JJNY : เปิดผลวิจัย ม.รังสิต│วัดใจกบง.ชี้ชะตาไบโอดีเซล-ปาล์ม-บี 5│'ชวลิต'ห่วงปชช.ยากจน รบ.หนี้ท่วม│ชายแดนระอุ สนั่นถึงไทย

เปิดผลวิจัย ม.รังสิต คนกรุงเทพฯ 93 % ยี้ ‘รัฐประหาร’ ทุกเพศ วัย อาชีพ ไม่เว้นขรก.
https://www.matichon.co.th/politics/news_3345039
 
 
เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เปิดเผยผลจากข้อมูลงานวิจัยของนายภาณุพัฒน์ เหลือพร้อม, นางสาวพิมพ์ณัฐชยา โรจนโยทิน และนางสาวฐรดา สิรปวเรศ นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.รังสิต เรื่อง “ทัศนคติของประชาชนต่อการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2565” เจาะลึกเขตดอนเมือง เขตพระนคร และเขตจอมทอง ตามลำดับ ซึ่งเก็บแบบสอบถามผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีขึ้นไป เขตละ 400 คน รวม 1,200 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 16 เมษายน ถึง 8 พฤษภาคม 2565 โดยมีคำถามที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการรัฐประหาร 2557
.
รศ.ดร.ธำรงศักดิ์ สรุปผลเบื้องต้น จากการวิจัยเจาะลึก 3 เขตของกรุงเทพฯ สามารถกล่าวสรุปเชิงภาพรวมได้ ดังนี้
 
1. คนกรุงเทพฯ ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร คสช. 2557 อย่างชัดเจนถึง 93% เห็นด้วยกับรัฐประหาร 2557 เพียง 2.7% ไม่มีความเห็น 52 คน 4.3%
2. คนกรุงเทพฯ ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร คสช. 2557 ทั้งชายหญิงเพศทางเลือก ทุกช่วงอายุ ทุกอาชีพแม้แต่ข้าราชการพนักงานของรัฐ และทุกกลุ่มรายได้
.
รายละเอียดเพิ่มเติม ดังนี้
ด้านเพศ
ชาย 554 คน 46.2% หญิง 618 คน 51.5% เพศทางเลือก 28 คน 2.3%
.
ด้านอายุ Gen Z (อายุ 18-25 ปี) 300 คน 25.0% Gen Y (อายุ 26-42 ปี) 572 คน 47.6% Gen X (อายุ 43-57 ปี) 247 คน 20.6% Gen Baby Boomer ขึ้นไป (อายุ 58 ปีขึ้นไป) 81 คน 6.8%
.
ด้านรายได้ รายได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 10,000 มี 86 คน 7.1% รายได้ 10,001-20,000 มี 498 คน 41.5% รายได้ 20,001-30,000 มี 404 คน 33.7% รายได้ 30,001-40,000 มี 130 คน 13% รายได้ตั้งแต่ 40,001 ขึ้นไป มี 56 คน 4.7%
.
ด้านอาชีพ นักเรียนนักศึกษา 154 คน 12.8% พนักงานเอกชน 416 คน 34.7% รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน 171 คน 14.2% เจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ 131 คน 10.9% ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจ 199 คน 16.6% พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน 93 คน 7.8% อื่นๆ 36 คน 3.0%
 
คำถาม
ท่านเห็นด้วยกับการรัฐประหารของ คสช. พ.ศ.2557 หรือไม่ (1,200 คน)
เห็นด้วย 32 คน 2.7%
ไม่เห็นด้วย 1,116 คน 93.0%
ไม่มีความเห็น 52 คน 4.3%
 

 
วัดใจ กบง. ชี้ชะตาไบโอดีเซล-ปาล์ม-บี 5 สัปดาห์หน้า
https://www.prachachat.net/economy/news-931676

