อธิบาย APM สูตรน้ำมันมาเลเซีย ที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ เหมือนไทย /โดย ลงทุนแมน

รู้ไหมว่า ไม่ใช่แค่ประเทศไทยเท่านั้นที่อ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ก็อ้างอิงราคาน้ำมันที่สิงคโปร์เช่นกัน

แม้มาเลเซียเองจะเป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ก็ยังจำเป็นต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสิงคโปร์ เพื่อคำนวณราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศตัวเองอยู่ดี

โดยระบบเรียกว่า Automatic Price Mechanism หรือเรียกสั้น ๆ ว่า APM

ระบบ APM ของมาเลเซียทำงานแบบไหน ?
ลงทุนแมนจะเล่าให้ฟัง

https://www.facebook.com/share/1Agky36y8a/?mibextid=wwXIfr


ในขณะที่ไทย โครงสร้างน้ำมันของบ้านเรา ตั้งต้นจากราคาหน้าโรงกลั่น (อ้างอิงราคากลางของตลาดสิงคโปร์ + ค่าขนส่งจากสิงคโปร์ + ค่าประกันภัย + ค่าสูญเสีย)

จากนั้นก็บวกค่าการตลาด ที่เป็นต้นทุน ค่าใช้จ่าย และกำไรของธุรกิจค้าปลีกน้ำมันทั้งระบบ

แล้วค่อยรวมภาษีเข้าไปเพิ่มเติม คือ ภาษีเทศบาล ภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่ม

เมื่อรวมทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน ก็จะออกมาเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในไทย ซึ่งสามารถปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้
ด้วยกลไกจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแทน

ในขณะที่ฝั่งมาเลเซีย กลไกการคำนวณราคาน้ำมันที่ชื่อว่า APM จะรวมทุกอย่าง ทั้งราคาน้ำมันสำเร็จรูป ที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์เช่นเดียวกัน บวกต้นทุนต่าง ๆ เช่น ค่าขนส่ง ต้นทุนดำเนินงานและกำไรของธุรกิจค้าปลีกไว้ในสูตรนี้ทั้งหมด

หลังจากคำนวณมาแล้ว ก็จะมาเทียบกับราคาขายปลีก
ที่รัฐต้องการควบคุมอีกครั้ง

ถ้าราคา APM สูงกว่าราคาขายปลีกที่รัฐอยากตั้งไว้ ก็จะใช้การอุดหนุนราคาน้ำมันแทน

แต่ในมุมกลับกัน ถ้าราคา APM ต่ำกว่าราคาที่รัฐอยากตั้ง เช่น ตอนที่ราคาน้ำมันโลก ร่วงหนัก
ส่วนต่างที่เหลือจะถูกเปลี่ยนเป็นภาษีการขาย หรือ Sales Tax เก็บเข้าคลังของรัฐบาล

ดังนั้นแล้ว แม้ไทยและมาเลเซีย จะอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์เหมือนกัน แต่ราคาขายน้ำมันในประเทศก็อาจต่างกัน เพราะสูตรคำนวณคนละแบบกันนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม แม้เงินอุดหนุนน้ำมันของมาเลเซีย คล้ายกับกลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงแบบบ้านเรา แต่ในรายละเอียดแล้วมีความแตกต่างพอสมควร

เพราะในขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทย เน้นกลไกแบบเลือกเก็บเงินเพิ่มจากน้ำมันบางชนิด เพื่อไปอุดหนุนน้ำมันอีกชนิดแทน

รวมถึงเก็บเงินเข้ากองทุนฯ ตอนที่ราคาน้ำมันถูก เพื่อมาใช้อุดหนุนตอนที่ราคาน้ำมันแพง

ขณะที่เงินอุดหนุนน้ำมันของมาเลเซีย กลับเลือกใช้วิธีอุดหนุนเฉพาะเจาะจงไปเลย เช่น การอุดหนุนน้ำมันเบนซิน RON95 ที่เป็นน้ำมันยอดนิยมของคนมาเลเซีย

โดยปัจจุบัน ราคา RON95 อยู่ที่ลิตรละ 1.99 ริงกิตหรือราว 16 บาท ซึ่งราคาน้ำมันชนิดนี้ที่ไม่ได้รับการอุดหนุน จะแพงถึงลิตรละ 3.87 ริงกิตหรือราว 32 บาทเลยทีเดียว

