ห้องรวม

กระทู้สนทนา

.


           “คุณชมตะวัน! คุณชมตะวันตื่นค่ะ…”

            ฉันสะดุ้งตื่นจากเสียงปลุกของพยาบาลสาวและเวรเปล หันมองรอบ ๆ ห้องด้วยอาการมึนศีรษะ ฤทธิ์ของยาสลบคงยังไม่หมด มองเพดานห้องเห็นหลอดไฟหลายดวง มองไปรอบ ๆ ห้องเห็นเตียงผู้ป่วยและมีผู้ป่วยนอนอยู่เรียงกันหกเตียง ฝั่งละสามเตียง นี่คงเป็นห้องรวม เวรเปลคงเข็นฉันออกมาจากห้องผ่าตัดแล้ว

            ฉันลืมตามองเพดาน ค่อย ๆ ตั้งสติ ขมวดคิ้วเข้าหากัน นึกขึ้นมาได้ว่าห้องพิเศษที่ฉันต้องการมันเต็ม จึงได้มานอนพักฟื้นที่ห้องรวมไปก่อน พอลำดับเหตุการณ์ได้ว่าอะไรเป็นอะไร จากนั้นฉันก็อาเจียนออกมา แล้วก็พาตัวเองหลับไปอีกรอบ โดยที่พยาบาลก็ปล่อยให้หลับไป

            ฉันหลับไปกี่ชั่วโมงไม่รู้ รู้ตัวอีกทีสะดุ้งตื่นอีกครั้งเพราะได้ยินเสียงของคนคุยกัน ฉันยังไม่ลืมตาซะทีเดียว หรี่ตามอง ๆ ดูก็พอเห็นว่าอะไรเป็นอะไร เห็นคนสามคนกำลังเดินมาหยุดยืนที่เตียงคนไข้อีกคน

            ความจริงฉันลืมตาไม่ได้ต่างหากเพราะฉันง่วง และ ยังมึนศีรษะอยู่ รอบ ๆ บริเวณห้องสลัว ๆ ไฟห้องถูกเปิดไว้เพียงไม่กี่หลอด ข้างนอกหน้าต่างมืดไปหมด พยาบาลที่เคาน์เตอร์ก็ไม่มีแล้ว น่าจะดึกสงัดแล้วล่ะ

            ฉันผ่าตัดซีส ผ่าตัดโดยการดมยาสลบ จึงทำให้รู้สึกมึน ๆ ไม่หาย ทว่าประสาทสัมผัสของฉัน มันกลับรับรู้เรื่องราวการมาของใครบางคนทุกอย่าง แม้จะลืมตาไม่ได้เต็มที่ก็ตาม

            เสียงฝีเท้าของคนเดินย่ำพื้นเหมือนมากันสามคน ฉันพยายามลืมตามอง ทั้งง่วงทั้งมึนจึงมองได้แบบเบลอ ๆ ฉันนอนมองที่เตียงของตนเอง เห็นหมอผู้ชายกับพยาบาลสาวสองคน ยืนรอบเตียงคนไข้คนหนึ่งอยู่ เจ้าของเตียงเป็นยายแก่ ๆ ผอมโซ มีท่อช่วยหายใจด้วย

            เตียงของฉันเป็นเตียงสุดท้ายอยู่ริมหน้าต่าง ส่วนเตียงที่หมอมาหาคือเตียงฝั่งตรงข้ามฉัน เป็นเตียงสุดท้ายริมหน้าต่างเช่นกัน เป็นยายแก่ ๆ คนหนึ่งนอนอยู่ในเตียงนั้น ดูแล้วก็น่าเวทนาปนสงสาร แกคงทรมานมาก ๆ

            ฉันเห็นเพียงเสื้อกาวน์สีขาวของหมอ ชุดสีขาวของพยาบาล ช่วงเข่าลงมามันมองไม่ค่อยเห็นเลย มืดสลัวไปหมด บวกกับสายตาฝ้าฟางของฉันด้วย ฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก ได้ยินเสียงหมอกับพยาบาลคุยกันทุกคำ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ

