทศเล็กๆแบบไทย ที่ทำให้เป็นแบบนั้น
แต่หลักจะมีอยู่ไม่กี่อย่างที่เร่งให้เป็นแบบนั้นไว้ขึ้น แบ่งได้หลักๆ ดังนี้
1.ภาคธุรกิจเอกชน ที่นายทุน คนที่มีเงินในระดับมากพออยู่แล้ว
จะสามารถลงทุนทำธุรกิจ แล้วจ้างพนักงานมาทำงานให้กับเขาได้
และแน่นอน
พนักงานประจำที่ถูกจ้างมาไม่มีสิทธิ์อะไรเลยที่จะตั้งกฏในการทำงานที่
สามารถจัดการบริหารเวลาทำงานให้ได้ Life Balance กับเวลาในการใช้ชีวิตด้านอื่นเพื่อเสพสุขได้
หาก พนักงานประจำคนนั้นชอบและสนุกกับการทำงานนั้นก็แล้วไป (ประเภทที่ 1)
แต่ถ้าไม่ขึ้นมา แต่ไม่มีทางเลือกต้องทำงานประจำแบบนี้ไปเรื่อยๆเพื่อเลี้ยงชีพไปจนตาย (ประเภทที่ 2)
คุณจะพบว่า ชีวิตพนักงานประจำ ประเภทที่ 2 น่าเศร้าและต้องทุกข์ทรมานขนาดไหน
ยังไม่รวมเรื่องที่ไม่สามารถตั้งกฏในการทำงานให้ได้ Life Balance กับเวลาในการใช้ชีวิตด้านอื่นตามที่บอกไป
เช่น
1.1คุณเคยถามตัวเองไหม ทำไมต้องตื่นมาทำงาน 8.00 - 17.00 น. จันทร์-ศุกร์ (บางทีอาจถึง เสาร์ ด้วย) 5-6 วัน/สัปดาห์
และถ้าบางวันงานเสร็จไปแล้ว ทำไมคุณอยากจะหยุดไม่มาทำงานไปเฉยๆ ก็ไม่ได้
ทั้งๆที่งานประเภทที่คุณทำยุมันอาจจะไม่ต้องไปรับแขกเลยก็ยังได้
หรือ หากป่วย/ไปเที่ยว/ไปทำธุระ ..... บลาๆ คุณต้องแจ้งลาล่วงหน้าและใช้สิทธิ์วันลาที่มีจำกัดนั้น
เช่น คุณเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ค่อยเขียน Code สร้างและพัฒนาโปรแกรมให้บริษัท ไม่ใช่ฝ่ายขายด้วยซ้ำ หรือ คนซ่อม Hardware ตัวคอมพิวเตอร์
ถึงแม้ว่าจะมีงานบางที่ ที่ยอมให้คุณ Work For Home ได้ เพราะการมาของโควิด แต่ก็ยังปฏิเสธไม่ได้อยู่ดีว่า เอกชนส่วนใหญ่และรวมถึงราชการด้วย
ไม่มีวันยอมให้คุณ Work For Home และไม่เข้างานเวลา/วัน ที่เขากำหนด หรือ อยู่ๆก็ไม่มาทำงานวันนี้เฉยๆโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า แน่ๆ
- ที่เป็นแบบนั้นก็เพราะ นายจ้างที่เป็นนายทุน ใช้เงินของเขาจ้างคุณมา
จะคิดเสมอว่า เงินผมเพราะงั้นผมจะสั่งใช้งานคุณให้คุณเฝ้าสถานที่ทำงานของเขาก็ได้ยังไงละตามสัญญาจ้างที่กำหนดไว้ก่อนรับสมัครเข้ามาทำงาน
แม้วันนั้นไม่มีงานให้คุณทำอีกแล้ว หรือ เป็นงานที่ไม่จำเป็นต้องพบปะผู้คนรับแขกอะไรเลย ก็ยังต้องเข้างาน 8.00-17.00 น. 5-6 วัน/สัปดาห์ อยู่ดี
จะลาป่วยต้องแจ้งนายจ้างล่วงหน้า เพื่อเขาจะใช้งานคุณจากเงินของเขาที่จ้างคุณในเวลาทำงานตามสัญญษจ้างยังไงก็ได้
ให้นั่งเป็นยามเฝ้าสถานที่ทำงานโดยไม่ได้ทำงานตามที่กำหนดก็ได้
คุณเห็นไหม โลกนี้เงินเอื้อมประโยชน์ให้ คนขึ้นมาเป็นนายจ้าง ทำแบบนี้ได้
1.2คุณเคยถามตัวเองไหมทำไมทำงานแทบตายก็ได้เงินเดือน จ่ายไปกับค่าครองชีพในชีวิตประจำต่างๆหมดแล้ว
หรือที่เรียกว่า เงินเดือน ไม่บาลานซ์กับ เงินเฟ้อ นั้นละ
- นั้นก็เพราะ พวกนายจ้างนายทุนพวกนี้ธุรกิจส่วนใหญ่มักจะมีสัดส่วน กำไรจากธุรกิจที่เข้ากระเป้าเขา มากกว่า เงินเดือนที่จ่ายให้คุณไงละ