วัดใจ กบง. ถกด่วน 17 พ.ค.นี้ ชี้ชะตานโยบายใช้ไบโอดีเซล ผสมบี 5 ต่อลมหายใจ 15 โรงงาน หลังราคาปาล์มพุ่งดันไบโอดีเซลบี 100 ราคาพุ่งเฉียด 60 บาท/ลิตร ต้นทุนพุ่ง ทุบซ้ำนโยบายลดสัดส่วนบี 7 เป็น บี 5 ก่อนหน้านี้ บีบลดกำลังผลิตเหลือแค่ 20% ด้าน ส.ชาวสวนเต้นโรงงานหยุดซื้อราคาหน้าผลปาล์มร่วง 2 บาท/กก. วอนรัฐยืนนโยบายใช้บี 5 ต่อ หลังจุรินทร์ชูโมเดล วิน-วิน ชง กนป. ตั้ง 9 ขุนพล คณะอนุกรรมการเข้มรายงานสถานการณ์ทุก 7 วัน ตรึงราคาปาล์มขวด 65-68 บาท จากต้นทุนจริง 76 บาท
 
วันที่ 15 พฤษภาคม 2565 รายงานข่าวระบุว่าในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ซึ่งมีนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ซึ่งคาดว่าจะมีการพิจารณาวาระเรื่องการใช้ไบโอดีเซล เป็นส่วนผสมในน้ำมันดีเซล
 
หลังจากที่สถานการณ์ราคาผลปาล์มและราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดปรับสูงขึ้นจากหยุดส่งออกชั่วคราวของอินโดนีเซีย จนส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการผลิตน้ำมันดีเซลบี 5 จึงมีการส่งสัญญาณออกมาว่าอาจจะมีการปรับลดเป็นบี 3
 
15 โรงงานอ่วม
 
นายศาณินทร์ ตริยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัดและนายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากที่รัฐบาลมีมาตรการปรับลดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก บี 20, บี 10, บี 6 มาเหลือบี 7 และบี 5 ส่งผลทำให้ความต้องการไบโอดีเซลบี  100 ลดลง 35-40% ซึ่งหากรัฐบาลประกาศที่จะปรับลดบี 5 ลงเหลือบี 3 ก็จะทำให้ความต้องการใช้ไบโอดีเซลลดลงอีก 40% จากปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงกับโรงงานผู้ผลิตไบโอดีเซล
 
“มาตรการดังกล่าวทำให้โรงงานผู้ผลิตไบโอดีเซลซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 15 โรงงาน ต้องปรับลดกำลังการผลิตลงจนเหลือประมาณ 30% หรือ 3 ล้านลิตรต่อวัน จากภาพรวมของกำลังการผลิตที่สามารถทำได้ 9.7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเมื่อกำลังการผลิตลดลง แต่ต้นทุนการผลิตคือราคาซีพีโอปรับสูงขึ้น
โดยล่าสุดวันนี้อยู่ที่ 57 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับที่ไบโอดีเซลได้ ราคานี้ถือว่าสูงมากแต่ก็ปรับลดลงจากก่อนหน้านี้ที่ขึ้นตามราคาซีพีโอ กิโลกรัมละ 60 บาท ไม่ใช่ว่าโรงงานไบโอดีเซลจะดีใจที่ราคาปรับสูงขึ้นเพราะตอนนี้เหมือนโดน 2 ต่อ คือ ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นกำลังการผลิตลดลงราคาขายที่เพิ่มสูงขึ้น เราต้องใช้วงเงินสูงขึ้นในการซื้อวัตถุดิบ เช่นจากเดิมใช้เงิน 100 บาทซื้อน้ำมันปาล์มดิบได้ 3 ลิตรแต่ตอนนี้เหลือ 2 ลิตร ผลตอบแทนกลับมาเท่าเดิมลดลง”

วอนรัฐยืนนโยบายบี 5

“เราเข้าใจว่าภาวะนี้ไม่ใช่ภาวะที่ปกติ เพราะส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเรื่องสงครามระหว่างรัสเซียยูเครน ส่งผลต่อการผลิตน้ำมันพืชและปัจจัยจากอินโดนีเซียแล้วส่งออกน้ำมันปาล์ม ซึ่งส่งผลกระทบกับราคาทั่วโลก เราจึงหวังว่าสถานการณ์จะกลับมาคลี่คลายเป็นปกติโดยเร็ว
ซึ่งโรงงานผู้ผลิตไบโอดีเซลทั้งหมด 15 โรงงาน อยากจะขอให้ทางรัฐพิจารณาใช้มาตรการในการคงการผลิตดีเซลบี 5 ไว้ เพราะหากในอนาคตสถานการณ์กลับไปเป็นปกติผู้ผลิตเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มให้ผลผลิตออกมาจำนวนมากถึงตอนนั้นไม่มีโรงงานไบโอดีเซลเหลืออยู่แล้วก็จะไม่มีใครช่วยดูดซับผลผลิต เพราะปัจจุบันโรงงานไบโอดีเซลได้ดูดซับผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบไว้ถึง 50% จากปริมาณที่ผลิตได้ 3 ล้านตัน และอุตสาหกรรมนี้ยังมีการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่า 30,000 ถึง 70,000 ล้านบาท”
 