            เพราะความมึนและง่วงฉันจึงเลิกสนใจเตียงคนไข้คนนั้น คิดจะหลับต่อ ก่อนที่ฉันจะหลับตาลง พยาบาลคนที่ยืนข้าง ๆ หมอหันหน้ามายิ้มให้ฉัน ฉันยิ้มตอบก่อนจะปิดเปลือกตาลงแล้วหลับไป

            “อือ…. อือ…. ไม่! ไม่! อือ…”

            ฉันชื่อวารุณี มานอนโรงพยาบาลเพราะผ่าตัดซีสที่เต้านม จู่ ๆ ฉันก็ต้องสะดุ้งตื่นกับเสียงพูดของยายแก่ ๆ ตัวผอม ๆ คนหนึ่ง ที่นอนเตียงอยู่ติดกับฉัน ฉันลืมตาตื่นจากที่นอนหลับสนิท เพราะเสียงพูดของยาย ฉันค่อย ๆ ปรับสายตาให้สู้แสงได้ ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองว่ายายเป็นอะไร

            ปากของยายพะงาบ ๆ มีเสียงเล็ดลอดออกมาพอให้ได้ยิน ยายคงฝัน! จึงทำให้ละเมอพูดออกมาแบบนี้ ฉันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้องผู้ป่วยรวม ล็อกของฉันมีทั้งหมดหกเตียง ฉันพึ่งเข้ารับการรักษาตัวได้สองวัน ส่วนยายคนนี้ไม่รู้ว่ามานอนตั้งแต่วันไหน ได้กี่วัน เพราะฉันมาก็เห็นยายนอนใส่ท่อช่วยหายใจที่เตียงอยู่ก่อนแล้ว

            ฉันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง เห็นน้องสาวคนหนึ่งพึ่งเข้ามานอนรักษาตัวที่นี่เมื่อวาน วันนี้เข้ารับการผ่าตัด น้องสาวคนนั้นนอนเตียงคนละฝั่งกับฉัน ซึ่งเตียงอยู่ตรงข้ามกับเตียงของยายคนนี้พอดี หันเท้าเข้าหากัน

            น้องสาวคนนั้นและคนอื่น ๆ หลับสนิทจะรับรู้ไหมว่ายายกำลังนอนละเมอในตอนนี้ ดูนาฬิกาในโทรศัพท์ เที่ยงคืนสามนาที จากนั้นฉันก็หันมามองยายพูดละเมอต่อ

            “ไม่ ๆ! อือ.. อือ! ใหญ่เอ้ย ใหญ่! มาช่วยห้ามเขาหน่อย เขาจะมัดมือมัดเท้าแม่แล้วใหญ่เอ้ย! ฮือ… ฮือ… เจ้าข้าเอ้ย! เจ้าข้ามาดูเขาจะมัดมือมัดเท้าอี่ฉันไม่ให้ทำอะไร แล้วอี่ฉันจะทำอย่างไรล่ะ พ่อจ๋าแม่จ๋า เขาจะล่ามหนูแล้ว ฮือ ฮือ ช่วยด้วย ๆ”

            เสียงของยายไม่ได้พูดดังมาก นอนอ้าปากพูด ทำปากพะงาบ ๆ อยู่อย่างนั้น มือกับเท้าก็กระดุกกระดิกนิดหน่อย ฉันหันไปมองที่เคาน์เตอร์พยาบาลก็ไม่มีใครสักคน ลังเลว่าจะเรียกให้ใครมาช่วยหรือไม่ หรือ ปลุกยายให้ตื่นดีหรือไม่ แต่สภาพของฉันก็ไม่ได้ต่างจากยายเท่าไหร่ ครั้นจะลุกจากเตียงก็ทุลักทุเลเหมือนกัน เพราะฉันก็พึ่งเข้ารับการผ่าตัดมา

            ฉันนอนฟังและมองยายนอนละเมออยู่นานยายก็ยังไม่เงียบ อีกทั้งสภาพร่างกายของยายที่ผอมโซ มีท่อช่วยหายใจติดที่จมูก ใบหน้าเหี่ยวตอบแถมยังนอนละเมอแบบนี้อีก ทำให้ฉันนึกกลัวขึ้นมาดื้อ ๆ จากนั้นฉันก็ค่อย ๆ พลิกตัวนอนตะแคงหันหน้ามาอีกฝั่ง นอนฟังเสียงยายละเมอจนเผลอหลับไป

