เดียวในดวงใจ บทที่ 14

กระทู้สนทนา
เดียวในดวงใจ
ดรัสวันต์


14

        “คุณแม่เป็นอย่างไรบ้างคะคุณหมอ”

      “พ้นขีดอันตรายแล้วครับ แต่ก็ต้องอยู่ห้อง ไอ.ซี.ยู เพื่อดูอาการไปก่อน”

      “ท่านเป็นอะไรหรือคะ”

      “ในขั้นต้นนี้คิดว่าเส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจอาจจะตีบหรืออุดตัน แต่ต้องรอดูผลตรวจ MRI เพื่อยืนยันอีกที ตอนนี้ให้ยาขยายหลอดเลือดไปก่อน”

      “แล้วจะต้องทำอย่างไรต่อไปคะ”

     “เดี๋ยวสักพัก หมอจะส่งคนไข้ไปทำ MRI ถ้าผลออกมาตามที่หมอคาด ก็ต้องดูว่าเส้นไหน ถ้าไม่ซีเรียสมากก็ทำบอลลูน หากเส้นเลือดตีบจนขยายไม่ได้ก็ต้องผ่าตัดทำบายพาส”

     “ผ่าตัดหรือคะ” อุทานใจแป้วลงไปอีก

     “ใจเย็นๆ เถอะครับ เรื่องทำบอลลูนหรือบายพาส แพทย์ที่นี่เชี่ยวชาญ ไม่อันตรายหรอก ดีนะที่รีบมาถึงโรงพยาบาลก่อนที่จะมีอาการมากกว่านี้”

      คำอธิบายนั้นทำให้วทัญญาสบายใจขึ้นมาบ้าง

    “ขอหนูเข้าไปดูคุณแม่หน่อยได้ไหมคะ”

     เมื่อแพทย์อนุญาตแล้ว วทัญญาเดินไปที่หน้าห้อง ไอ.ซี.ยู จัดแจงเปลี่ยนรองเท้าใส่เสื้อคลุมเพื่อป้องกันเชื้อโรคและเอามือไปรอที่เครื่องฉีดแอลกอฮอล์ล้างมืออัตโนมัติ ปลอดเชื้อแล้วจึงเข้าไปหาแวววิภาซึ่งนอนนิ่งไม่รู้สึกตัวเพราะฤทธิ์ยา

      วทัญญาเข้าไปยืนชิดริมเตียง สายตาจับจัองที่ใบหน้าซีดๆ ของมารดา สายน้ำเกลือและอุปกรณ์ช่วยหายใจระโยงระยาง เห็นสภาพนั้นแล้วหญิงสาวแทบจะปล่อยโฮออกมาแต่พยายามกลั้นไว้ ค่อยๆ เอื้อมมือไปกุมมือของมารดา ความอบอุ่นที่สัมผัสได้นั้น ยืนยันว่ามารดายังอยู่กับเธอ

       “แม่จ๋า อย่าเป็นอะไรไปนะ” กระซิบปนสะอื้น “อย่าเพิ่งทิ้งเดียวไป” หญิงสาวซบหน้าลงกับอกของมารดาร้องไห้เบาๆ  

       ยามไม่มีใครจะมาปลอบโยนเช่นนี้ วทัญญาจำต้องลุกขึ้นมาเข้มแข็งและพยายามปลอบใจตัวเองว่าอยู่ใกล้หมอเช่นนี้ เขาคงไม่ปล่อยให้มารดาเป็นอะไรไปโดยไม่ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ คิดพลางเหลือบมองดูจอมอนิเตอร์ที่แสดงสัญญาณชีพ แม้เธอจะไม่มีความรู้ทางการแพทย์มาก่อนแต่ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นสัญญาณปกติ จากนั้นก็มองออกไปโดยรอบที่พยาบาลเวรยังคงทำงานอย่างแข็งขัน ทั้งที่เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว

      พยาบาลคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกว่าจะพาคนไข้ไปทำ MRI ซึ่งจะใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่าจะกลับมาที่ห้องนี้ ซึ่งวทัญญาควรจะกลับไปก่อนเพราะกว่าจะเสร็จ คงหมดเวลาเยี่ยมของห้อง ไอ.ซี.ยู. 

