ย้อนคิดถึงวันวาน.....ของคนวัยเกษียณ ที่ล่วงผ่าน

#ค่ำหนึ่งในฤดูหนาว ของปี พ.ศ.2535 ณ วัดภูริทัตตวนาราม ...แดนไกล
       
      "มาจากจังหวัดไหนกัน มาทำอะไรกัน" พระภิกษุสูงวัย ร่างสันทัด แววตาฉายเปี่ยมด้วยเมตตา กล่าวทักทายชายไทยวัยหนุ่มเริ่มจะตอนปลายสองคนที่นั่งพับเพียบอยู่เบื้องหน้าท่าน

          "ผมเป็นข้าราชการไทยครับ หลวงพ่อ ได้ทุนมาดูงานสี่เดือนครับ"หนึ่งในสองหนุ่มตอบ "เรามาจากภาคอิสาน สกลนครครับ"

        "แล้วอย่างไรถึงได้มาหาหลวงพ่อได้ล่ะ"

         "พวกผมอยู่สกลนคร เป็นลูกศิษย์หลวงปู่ฝั้น กันครับ ทราบว่าหลวงพ่อเคยอยู่ปฏิบัติกับหลวงปู่ฝั้นหลายปี ก่อนมานี่พวกผมขึ้นไปกราบหลวงพ่อที่ถ้ำศรีแก้ว บนภูพาน พระที่วัดบอกว่าโยมทางนี้นิมนต์หลวงพ่อมาจำพรรษาที่นี่ เมื่อมีโอกาสได้มา ผมสองคนจึงหาโอกาสมากราบหลวงพ่อครับ" เป็นคำตอบอย่างคารวะจากหนึ่งในสองหนุ่ม

           "ดีแล้ว แล้วต่อไปจะไปอย่างไรกัน  คืนนี้ก็ใกล้ค่ำแล้วพักอยู่ที่นี่ก่อนนะ" 

            "ครับผม เป็นความเมตตาของหลวงพ่ออย่างยิ่งครับ ผมว่าจะขอพักหัดภาวนากับหลวงพ่อสักสองคืน จากนั้นก็คงต้องไปตามโปรแกรมที่เขาจัดไว้ครับ" สองหนุ่มพนมมือกล่าวตอบอย่างนอบน้อม

          "พวกผมขอความเมตตาหลวงพ่อได้กรุณาชี้แนะสั่งสอนทางพ้นทุกข์ให้ด้วย เพราะไม่แน่ใจว่าในวันต่อไปจะมีโอกาสได้กราบหลวงพ่อตัวต่อตัวเช่นนี้หรือไม่"  

        "เมื่อมาก็ดีแล้ว โยมอยากหาทางพ้นทุกข์ ก่อนอื่นต้องรู้ว่าทุกข์มาจากไหน เอาง่ายๆ คือหนึ่งทุกข์ที่ปฏิเสธไม่ได้ เราต้องพบเจออย่างหนีไม่พ้นในชีวิตคือทุกข์จากสังขาร เช่นหิว เจ็บปวด ร้อน หนาว ทุกข์พวกนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้แต่บำบัดไ้ด้ หิวก็หากิน เจ็บป่วยก็หายากินรักษาไป หนาวก็หาเสื้อผ้าใส่ แต่ก็ต้องพึงเข้าใจว่า สิ่งที่หามาบำบัดหากเกินไปก็จะทำให้เกิดทุกข์ขึ้น เช่นอาหารต้องหากินอย่างดี ปรุงอย่างวิเศษ เกินความจำเป็นที่ร่างกายต้องการ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มต้องราคาแพงเลิศเลอ เช่นนี้ก็จะทำให้เกิดกิเลส เกิดทุกข์ซ้อนขึ้นมาได้ เมื่อไม่ได้สมหวัง "

       ท่านหยุดจ้องมองสองหนุ่มทีละคน ด้วยแววตาเป็นประกายแห่งความเมตตา ทำให้รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

         "ทุกข์อีกอย่างเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นโดยตัวเราเองที่สร้างมันขึ้นมา"ท่านกล่าวต่อ "เมื่อพอกินอิ่ม ร่างกายไม่เจ็บป่วย สบายดี จิตใจก็เริ่มหาทุกข์ โดยส่งจิตออกไปสอดส่ายหาเรื่องหาราวภายนอกแล้วเก็บมา เอามาปรุงแต่ง ทั้งๆที่เป็นเรื่องไกลตัวเหลือเกิน เรื่องไม่ใช่เรื่องของเราเลย จิตก็สอดส่ายหาเอามาคิด ปรุงแต่งต่อจนจิตใจวุ่นวาย อยากเป็น อยากมี อยากได้ สารพัด เมื่ออยากก็ร้อนรน ต้องหาทางบำบัดให้ได้ ให้เป็นดังใจ ก่อให้เกิดทุกข์ขึ้นมา นี่คือทุกข์ที่เราสร้างมันขึ้นมาโดยส่งจิตไปหา ไปสร้างมันขึ้นมา 

          เมื่ออยากพ้นทุกข์ ลองอย่าส่งจิตออกนอกไปวุ่นวาย ธรรมชาติของจิตต้องคิด ไม่คิดไม่ใช่จิต ให้เอาลมหายใจผูกมัดจิตไว้ หายใจเข้านึก พุทธ หายใจออกนึก โธ กำกับไว้เสมอ จิตจะไม่ฟุ้งซ่านไปหาทุกข์ ค่อยทำค่อยเป็น นี่ว่ากันแบบง่ายๆนะโยม"

           "สาธุ กราบขอบพระคุณหลวงพ่อครับ" สองหนุ่มก้มกราบพร้อมกัน

             "เอาละ เดี๋ยวจะให้พระจัดที่พักให้ มีอะไรสงสัยวันรุ่งค่อยไต่ถามกันใหม่"พูดจบ หลวงพ่อเอื้อมมือไปกดกริ่งไฟฟ้าข้างตัวเพื่อเรียกพระมาจัดที่พักให้สองหนุ่มพเนจรจากไทยแลนด์แดนสยาม

         สองหนุ่มพักอาศัยกินข้าววัด กวาดวัด รับความเมตตาจากหลวงพ่ออีกสองวันตามที่ตั้งใจไว้ ก่อนกราบลาจากเดินทางต่อไปตามลิขิตแห่งชีวิต

           สามสิบกว่าปีต่อมา หนึ่งในสองหนุ่มพเนจรค่ำคืนนั้น ยังหาโอกาสไปกราบ และปฏิบัติภาวนาต่อหน้ารูปปั้นหลวงพ่อที่วัดป่าเขาน้อย บุรีรัมย์ เมื่อมีโอกาส ด้วยไม่ลืมในคำแนะนำชี้ทางแห่งการพ้นทุกข์ที่ท่านได้เมตตาชี้แนะในคืนนั้น.... ..
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่