ลดบีเหลือ 0 ราคาน้ำมันลงแค่ 60 สต.
 
พร้อมกันนี้ เขาอธิบายว่าประเด็นเรื่องที่สำคัญที่เกิดความเข้าใจผิดว่าการลดใช้ไบโอดีเซล 1% จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซล ลดลงลิตรละ 2 บาท ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะถึงแม้ให้ลดการผสมไบโอดีเซลจนเหลือบี 0 ราคาน้ำมันก็ลดลงเพียงแค่ 60 สตางค์เท่านั้น อุตสาหกรรมโรงงานผลิตไบโอดีเซลถูกกล่าวหาเหมือนเป็นผู้ร้ายในสังคม
 
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า หากถามว่า สูตรที่วิน-วินสำหรับผู้ผลิตไบโอดีเซลคืออะไร เขามองว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามราคาในตลาดโลก เช่นราคาสูงก็ให้ปรับขึ้นไปตามราคาตลาดโลก แต่หากราคาลดลงก็ควรจะราคาประกันดังเช่นที่ทำอยู่ในปัจจุบันกิโลกรัมละ 4.50 บาท คิดเป็นเป็นต้นทุนในการผลิตน้ำมันปาล์มดิบจะอยู่ที่ลิตรละ 25 บาท และเมื่อคิดเป็นราคาไบโอดีเซลก็จะอยู่ที่ 26-28 บาท ซึ่งเป็นราคาที่โรงงานไบโอดีเซลอยู่ได้ทุกฝ่ายก็อยู่ได้ ตอนนี้ราคาไบโอดีเซลแท้จะเท่ากับราคาน้ำมันปาล์มดิบแล้ว
 
ส่วนในภาคการส่งออกน้ำมันไบโอดีเซลไม่มีการส่งออกเลย เพราะการทำส่งออกไบโอดีเซลจะยากกว่าการทำส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ เพราะไบโอดีเซลจะต้องใช้ระดับความบริสุทธิ์ของน้ำมันสูงต้องใช้การขนส่งที่เป็นพิเศษ เราไม่มีอินฟาสตรัคเจอร์ และประการที่สองที่ผ่านมาต้นทุนน้ำมันความผิดของไทยสูงกว่าตลาดโลกมาก จึงทำให้เมื่อผลิตเป็นไบโอดีเซลออกมาแล้วไม่สามารถแข่งขันได้
 
จุรินทร์ชูโมเดล วิน-วิน แก้ปัญหาปาล์ม

ก่อนหน้านี้นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการประชุมคณะอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มด้านการตลาดครั้งที่ 1/2565 (ครั้งที่ 30) โดยชูนโยบายโมเดลวิน-วิน ระหว่างเกษตรกร-โรงงาน-ผู้บริโภค

หลังจากราคาผลปาล์มวันที่ 11 พฤษภาคม 2565 กิโลกรัมละ 9.80-11.20 บาท เพิ่มขึ้น 52% จากราคาเฉลี่ยปีที่แล้วทั้งปี ทั้งที่ผลผลิตเพิ่มขึ้น 5% หรือคิดเป็นประมาณ 17.9 ล้านตัน

เมื่อราคาในประเทศเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มขวดบริโภคเพิ่มสูงขึ้นด้วย เพราะต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้น ราคาน้ำมันปาล์มขวดถ้าคิดตามโครงสร้างต้นทุน จะต้องตกประมาณขวดละ 76 บาท แต่จากการบริหารจัดการของกรมการค้าภายในและกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับผู้ประกอบการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทำให้สามารถปรับราคาลงจาก 76 บาท เหลือประมาณ 65-68 บาทต่อขวด
 