            ตอนเช้าพยาบาลมาปลุกให้ตื่นเพื่อวัดความดันและไข้ ทำให้ชมตะวันอีกทั้งวารุณีและคนอื่น ๆ ตื่นพร้อม ๆ กัน หมอประจำตัวของแต่ละคนเข้ามาดูอาการในตอนเช้า

            “คุณยายจ๋า! ยายจำเนียรเป็นยังไงบ้าง รู้สึกดีขึ้นมั้ยเอ่ย” หมอสาวคนหนึ่งเดินมาทักทายยายเตียงตรงข้ามกัน คนที่ชมตะวันเห็นหมอกับพยาบาลมาเมื่อคืน และ คนที่วารุณีได้ยินเสียงนอนละเมอ ชมตะวันมองยิ้ม ๆ นึกชอบใจในความเอาใจใส่ดูแลยายจำเนียรของหมอมาก ดึก ๆ ก็มาดูตอนเช้าก็มาดูอีก

            “เมื่อคืนหมอไม่ได้มัดมือมัดเท้ายายเหรอ ยายนอนโวยวายทั้งคืน นึกว่าหมอมัดมือมัดเท้ายาย” ยายจำเนียรพูด ชมตะวันสังเกตเห็นเตียงคนไข้ข้าง ๆ ยายจำเนียรทำหน้างง ทว่าก็ไม่ได้แสดงท่าทางอะไร นั่งฟังยายจำเนียรกับหมอคุยกันเรื่อย ๆ

            “อะไรคะคุณยาย! หมอจะมามัดมือมัดเท้าคุณยายได้ยังไง คุณยายฝันหรือเปล่า!” หมอสาวพูดปนยิ้ม รอยยิ้มพิมพ์ใบหน้าช่างน่ารักเหลือเกิน

            “ก็ตอนเที่ยงคืนอ่ะ! หมอมาตอนเที่ยงคืน” ยายจำเนียรย้ำ

            “หมอไม่ได้มายาย! หมอจะมาทำไมตอนเที่ยงคืน ฝันแล้ว! ฝันหรือเปล่าเราน่ะ” หมอสาวพูดกลั้วหัวเราะ

            “ยายคงฝันไป!” ยายจำเนียรพูดลอย ๆ

            “อ่อ! ยายแค่ฝันไป” วารุณีพูดพร้อมถอนหายใจอย่างคนโล่งอก ทว่าพอมองไปทางน้องสาวที่มาใหม่ กลับเห็นหล่อนมีสีหน้ากังวลแปลก ๆ ส่วนตนเองนั้นสบายใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้ว ที่แท้ยายก็แค่ฝันละเมอ

            ชมตะวันงงกับคำพูดของยายและหมอที่คุยกัน สับสนกับสิ่งที่ได้ยินมาก แล้วเมื่อคืนที่ตนเองเห็นว่ามีหมอเดินมาหายายจำเนียรกับพยาบาลสองคนคืออะไร พอนึกถึงเรื่องเมื่อคืน ชมตะวันเผลออ้าปากค้างก่อนจะรีบหุบลง เพราะหมอเมื่อคืนเป็นผู้ชาย แต่หมอประจำตัวของยายจำเนียรเป็นผู้หญิง

            แสดงว่าเมื่อคืน…. ชมตะวันกลัวขึ้นมาดื้อ ๆ อยากย้ายไปอยู่ห้องพิเศษขึ้นมาทันที ทว่าก็ต้องเก็บสิ่งที่เจอมาเอาไว้เพียงคนเดียว ไม่กล้าบอกใคร

            พอหมอตรวจเรียบร้อยสำหรับคนไข้ทุกคน ชมตะวันจึงลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำ อยากแปรงฟังล้างหน้าให้สดชื่นเสียหน่อย ลืมเรื่องที่เจอเมื่อคืนไป ไม่อยากนึกถึงไม่อยากสนใจ กะว่าจะขอพยาบาลเข้าห้องพิเศษให้ได้

