What's not down, folks?
เมื่อวาน 26 มิถุนายน ยูเซอร์เนม (และเพจ
พ่อผมเป็นคนอังกฤษ) นี้ครบรอบ 6 ปีแล้วนะ! (จริง ๆ ยูเซอร์เนมมาก่อนแปปนึง ประมาณอาทิตย์กว่า ผมค่อยเปิดเพจตามทีหลังเพราะอยากสร้าง community) จนถึงวันนี้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับน่าจะเกิน 1,500+ บทแล้ว (กระจัดกระจายอยู่ในพันทิพ เพจ ไลน์) และออกหนังสือมา 10 เล่ม! (e-book 7 เล่ม / ตีพิมพ์ 3 เล่ม ยังไม่รวมสินค้าความรู้อื่น ๆ)
ไม่คิดเลยว่ามันจะดำเนินมานานและจะมีเรื่องให้เขียนเยอะขนาดนี้ แต่วันนี้พอมามองดูให้ post ideas ที่ผมเขียนไว้ (ผมจะจดไอเดียสำหรับโพสต์ไว้เสมอ) มันยังเหลืออีกเพียบเลยแฮะ ชนิดที่ว่าต่อให้ครบ 10 ปีก็ยังเขียนไม่หมด บางวันผมเอาหนึ่งไอเดียมาเขียน ก็ได้ไอเดียเพิ่มสำหรับอนาคตอีก 3 ไอเดีย เป็นแบบนี้บ่อย ๆ เลย เอาเป็นว่าสบายใจ This will go on forever!
สำหรับวันนี้มาลุยความรู้กันต่อ
1) หลายคนอาจเคยเห็น text ภาษาอังกฤษสมัยก่อน แล้วพบว่าคำกริยาหลายคำมันเติม -th ต่อท้ายด้วย (เช่น do -> doth / come -> cometh / have -> hath) เช่นสุภาษิต "
Cometh the hour, cometh the man." ในภาษาอังกฤษยุคโบราณ ถ้าปรับให้มันเป็นบรรจุบันก็คือ "
When the time comes, the man comes." (เมื่อถึงเวลา เขาผู้นั้นจะกลับมา) สรุปแล้วการเติม -th ให้กริยาในสมัยก่อนก็คือการบอกว่ามันเป็น present tense นั่นเอง (และใช้กับ

, she, it เท่านั้น เหมือนการเติม -s สมัยนี้เลย)
2) ทำไมเราพูดว่า "
Tick-tock" "
Flip-flop" ไม่ใช่ "
Tock-tick" "
Flop-flip" ทำไมเราบอกว่า "
ติ๊งต๊อง" "
กิ๊กก๊อก" "
นิดหน่อย" ไม่ใช่ "
ต๊องติ๊ง" "
ก๊อกกิ๊ก" และ "
หน่อยนิด" นั่นเพราะเรามีกฎนึงที่ชื่อว่า "
The rule of ablaut reduplication" เป็นกฎที่พูดถึงลำดับของเสียงที่เป็นธรรมชาติต่อหูมนุษย์ สรุปง่าย ๆ คือ หูเราจะชินกับการไล่เสียงจากสระด้านหน้าไปด้านหลัง ไม่ใช่ด้านหลังไปด้านหน้า ซึ่งลำดับของสระจากหน้าไปหลังมีดังนี้
อิ, เอะ, แอะ, เอาะ, อะ ซึ่งเราก็จะเห็นว่าสระอิต้องมาก่อนสระเอาะเสมอ การพูด Tick-tock หรือติ๊งต๊อง มันเลยฟังดูเป็นธรรมชาติสำหรับหูเรามากกว่า
3) สำหรับวลี "
On the money" มันไม่ได้แปลว่า อยู่บนเงิน แต่มันแปลว่า
ถูกต้อง,
ตรงเป๊ะ เช่นประโยค
Your advice was on the money. It helped me a lot. (คำแนะนำของนายมันโคตรได้ ช่วยฉันได้เยอะเลย) หรือ
Your assumption is right on the money. (การสันนิษฐานของคุณถูกต้อง) *บางทีเราเพิ่ม right มาด้านหน้าด้วย
4) รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้ถ้าอยากฟังฝรั่งออกเสียงให้ฟังเป๊ะ ๆ มันไม่ยากเลย แค่เข้ากูเกิลแล้วพิมพ์คำที่เราอยากรู้ ต่อด้วยคำว่า pronunciation ก็จะมีไฟล์เสียงพร้อมรูปภาพประกอบให้เรากดฟังแล้ว มันง่ายขนาดนั้น! แถมยังมีการออกเสียงแบบ slow ให้เลือกอีกด้วย และยังเลือกว่าจะฟังสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกันก็ได้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