แต่การได้สิทธิพิเศษน้ำมันที่ถูกลง เติมได้เฉพาะรถยนต์ที่จดทะเบียนในประเทศ และขับโดยคนที่มีบัตรประชาชนมาเลเซียเท่านั้น

ซึ่งตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026 เป็นต้นไป โควตาการอุดหนุนน้ำมันนี้ต่อเดือน จะลดลงจาก 300 ลิตร เหลือจำกัด 200 ลิตรต่อเดือนต่อคนเท่านั้น

ดังนั้น สำหรับคนต่างชาติหรือรถยนต์ที่ไม่ได้จดทะเบียนในประเทศ ก็ต้องยอมจ่ายน้ำมันที่แพงกว่าอย่างเบนซิน RON95 ที่ไม่ได้อุดหนุน และเบนซิน RON97 แทน

ซึ่งน้ำมัน RON97 จะแพงกว่า RON95 เยอะมาก เพราะปัจจุบันอยู่ราวลิตรละ 5.15 ริงกิต หรือราว 42.30 บาทเลยทีเดียว…

ส่วนน้ำมันดีเซล ก็เลือกใช้วิธีการอุดหนุนเฉพาะเจาะจงเหมือนกัน แต่เลือกอุดหนุนเป็นกลุ่มเกษตรและผู้ประกอบการรายย่อยในมาเลเซียฝั่งตะวันออกแทน

ทำไมต้องเป็นมาเลเซียฝั่งตะวันออก ?

มาเลเซียฝั่งตะวันออก คือบริเวณตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว ซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลักอย่างปาล์มน้ำมัน ยางพารา โกโก้และพริกไทย

ด้วยพื้นที่กว้างใหญ่มาก แถมยังเป็นพื้นที่เกษตรกรรม ทำให้มาเลเซียฝั่งตะวันออก ต้องพึ่งพาดีเซลเป็นหลักในการขนส่งสำคัญนั่นเอง

พอเป็นแบบนี้ ทำให้ราคาดีเซลในมาเลเซียตะวันออกอยู่เพียง 2.15 ริงกิตต่อลิตร หรือราว 17.6 บาทเท่านั้น

ตรงกันข้ามกับราคาดีเซลในฝั่งมาเลเซียตะวันตก หรือส่วนที่ติดกับประเทศไทย ที่ปรับตัวสูงถึงลิตรละ 5.52 ริงกิตต่อลิตรหรือราว 45.34 บาทเลยทีเดียว

แต่นอกจากการอุดหนุนดีเซลแบบเฉพาะเจาะจงภูมิภาคแล้ว
มาเลเซียยังใช้ระบบ Budi Madani โอนเงินช่วยเหลือตรงให้เกษตรกรและธุรกิจรายย่อยที่ลงทะเบียนเอาไว้

เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเงินนี้จะไม่ไปใช้กับรถหรูที่ใช้น้ำมันดีเซลหรือปัญหาการลักลอบขนน้ำมัน ซึ่งปัจจุบัน มีการจ่ายเงินให้คนละ 300 ริงกิตต่อเดือน หรือราว 2,464 บาท

อ่านถึงตรงนี้ หลายคนคงเกิดคำถามว่า แล้วมาเลเซียเอาเงินอุดหนุนเยอะแยะพวกนี้มาจากไหน ?

แน่นอนว่า มาเลเซียมีบริษัทน้ำมันอย่าง Petronas ซึ่งรัฐบาลก็จะได้ส่วนแบ่งทั้งจากค่าภาคหลวง ส่วนแบ่งกำไรและภาษีที่เข้ากระเป๋าของตัวเอง

แถมมาเลเซียยังเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากกว่าใช้เอง ทำให้สามารถนำรายได้ตรงนี้ มาใช้อุดหนุนราคาน้ำมันได้อีกทางหนึ่งด้วย

ซึ่งทำให้ในแต่ละปีงบประมาณของมาเลเซีย จะมีก้อนหนึ่งที่ถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า Subsidies and social assistance เพื่อใช้กับการอุดหนุนน้ำมันตรงนี้

โดยในปี 2025 วางงบประมาณก้อนนี้ไว้ราว 57,062 ล้านริงกิตหรือราว 468,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากปีก่อน ที่วางไว้ถึง 67,360 ล้านริงกิตหรือราว 553,000 ล้านบาท

ที่ลดลงส่วนหนึ่งก็เพราะว่า การอุดหนุนน้ำมันแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เพื่อนำไปใช้ช่วยเหลือกับกลุ่มที่ต้องการใช้น้ำมันในราคาถูกลงจริง ๆ