      หญิงสาวเดินตามเตียงที่เข็นมารดาออกไปแล้วไปรอหน้าห้อง MRI นาฬิกาบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแล้ว กว่าจะเสร็จก็คงใกล้ตีหนึ่ง ดึกขนาดนั้นเธอจะกลับบ้านอย่างไร พูดถึงบ้านเพิ่งนึกได้ว่าแป้นคงรอฟังข่าว จึงโทรศัพท์กลับไปบ้าน เสียงเรียกเพียงครั้งแรก แป้นก็รับสายทันที แสดงว่านั่งเฝ้าโทรศัพท์อยู่ ไม่ได้นอน

      “คุณเดียวหรือคะ คุณผู้หญิงเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงละล่ำละลักถามมานั้นสั่นเครือ

      “พ้นขีดอันตรายแล้ว แต่หมอเขายังให้อยู่ห้องไอ.ซี.ยู. ยังกลับบ้านไม่ได้”

      “ค่อยยังชั่วหน่อย แป้นนั่งสวดมนต์ใจคอไม่ดีเลย นี่คุณเดียวจะอยู่เฝ้าหรือคะ”

      “คงอย่างนั้นเพราะเที่ยงคืนแล้ว จะกลับบ้านอย่างไร” เธอนึกไปถึงห้องรอของญาติคนไข้ข้างๆ ห้องไอ.ซี.ยู. เธอคิดว่าจะอยู่เฝ้าที่ห้องรอนั้น “แป้นเฝ้าบ้านนะ มีอะไรคืบหน้าจะส่งข่าวไปบอก”

      วทัญญาวางสายแล้วเดินไปนั่งรอที่บริเวณนั่งรอของแผนก MRI เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงกว่าเจ้าหน้าที่จะเข็นเตียงคนไข้ออกมา วทัญญาทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าเดินตามมาส่งที่หน้าห้อง ไอ.ซี.ยู. และนั่งรอที่ห้องรอญาติคนไข้ มีเก้าอี้ว่างและโซฟายาวอยู่ 2 ตัว หนึ่งในนั้นมีคนนอนอยู่แล้ว หญิงสาวทรุดตัวลงที่โซฟายาวตัวที่เหลือ รู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่บ้างที่จะเอนกายลงนอนในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยและเปิดโล่งเช่นนี้ จึงได้แต่นั่งหลับตาในใจเป็นห่วงมารดา นึกถึงคำบอกเล่าของแพทย์ ถ้าไม่ทำบอลลูนก็ต้องผ่าตัดทำบายพาส คำว่าผ่าตัดฟังดูน่ากลัวเหลือเกิน ส่วนการทำบอลลูนคืออะไร พรุ่งนี้เธอคงต้องขอให้แพทย์อธิบายให้เข้าใจ

      ความกังวลอีกอย่างที่ตามมาคือค่าใช้จ่าย ปฏิบัติการทางการแพทย์ทั้งสองอย่างจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ยิ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนเช่นนี้ด้วยแล้ว ไม่มีทางถูกกว่าโรงพยาบาลของรัฐไปได้

     ต่อให้แพงอย่างไรวทัญญาจะพยายามหาเงินมาช่วยมารดาให้ได้ ถึงเวลานี้แล้ว ชีวิตสำคัญที่สุด ถ้าจะต้องหยิบยืมหรือเป็นหนี้ เธอยอมทั้งสิ้น 

     จะส่งข่าวให้บิดาทราบดีไหม เป็นคำถามที่เธอลังเล ถ้าบอก จะทำให้บิดาตกใจและเสียงานหรือไม่ แต่ถ้าไม่บอกจะเป็นอย่างไร