และอีกส่วนมากจากการที่รัฐไม่สามารถควบคุมการควบรวมซื้อธุรกิจหลายกลุ้มจาก กลุ้มนายทุนเพียงไม่กี่คนไม่กี่กลุ่มเท่านั้น
จนในไทยมีแบบ เจ้าสัว CP ที่ซื้อธุรกิจมาเป็นของตัวเองมากขนาดนั้น
และนายทุนรายใหญ่ในไทย มีคนเคยประเมินว่า เกิน 80% ของสินทรัพย์ทั้งหมดในไทยไปแล้ว
ซึ่งหลังจากที่เขาทำแบบนั้น เขาสามารถใช้อำนาจเงินของตัวเองที่มีจงใจทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และแทบไม่ลดลง
เพื่อให้สินค้าเขาขายในราคาตลาดได้ราคามากขึ้น หรือ ขายในปริมาณที่น้อยลงก็ทำได้
และจงใจกด ลดเงินเดือนพนักงานประจำภายใต้บริษัทธุรกิจของเขาได้หมด
ซึ่งแน่นอนเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจแบบโควิดมาซ้ำเติมขึ้นมา
พอคนไทยว่างงานมากขึ้น ก็ยิ่งเอื้อมประโยชน์ให้เขากดค่าจ้างคุณเพิ่มได้อีก เพราะ Supply แรงงานล้นตลาด
ในขณะที่เงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น เกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ Stagflation ช่วงขณะหนึ่ง
ไม่ว่า คุณที่เป็นพนักงานประจำจะทำงานให้ตายยังไงก็จ่ายให้ ค่าครองชีพ จนแทบไม่เหลือ
นี้ คือ สิ่งที่กลุ้มนายทุนส่วนใหญ่ในไทยจงใจทำกับคุณ และอาจมีรัฐบาลชุดนี้มาเอี่ยว Suppost ด้วย
2.ภาครัฐบาล เองก็มีการหารายได้จากการเอาเงินคนไทยส่วนใหญ่ในไทยสารพัดวิธี แต่ที่มีรายได้จากคนไทยมากที่สุด หนีไม่พ้น
ภาษีต่างๆยุแล้ว "เมื่อเก็บภาษีไปแล้วรัฐต้องใช้จ่ายช่วยเหลือคุณภาพชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ทุกด้านให้คุ้มค่า"
นี้เป็นแนวคิดการปกครองในอุดมคติ ที่ไม่มีวันทำได้ 100%
(อาจทำได้บ้างแต่ไม่มีวันถึง 100% อยู่ดี ไม่ว่าคุณจะยกประเทศอะไรมาก็ตาม)
โดยเฉพาะในไทยที่ทุนนิยมสุดโต้งได้มากขนาดนี้
และแน่นอนคนไทยส่วนใหญ่คาดหวังด้านที่เกี่ยวข้องกับ รายได้ และ การใช้จ่ายเงินของตัวเองมากที่สุด
แต่คุณก็น่าจะรู้กันดี หลังรัฐบาลเก็บภาษีไป นอกจากจะใช้จ่ายไม่มีประสิทธิภาพแล้ว
ยังมีการเก็บรายได้จากคนไทยหลายด้านที่เขาจงใจ ขึ้นราคากับคุณด้วย เช่น ค่าไฟ
และส่วนหนึ่งเอาไปจ้างคนไทยส่วนหนึ่งเลยที่เป็นพนักงานประจำ ไม่ว่าจะตำแหน่งงานไหนทำงานให้รัฐบาล
เขาก็ตั้งกฏเหมือข้อ 1 / 1.1 ให้กับคุณทำตามกฏเขา
และริดรอนอิสระภาพในการตั้งกฏการทำงานให้ได้ Life Balance กับคนไทยส่วนใหญ่ที่ทำงานให้รัฐอยู่ดี
แม้ว่า เงินค่าจ้างจะไม่ได้มาจากเงินของรัฐบาลเองตั้งแต่แรก
แต่เขาก็คิดกับคนที่เขาจ้างมาเสมือนตัวเขาเป็นนายทุนอยู่ดี
เพื่อทำตามคำเรียกร้องของ คนไทยส่วนใหญ่ที่ต้องการคอนเซ็บนี้
"เมื่อเก็บภาษีไปแล้วรัฐต้องใช้จ่ายช่วยเหลือคุณภาพชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ทุกด้านให้คุ้มค่า"
นั้นทำให้ต่อให้เป็นตำแหน่ง เช่น โปรแกรมเมอร์ที่มีหน้าที่ ตามที่ผมยกตัวอย่างไปในข้อ 1.1
ก็ไม่สามารถ ไม่เข้างานตรงเวลา ไม่มาทำงาน หรือ ลางาน แหกจากกฏสัญญาจ้างที่รัฐได้กำหนดแต่แรกอยู่ดี