ทั้งหมดนี้ คือระบบ APM ของมาเลเซีย ที่ใช้คำนวณราคาน้ำมันขายปลีกด้วยต้นทุนจริง แล้วค่อยมาเทียบกับราคาที่รัฐต้องการควบคุมราคาเอาไว้แทน

ซึ่งแม้ในสูตรการคำนวณอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่สิงคโปร์เหมือนกับไทย แต่ด้วยกลไกการจัดเก็บภาษีน้ำมัน และการปรับราคาที่ต่างกัน
ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันต่างออกไปด้วย

เพราะในขณะที่ฝั่งไทยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลักในการอุดหนุนราคา
แต่มาเลเซียกลับเลือกอุดหนุนให้กลุ่มเฉพาะเจาะจงไปเลยแทน ผ่านเงินงบประมาณแผ่นดินโดยตรงนั่นเอง..

ปิดท้ายด้วยคำถาม ที่หลายคนสงสัย
ทำไมไทยและมาเลเซีย ต้องอ้างอิงราคาน้ำมันสำเร็จรูปจากตลาดสิงคโปร์  

ทั้งที่มีโรงกลั่นเป็นของตัวเอง หรือแม้แต่มาเลเซีย ที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมัน ?

เหตุผลเพราะ

สิงคโปร์เป็น Hub ในการนำเข้าและส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  

ซึ่งมีสภาพคล่องสูงมาก และมีการซื้อขายน้ำมันกันตลอดเวลา ทำให้ราคาที่เกิดขึ้นสะท้อน "ราคาตลาดที่แท้จริง" ของภูมิภาคนี้

จึงเป็นราคากลางที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ทำให้ทั้งภาครัฐและเอกชนใช้เป็นบรรทัดฐานเดียวกันในการคำนวณสูตรราคา

ลดการเถียงกันว่าต้นทุนที่แท้จริงของแต่ละโรงกลั่นคือเท่าไร ซึ่งตรวจสอบยากและอาจเกิดการคอร์รัปชันได้ง่ายกว่า

และในด้านของต้นทุนค่าเสียโอกาส

- ถ้าขายในประเทศถูกกว่าสิงคโปร์  
โรงกลั่นจะอยากส่งออกไปขายต่างประเทศมากกว่า เพราะได้กำไรดีกว่า จนน้ำมันในประเทศอาจขาดแคลน  

- ถ้าขายในประเทศแพงกว่าสิงคโปร์
ผู้ค้าน้ำมันก็จะไปนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากสิงคโปร์เข้ามาขายแข่ง เพราะต้นทุนถูกกว่า

ดังนั้น ราคาหน้าโรงกลั่นจึงอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ เพื่อให้เกิดความสมดุลในการค้า

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ..

แม้การอิงราคาสิงคโปร์จะดูสมเหตุสมผลในเชิงกลไกตลาด แต่ก็มาพร้อมกับ “ข้อเสีย” ด้วยเช่นกัน

1. เราผลิตเอง แต่ตั้งราคาเหมือนนำเข้า (Import Parity)

การอิงราคาสิงคโปร์ไม่ใช่แค่เอาตัวเลขราคามาเฉย ๆ แต่ยังมีการบวก "ค่าขนส่งและค่าประกันภัยเสมือน" เข้าไปด้วย

พูดง่าย ๆ คือ แม้น้ำมันจะกลั่นในประเทศ​ แต่เรากลับต้องจ่ายราคาเสมือนว่านำเข้าน้ำมันนั้นมาจากสิงคโปร์ ซึ่งกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่น สูงกว่าต้นทุนการผลิตจริง

2. ความผันผวนที่คุมไม่ได้

เมื่อผูกราคาไว้กับสิงคโปร์ ทำให้ราคาน้ำมันในประเทศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกสูง ทั้งการเก็งกำไรในตลาดโลก หรือสงคราม ทุกอย่างจะถูกโอนมาเป็นภาระของผู้บริโภคทันที โดยที่เราแทบไม่มีอำนาจต่อรองในเชิงนโยบายเลย

นอกจากนี้ อาจยังมีเรื่องกำไรลาภลอย (Windfall Profit) ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกผันผวน
โรงกลั่นอาจได้กำไรจากส่วนต่างราคาที่อิงตลาดโลก ทั้งที่ต้นทุนน้ำมันดิบที่ซื้อมาล่วงหน้าอาจจะต่ำกว่า นั่นเอง..

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่