5) เราอาจจะเคยชินว่า to ต้องตามหลังด้วยกริยาปกติเท่านั้น (ที่เราเรียกกันว่า to infinitive) แต่ก็มี to มันตามหลังด้วย -ing นะ มักเจอบ่อย ๆ ในข้อสอบเพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้นักเรียนสับสนได้ง่าย หลัก ๆ มีอยู่ 3 วลีหลักคือ 1)
look forward to (doing something) แปลว่า ตั้งหน้าตั้งรอทำบางอย่าง 2)
Admit to (doing something) แปลว่า ยอมรับว่าได้ทำบางอย่าง 3)
Be used to (doing something) แปลว่า เคยชินกับการทำบางอย่าง
6) กลัวทุกคนจะติดกับดักที่เพื่อนหลายคนของผมเคยติดในตอนที่เรียนเอกอิ้ง นั่นคือการรอวันที่เก่งค่อยใช้ รอวันที่สำเนียงดีค่อยพูด รอวันที่แกรมมาร์เป๊ะค่อยเขียน รอวันที่คำศัพท์เยอะค่อยอ่าน รอวันที่ชินกับภาษาอังกฤษค่อยฟัง สุดท้ายก็รอจนเรียนจบ ไม่ได้มีโอกาสได้รับ feedback จากคนรอบข้างในช่วงเวลาที่รายล้อมด้วยคนทีสนใจเรื่องเดียวกันเยอะทีสุดในชีวิต เรียนจบมาก็ได้แต่ฝึกกับตัวเองหรือคนในโลกออนไลน์ เนี่ยแหละครับโอกาสที่เสียเพราะติดกับดักว่า ทุกอย่างมันต้อง 'ดี' ก่อน
7) "
It's not cool!" ไม่ได้แปลว่า มันไม่เท่ หรือมันไม่เย็น หรอกนะ เราจะใช้วลีนี้ในการตักเตือนใครสักคนว่าเขากำลังทำตัวไม่น่ารัก เช่น
A: I hate old teachers. (ฉันไม่ชอบคุณครูแก่ ๆ เลยว่ะ)
B: That's not cool, man. Be nice to them at least. (ไม่ได้นะเพื่อน อย่างน้อยก็ทำตัวดี ๆ กับเขาหน่อย) หรือ
A: Why don't we go outside, yeah? (ไปเคลียร์กันข้างนอกไหมละ)
B: Not cool. (ทำตัวเด็กว่ะ)
8)
Vitamin สรุปฝรั่งอ่านว่า
วิตามิน หรือ
ไวตามิน? เป็นเรื่องของเชื้อชาติครับ คนอังกฤษอ่าน "
ฟิท-เถอะ-มิน" (VIT-a-min) ส่วนคนอเมริกันอ่าน "
ฟาย-เดอะ-มิน" (VAI-(d)a-min) ส่วนคำว่า
Anti- คนอังกฤษและคนอเมริกันส่วนใหญ่อ่าน
แอน-ที นี่แหละ แต่พอม่ีคำอื่นมาต่อด้วย เช่น
anti-ageing หรือ
anti-abortion คนอเมริกันจะอ่าน
แอน-ทาย แต่คนอังกฤษอ่าน แอน-ที เหมือนเดิม
9) บางทีลองเปลี่ยนจาก
Let's... เป็น
Shall we... กืทำให้ภาษาอังกฤษของเราเพราะขึ้นเยอะนะ เช่น Let's go มาเป็น "
Shall we go?" หรือ Let's have some pizza เป็น "
Shall we have some pizza?" หลายคนอาจบอกว่ามันฟังดูเว่อวังเกินไป แต่จริง ๆ ที่อังกฤษเราใช้มันเป็นเรื่องปกติเลย ได้ยินทุกวันแน่นอนโดยเฉพาะคนที่ทำงานกันเป็นทีมใหญ่ ๆ
10) "
Old-timer" อาจหมายถึงคนมีอายุ หรือคนที่ทำงานในสถานที่หนึ่งมานานแสนนาน สำหรับพันทิพนี่ผมว่า '
พ่อผมเป็นคนอังกฤษ' ก็จัดเป็น Old-timer เหมือนกัน!
"รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน"
Stay tuned
JGC.