      ในที่สุดวทัญญาผล็อยหลับไปตอนใกล้รุ่ง

     เสียงผึบผับบางอย่างเหมือนคนวิ่ง ทำให้วทัญญารู้สึกตัวตื่นขึ้นมา เธอนอนหลับอยู่ที่โซฟานี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่ รีบลุกขึ้นนั่งพลางหันไปมองที่ประตูห้องไอ.ซี.ยู ญาติคนไข้สองสามคนกำลังยืนพูดอะไรกันอยู่และมีคนหนึ่งปล่อยโฮออกมา เดาได้ว่าญาติของเขาที่อยู่ข้างไหนคงเป็นอะไรไปแล้ว

     วทัญญาใจหาย มือกุมพระที่ห้อยคอ อดน้ำตาคลอกับความสูญเสียของกลุ่มคนตรงหน้าไม่ได้ หวังว่าเธอจะไม่ประสบชะตากรรมเช่นนั้น หญิงสาวถอนหายใจยาวเพื่อผ่อนคลายความหนักอึ้งในใจ ก้มลงมองนาฬิกาข้อมือ หกโมงเช้าแล้ว จึงรีบเข้าห้องน้ำล้างหน้าล้างตาแล้วเข้าไปดูมารดา

     แวววิภาเริ่มรู้สึกตัว วทัญญายิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรก

     “แม่คะ ปลอดภัยแล้วนะเดี๋ยวหมอมา เขาจะรักษาแม่ให้หายไม่ต้องกลัว” พยายามนึกหาคำปลอบที่ดีที่สุด

      แวววิภายังมีอาการซึม แต่ก็พยักหน้าเข้าใจพลางมองไปรอบๆ ห้องอย่างพยายามระลึกว่าเธอมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

     วทัญญานั่งกุมมือมารดาอยู่ข้างเตียงจนกระทั่งหมอมา เป็นแพทย์คนละคนกับที่เธอพบเมื่อคืน คนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจ เขาเข้ามาพร้อมกับพยาบาล ในมือมีแฟ้มประวัติคนไข้ 

     “เช้านี้รู้สึกเป็นอย่างไรบ้างครับ”

     “ไม่เจ็บหน้าอกแล้วค่ะ แต่ก็ยังงงๆ อยู่”

     “คงเป็นเพราะฤทธิ์ยา” แล้วหันมาทางวทัญญา “หนูเป็นญาติคนไข้ใช่ไหม”

     “เป็นลูกสาวค่ะ”

     “หมอดูผล MRI แล้ว  มีการตีบตันที่เส้นเลือดไปเลี้ยงหัวใจหนึ่งเส้นแต่ไม่รุนแรงมาก หมอว่าแค่ทำบอลลูนไม่ต้องถึงขั้นผ่าตัดทำบายพาสหรอก”
พอได้ยินว่าไม่ต้องผ่าตัด วทัญญาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก

     “แล้วทำบอลลูนคืออะไรคะ”

     “คือการสอดท่อผ่านทางผิวหนังเข้าไปในเส้นเลือด เพื่อถ่างขยายหลอดเลือดแดงที่ตีบอยู่ ที่ปลายสายจะมี balloon หรือลูกโป่ง ซึ่งจะเป่าลมเข้าไปขยายบริเวณที่ตีบเพื่อให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้สะดวก เมื่อขยายหลอดเลือดเสร็จแล้ว หมอจะใส่ขดลวดเล็กๆ เป็นตาข่ายรองไว้ข้างในเพื่อป้องกันไม่ให้หลอดเลือดตีบซ้ำ”

     คนฟังทั้งสองพยักหน้าเข้าใจ

     “จะเริ่มทำเมื่อไหร่คะ” 

     “หมอว่าเราออกมาคุยรายละเอียดกันข้างนอกดีกว่านะ ให้คนไข้พักผ่อน”

      รายละเอียดที่แพทย์ต้องการคุยคือ ขั้นตอนการทำบอลลูนและเรื่องค่าใช้จ่าย วทัญญาได้รับการอธิบายว่าการทำบอลลูนและการอยู่พักฟื้นในโรงพยาบาลแห่งนี้จะมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่าห้าแสนบาท