แม้จะทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ตาม (อ่านคำนี้ดีๆด้วยนะ)
และส่วนหนึ่งรายได้ของรัฐ มักจะเก็บจาก คนไทยทีเ่ป็นรายย่อยมีรายได้น้อย มากกว่า คนไทยรายใหญ่ที่มีรายได้เยอะ ด้วย
ดูได้จาก ภาษีหลายประเภทได้ คุณจะพบว่า เก็บก็น้อยกว่า หรือ แม้แต่คนรวยรายใหญ่มีวิธีหนีภาษีแบบไม่โดนกฏหมายเล่นก็มีมาแล้ว
3.ภาคตลาดทุนตลาดการเงิน หรือ ตลาดหุ้นไทย นั้นละ (ตลาด คริปโต/Forex ไม่ขอพูดถึง เพราะนายทุนรายใหญ่ไทยคุมราคาไม่ได้)
แน่นอนว่า ตลาดหุ้นไทย เป็นสถานที่ๆเหมาะแก่การเอื้อมให้คนรวย
เหล่านายทุนยักใหญ่ของไทยในภาคธุรกิจเอกชน และ ตัวหน่วยงานรัฐบางหน่วย/คนที่ทำงานรัฐบางคนที่คอรัปชั่น ที่ได้เงินเยอะเว่อ
เอาเงินมาปั่นราคาหุ้นไทย ได้กันสนุกเลย เพราะเพียงแค่เขาตั้ง Bid Offer ก็สามารถขว้างราคา ไม่ให้/ให้ ขึ้นลง ตามที่เขาต้องการได้แล้ว
หรือที่เรียกกันว่า เจ้ามือ นั้นละ
รายย่อย ย่อมต้องต่อสู้เอาตัวรอดจากพวกเขาอย่างยากรำบากมาก จึงก่อเกิดเป็นวิชาเทคนิกอ่านกราฟพฤติกรรมของพวกเจ้ามือ
มาเป็นโล่กันพวกเขา และเป็นดาบทิ่มแทงรายย่อยด้วยกันเองอีกที
สิ่งที่พวกเจ้ามือ นายทุนธุรกิจรายใหญ่พวกนี้ต้องการ คือ ปั่นราคาหุ้น ลากขึ้นพารายย่อยส่วนใหญ่ไปติดดอย ทุบราคาให้ตายคาที
เพื่อที่เขาจะเอาเงินคนไทยส่วนใหญ่กลับสู่มือเขาอีกครั้ง
แล้วเขาก็เอาเงินกำไรที่ได้มานี้ไปขยาย/พัฒนา/ควบร่วม/ซื้อ ธุรกิจเพิ่มอีกที
จะได้ไม่มีใครคู่แข่งเข้ามาในแวดวงธุรกิจที่เข้าคุมยุได้ง่ายๆ
รายย่อยคนไหนริอาจจะต่อสู้กับเขาตรงๆทั้ง ด้านธุรกิจ และ ด้านตลาดหุ้น ส่วนใหญ่มักจะจบด้วยการ ขาดทุนยับ ตายอนาจ
เมื่อรายย่อยคนไทยไม่มีทางเลือก ก็มีแต่ต้องไปสมัครงานเป็นพนักงานงานประจำในธุรกิจของเจ้ามือรายใหญ่พวกนี้
แล้วก็ต้องจำใจทนทำงานตามกฏของเขาไปเรื่อยๆจนตาย ยั่นรุ่นลูกหลานก็ไม่มีวันจบง่ายๆ
"อิสระภาพทางการเงินในชีวืต ที่จะมีเงินใช้จนตายโดยไม่ต้องทำงานอีกเลย"
จึงเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมมากๆสำหรับรายย่อยคนไทยส่วนใหญ่ เพราะแค่เริ่มเมื่อคุณไม่มีเงิน
คุณก็ไม่สามารถต่อยอดอะไรที่จะไปสู้กับเจ้ามือรายใหญ่พวกนี้ไม่ได้แล้ว
ตั้งแต่วันที่คุณเกิดมา เริ่มเข้าโรงเรียน จ่ายค่าเล่าเรียน เพิ่มความรู้ทางการศึกษา ยันทำงานหาเงินจนตายเลยทีเดียว
ความเหลื้อมล้ำที่เกิดขึ้นจากเงินเก็บห่างชั้นกันเกินไป มีในทุกด้าน ไม่มีวันที่คุณจะหนีมันพ้น
เพราะโลกทุนนิยม มันคือ นรกที่เป็นสนามรบทำสงครามแย่งชิง เงิน และ ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด
คนไทยรายย่อย ที่จะเติบโ๖ลือตาอ้าปาก เดินเข้าใกล้อิสระภาพทางการเงิน ถึงแม้ว่าจะมีอยู่บ้างแต่เป็นส่วนน้อยเมื่อคิดเป็น % แทบจะนับหัวได้เลย
คนไทยรายย่อย ส่วนใหญ่ ยังต้องเวียนวายตายเกิดในนรกทุนนิยมไม่จบสิ้นยุดี
ปล1.ส่วนใครจะถามเรื่องของผม จะไม่ตอบแล้วนะคับ เพราะบอกไปคุณก็ไม่เชื่อยุดีและผมไม่ได้อะไรด้วยจากการบอก
และที่สำคัญไม่เกี่ยวกับประเด็นหัวโพสเลยคับ