ความรู้ภาษาอังกฤษ "สำหรับคนไทย" (Pt. 9)
เมื่อวาน 26 มิถุนายน ยูเซอร์เนม (และเพจ พ่อผมเป็นคนอังกฤษ) นี้ครบรอบ 6 ปีแล้วนะ! (จริง ๆ ยูเซอร์เนมมาก่อนแปปนึง ประมาณอาทิตย์กว่า ผมค่อยเปิดเพจตามทีหลังเพราะอยากสร้าง community) จนถึงวันนี้ผมเขียนบทความเกี่ยวกับน่าจะเกิน 1,500+ บทแล้ว (กระจัดกระจายอยู่ในพันทิพ เพจ ไลน์) และออกหนังสือมา 10 เล่ม! (e-book 7 เล่ม / ตีพิมพ์ 3 เล่ม ยังไม่รวมสินค้าความรู้อื่น ๆ)
ไม่คิดเลยว่ามันจะดำเนินมานานและจะมีเรื่องให้เขียนเยอะขนาดนี้ แต่วันนี้พอมามองดูให้ post ideas ที่ผมเขียนไว้ (ผมจะจดไอเดียสำหรับโพสต์ไว้เสมอ) มันยังเหลืออีกเพียบเลยแฮะ ชนิดที่ว่าต่อให้ครบ 10 ปีก็ยังเขียนไม่หมด บางวันผมเอาหนึ่งไอเดียมาเขียน ก็ได้ไอเดียเพิ่มสำหรับอนาคตอีก 3 ไอเดีย เป็นแบบนี้บ่อย ๆ เลย เอาเป็นว่าสบายใจ This will go on forever!
สำหรับวันนี้มาลุยความรู้กันต่อ
1) หลายคนอาจเคยเห็น text ภาษาอังกฤษสมัยก่อน แล้วพบว่าคำกริยาหลายคำมันเติม -th ต่อท้ายด้วย (เช่น do -> doth / come -> cometh / have -> hath) เช่นสุภาษิต "Cometh the hour, cometh the man." ในภาษาอังกฤษยุคโบราณ ถ้าปรับให้มันเป็นบรรจุบันก็คือ "When the time comes, the man comes." (เมื่อถึงเวลา เขาผู้นั้นจะกลับมา) สรุปแล้วการเติม -th ให้กริยาในสมัยก่อนก็คือการบอกว่ามันเป็น present tense นั่นเอง (และใช้กับ
2) ทำไมเราพูดว่า "Tick-tock" "Flip-flop" ไม่ใช่ "Tock-tick" "Flop-flip" ทำไมเราบอกว่า "ติ๊งต๊อง" "กิ๊กก๊อก" "นิดหน่อย" ไม่ใช่ "ต๊องติ๊ง" "ก๊อกกิ๊ก" และ "หน่อยนิด" นั่นเพราะเรามีกฎนึงที่ชื่อว่า "The rule of ablaut reduplication" เป็นกฎที่พูดถึงลำดับของเสียงที่เป็นธรรมชาติต่อหูมนุษย์ สรุปง่าย ๆ คือ หูเราจะชินกับการไล่เสียงจากสระด้านหน้าไปด้านหลัง ไม่ใช่ด้านหลังไปด้านหน้า ซึ่งลำดับของสระจากหน้าไปหลังมีดังนี้ อิ, เอะ, แอะ, เอาะ, อะ ซึ่งเราก็จะเห็นว่าสระอิต้องมาก่อนสระเอาะเสมอ การพูด Tick-tock หรือติ๊งต๊อง มันเลยฟังดูเป็นธรรมชาติสำหรับหูเรามากกว่า
3) สำหรับวลี "On the money" มันไม่ได้แปลว่า อยู่บนเงิน แต่มันแปลว่า ถูกต้อง, ตรงเป๊ะ เช่นประโยค Your advice was on the money. It helped me a lot. (คำแนะนำของนายมันโคตรได้ ช่วยฉันได้เยอะเลย) หรือ Your assumption is right on the money. (การสันนิษฐานของคุณถูกต้อง) *บางทีเราเพิ่ม right มาด้านหน้าด้วย
4) รู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้ถ้าอยากฟังฝรั่งออกเสียงให้ฟังเป๊ะ ๆ มันไม่ยากเลย แค่เข้ากูเกิลแล้วพิมพ์คำที่เราอยากรู้ ต่อด้วยคำว่า pronunciation ก็จะมีไฟล์เสียงพร้อมรูปภาพประกอบให้เรากดฟังแล้ว มันง่ายขนาดนั้น! แถมยังมีการออกเสียงแบบ slow ให้เลือกอีกด้วย และยังเลือกว่าจะฟังสำเนียงอังกฤษหรืออเมริกันก็ได้