และในเร็ว ๆ นี้ คณะอนุกรรมการตลาดฯ จะเสนอตั้งอนุกรรมการเพื่อบริหารจัดการผลปาล์มดิบของเกษตรกร การผลิตน้ำมันปาล์มดิบของโรงสกัด และโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มรีไฟน์เข้าสู่ภาวะสมดุล ไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนสำหรับบริโภคและมีเสถียรภาพด้านราคาเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการโรงสกัด จึงได้ประกอบด้วย 3 ฝ่าย 1.หน่วยงานภาครัฐ 2.ตัวแทนเกษตรกร และ 3.ตัวแทนผู้ประกอบการ
โดยตัวแทนภาครัฐมี 5 หน่วยงาน ประกอบด้วย 1.กรมการค้าภายใน 2.กรมการค้าต่างประเทศ 3.กรมศุลกากร 4.สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร 5.กรมพัฒนาพลังงานและอนุรักษ์พลังงาน
 
ผู้แทนเกษตรกร 2 องค์กรสำคัญที่เกี่ยวข้องและผู้ประกอบการ 1.สมาคมโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม 2.สมาคมโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม 3.สมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลไทย และ4.ผู้แทนคลังรับฝากน้ำมันปาล์ม เป็นอนุกรรมการ
 
มีหน้าที่สำคัญดังนี้ 1.วิเคราะห์สถานการณ์การผลิต การตลาด ราคาและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาผลปาล์มและน้ำมันปาล์ม 2.ให้กำหนดปริมาณสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบที่เหมาะสมกับสถานการณ์และให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ เพื่อป้องกันน้ำมันปาล์มขาดแคลน
3.ให้มีหน้าที่กำหนดมาตรการแนวทางเงื่อนไขหลักเกณฑ์วิธีการและอื่นๆที่เกี่ยวกับการให้เกิดความสมดุลของน้ำมันปาล์มให้เหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปปฏิบัติ และภารกิจอื่นๆที่เกี่ยวข้อง
 
ตรวจรายงานสต๊อกทุก 7 วัน

และเพื่อป้องกันปัญหาวิกฤตปาล์ม ทางอธิบดีกรมการค้าภายใน ได้สั่งการให้ค้าภายใน จังหวัดทั่วประเทศ ตรวจสต๊อกและรายงานสต๊อกให้อนุกรรมการชุดนี้รับทราบทุก 7 วัน เพื่อติดตามสถานการณ์โดยใกล้ชิด ให้มีน้ำมันปาล์มบริโภคเพียงพอและดูแลราคาให้มีเสถียรภาพเหมาะสมต่อไป เพื่อเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งเกษตรกร โรงสกัด ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ทั้งนี้จะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติหรือ กนป.
สำหรับสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบมีประมาณ 180,000 ตัน ถึง 200,000 ตัน ต้องยอมรับว่าราคาผลปาล์มสูงขึ้นมากซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะเป็นนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯและรัฐบาล ทำให้ผลปาล์มมีราคาสูงเพื่อประโยชน์กับเกษตรกร ซึ่ง 2-3 ปีที่ผ่านมา ตนเข้ามาบริหารจัดการทำให้ราคาปาล์มสูงขึ้นจาก 2 บาท เป็น 8-12 บาท/กก. แต่อาจจะกระทบต่อต้นทุนการผลิตน้ำมันปาล์มบริโภคจึงต้องมีคณะอนุกรรมการชุดนี้ ช่วยดูแลสร้างสมดุล ให้ทุกฝ่าย วิน-วิน ตามนโยบายวิน-วินโมเดลให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์“

นายจุรินทร์กล่าวว่ากระทรวงพาณิชย์กำกับราคาน้ำมันปาล์มขวดบริโภคที่แม้ต้นทุนจะสูงมาก แต่อย่าให้แพงจนเกินควร
 
โดยข้อมูลจากกรมการค้าภายในระบุว่า ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2565 (4 เดือน) มีผลผลิตปาล์มน้ำมันออกสู่ตลาดแล้ว 5.75 ล้านตัน มากที่สุดในเดือนมีนาคม จำนวน 1.82 ล้านตัน สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมันในระยะต่อไป มีแนวโน้มลดลง ในเดือนพฤษภาคมจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวน 1.70 ล้านตัน
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่