            วารุณีเห็นชมตะวันลุกจากเตียงเดินเข้าห้องน้ำ ด้วยความอยากถามถึงเรื่องเมื่อคืนว่า ได้ยินเสียงยายจำเนียรละเมอไหม จึงลุกเดินตามเข้าห้องไปอีกคน

            “น้อง! น้องคะ” วารุณีเรียกหญิงสาว อายุน่าจะรุ่นน้องไม่กี่ปี

            “คะ” ชมตะวันหันมาถามแบบงง ๆ “มีอะไรเหรอคะพี่”

            วารุณีหันซ้ายแลขวาก่อนจะพูดสิ่งที่เห็นเมื่อคืนออกมา “เมื่อคืนน่ะ น้องได้ยินเสียงยายจำเนียรละเมอมั้ย พี่ตื่นมาได้ยินพอดีตอนเที่ยงคืนนะ น่ากลัว! หลอนไปหมดเลยพี่” วารุณีพูดพร้อมทำหน้าเหยเกกลัวกับสิ่งที่ตนเองพูด

            ชมตะวันเงียบ ลังเลว่าจะเล่าดีไหม เพราะสิ่งที่ตัวเองเจอ มันหลอนยิ่งกลัววารุณีเจออีก ยิ่งนึกถึงรอยยิ้มและแววตาของพยาบาลคนนั้นที่หันมามอง จู่ ๆ ขนมันก็ลุกชู่ชูชันโดยไม่รู้ตัว

            “ถ้าหนูบอกว่าหนูไม่ได้ยินเสียงยายละเมอ แต่หนูเจอมากกว่านั้นล่ะ” ชมตะวันตอบ

            วารุณีทำท่าทางสนใจ หันซ้ายหันขวาอีก ค่อย ๆ ขยับตัวเข้ามาใกล้ ๆ ชมตะวัน อยากรู้ว่าสาวเจ้าเจออะไร “เจออะไรน้อง”

            “เมื่อคืนหนูเห็นหมอกับพยาบาลเดินมาหายายจำเนียรที่เตียง เห็นเพียงท่อนบนนะ หมอเป็นผู้ชาย พยาบาลสองคน หนูก็ไม่ค่อยสนใจเพราะหนูมึนยาสลบ อยากนอนมากด้วย แต่ว่าก่อนที่หนูจะหลับตานะ พยาบาลหนึ่งในสองคนหันมายิ้มให้ดูด้วยอ่ะ” ชมตะวันพูดด้วยอารมณ์กลัวและหวาดระแวง ทว่าออกท่าออกทางไม่ได้มาก เพราะเจ็บที่แผลผ่าตัดวารุณีเองก็เช่นกัน

            “จริงเหรอคะน้อง?” วารุณีถามย้ำ ใบหน้าเจื่อนลงด้วยความกลัว

            ชมตะวันพยักหน้า “ที่หนูตื่นมาเจอเพราะได้ยินเสียงเท้าและเสียงคนคุยกันนี่แหละพี่ ตอนนั้นมึน ๆ ไง เลยไม่ได้คิดอะไร แต่ว่าตอนนี้กลัวมากค่ะ! จะขอย้ายเข้าห้องพิเศษแล้ว” ทั้งสองคนคุยกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะขอตัวแยกย้ายทำธุระส่วนตัว

            ฉันก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไร ทำไมฉันกับพี่คนนั้นถึงต้องเจอเรื่องแบบนี้ ฉันขอย้ายเข้าห้องพิเศษ พยาบาลก็บอกว่าห้องพิเศษเต็ม ให้รอก่อน แต่ฉันก็อยู่ไม่ถึงห้องพิเศษว่างหรอก เพราะหลังผ่าตัดฉันนอนพักฟื้นเพียงสองวันเองก็ได้กลับบ้าน

            ระหว่างนอนพักฟื้นฉันกับพี่คนนั้นเรานอนระแวงกันมาก ทว่าก็ไม่มีใครเจออะไรอีก เจอเพียงคืนนั้นคืนเดียว หรืออาจจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาสลบที่ฉันได้รับมาก็ได้ ส่วนพี่คนนั้นก็อาจจะตื่นมาเจอยายจำเนียรละเมอเข้าพอดี แท้จริงแล้วมันอาจไม่ได้มีอะไรมากกว่านั้น

จบ…
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่