[Spoil] คลิกเพื่อดูข้อความที่ซ่อนไว้
5) เราอาจจะเคยชินว่า to ต้องตามหลังด้วยกริยาปกติเท่านั้น (ที่เราเรียกกันว่า to infinitive) แต่ก็มี to มันตามหลังด้วย -ing นะ มักเจอบ่อย ๆ ในข้อสอบเพราะมันเป็นเรื่องที่ทำให้นักเรียนสับสนได้ง่าย หลัก ๆ มีอยู่ 3 วลีหลักคือ 1) look forward to (doing something) แปลว่า ตั้งหน้าตั้งรอทำบางอย่าง 2) Admit to (doing something) แปลว่า ยอมรับว่าได้ทำบางอย่าง 3) Be used to (doing something) แปลว่า เคยชินกับการทำบางอย่าง
6) กลัวทุกคนจะติดกับดักที่เพื่อนหลายคนของผมเคยติดในตอนที่เรียนเอกอิ้ง นั่นคือการรอวันที่เก่งค่อยใช้ รอวันที่สำเนียงดีค่อยพูด รอวันที่แกรมมาร์เป๊ะค่อยเขียน รอวันที่คำศัพท์เยอะค่อยอ่าน รอวันที่ชินกับภาษาอังกฤษค่อยฟัง สุดท้ายก็รอจนเรียนจบ ไม่ได้มีโอกาสได้รับ feedback จากคนรอบข้างในช่วงเวลาที่รายล้อมด้วยคนทีสนใจเรื่องเดียวกันเยอะทีสุดในชีวิต เรียนจบมาก็ได้แต่ฝึกกับตัวเองหรือคนในโลกออนไลน์ เนี่ยแหละครับโอกาสที่เสียเพราะติดกับดักว่า ทุกอย่างมันต้อง 'ดี' ก่อน
7) "It's not cool!" ไม่ได้แปลว่า มันไม่เท่ หรือมันไม่เย็น หรอกนะ เราจะใช้วลีนี้ในการตักเตือนใครสักคนว่าเขากำลังทำตัวไม่น่ารัก เช่น A: I hate old teachers. (ฉันไม่ชอบคุณครูแก่ ๆ เลยว่ะ) B: That's not cool, man. Be nice to them at least. (ไม่ได้นะเพื่อน อย่างน้อยก็ทำตัวดี ๆ กับเขาหน่อย) หรือ A: Why don't we go outside, yeah? (ไปเคลียร์กันข้างนอกไหมละ) B: Not cool. (ทำตัวเด็กว่ะ)
8) Vitamin สรุปฝรั่งอ่านว่า วิตามิน หรือ ไวตามิน? เป็นเรื่องของเชื้อชาติครับ คนอังกฤษอ่าน "ฟิท-เถอะ-มิน" (VIT-a-min) ส่วนคนอเมริกันอ่าน "ฟาย-เดอะ-มิน" (VAI-(d)a-min) ส่วนคำว่า Anti- คนอังกฤษและคนอเมริกันส่วนใหญ่อ่าน แอน-ที นี่แหละ แต่พอม่ีคำอื่นมาต่อด้วย เช่น anti-ageing หรือ anti-abortion คนอเมริกันจะอ่าน แอน-ทาย แต่คนอังกฤษอ่าน แอน-ที เหมือนเดิม
9) บางทีลองเปลี่ยนจาก Let's... เป็น Shall we... กืทำให้ภาษาอังกฤษของเราเพราะขึ้นเยอะนะ เช่น Let's go มาเป็น "Shall we go?" หรือ Let's have some pizza เป็น "Shall we have some pizza?" หลายคนอาจบอกว่ามันฟังดูเว่อวังเกินไป แต่จริง ๆ ที่อังกฤษเราใช้มันเป็นเรื่องปกติเลย ได้ยินทุกวันแน่นอนโดยเฉพาะคนที่ทำงานกันเป็นทีมใหญ่ ๆ
10) "Old-timer" อาจหมายถึงคนมีอายุ หรือคนที่ทำงานในสถานที่หนึ่งมานานแสนนาน สำหรับพันทิพนี่ผมว่า 'พ่อผมเป็นคนอังกฤษ' ก็จัดเป็น Old-timer เหมือนกัน!
"รู้ให้มากกว่าเมื่อวาน"
Stay tuned
JGC.