      ห้าแสน ! วทัญญาสะดุ้งไม่นึกว่าจะมากมายถึงเพียงนี้ เธอจะหามาจากที่ไหน เงินแสนกว่าบาทที่เทวัญทิ้งไว้ให้ก็ร่อยหรอไปเกือบครึ่งแล้ว
ท่าทางนั้นทำให้แพทย์เข้าใจและเสนอทางเลือกอื่น

     “ราคาที่บอกคือ ทำที่โรงพยาบาลนี้ แต่เรามีสัญญากับโรงพยาบาลรามาธิบดี ถ้าส่งคนไข้ไปทำที่นั่น แล้วกลับมาพักฟื้นที่นี่ก็จะถูกกว่า”

     “ประมาณเท่าไหร่คะ” 

     “อยู่ที่สามแสน”

     วทัญญายังคงอ้ำอึ้งอยู่ดี

     “จะกลับไปปรึกษาคุณพ่อก่อนไหม”

     “เอ่อ ค่ะ” วทัญญาต้องการเวลาที่จะหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ “แล้วคุณหมอจะต้องการคำตอบเมื่อไหร่คะ”

      “เร็วที่สุด เพราะอย่าลืมว่าโรงพยาบาลรัฐเขาก็มีคิวยาวเช่นกัน ถ้าตกลงไปทำที่เขา ทางนี้จะทำเรื่องส่งตัวผู้ป่วย อย่างเร็วก็น่าจะวันเดียว อันนี้หมายถึงลัดคิวแล้วนะ”

     “แล้วคุณแม่....”

     “อยู่รอในไอ.ซี.ยู นี้ไปก่อน อาการของคนไข้ไม่ถึงกับเฉียบพลันชนิดที่ต้องเข้าห้องผ่าตัดทันทีหรอก”

     “ค่ะ”

     “ตกลงนะ หนูไปคุยกับทางบ้านแล้วมาให้คำตอบ จะมีเจ้าหน้าที่ช่วยจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ ให้”

      วทัญญาพยักหน้ารับทั้งๆ ที่สมองยังตื้อตัน คิดไม่ออกว่าจะไปคุยกับใครด้วยซ้ำ

      หญิงสาวกลับเข้าไปดูมารดาอีกครั้ง แวววิภาหลับไปแล้ว อยู่ที่นี่ก็คงทำอะไรไม่ได้ วทัญญาจึงตัดสินใจกลับบ้าน ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
 

      แป้นรีบวิ่งเข้ามาหาทันทีที่วทัญญาก้าวเข้าบ้าน 

     “ดูซิ ตาคล้ำไปเลยสงสัยไม่ได้นอนทั้งคืน” แป้นสังเกตนายสาวด้วยความเป็นห่วง

      “หลับไปหน่อยนึง แป้นก็ท่าทางไม่ได้นอนเหมือนกันใช่ไหม”

       “แหม ใครจะหลับลงล่ะคะ” แป้นหน้าหมองไป “คุณเดียวไปอาบน้ำเถอะค่ะ เดี๋ยวแป้นจะทำข้าวต้มให้ทาน พอทานเสร็จแล้วพาแป้นไปเยี่ยมคุณผู้หญิงด้วยนะ”

       วทัญญาอาบน้ำใจลอยคิดวิธีหาเงิน ใครบ้างที่เธอจะหันหน้าไปพึ่งได้ คนแรกที่เธอนึกถึงคือ ใจนภา

       ดังนั้น พอแต่งตัวเสร็จวทัญญารีบโทรศัพท์ไปหาผู้เป็นป้า

      “ป้าเจ้า เดียวเอง สุมาเตอะเจ้าโทร.มากวนแต่จ๊าว”

      “มีอะหยัง”

      “แม่แวว เปิ้นบ่สบายเข้าโรงพยาบาลตะคืนเจ้า”

      “เป็นอะหยังเลาะ ! ” น้ำเสียงตกใจ

     “เปิ้นเจ๊บหน้าอก หมอบอกเส้นเลือดหัวใจตีบต้องทำบอลลูน”

      “ธัมโม สังโฆ” ใจนภาอุทานใจหาย

      “หมอบอกต้องใจ้เงินสามแสน”
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่